เป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมากสำหรับข้อมูลทางเพจ ‘หมอมนูญ ลีเชวงวงศ์ FC’ ของ นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ แพทย์เฉพาะทางด้านโรคระบบการหายใจ ผู้ป่วยหนัก และโรคผู้สูงอายุ โรงพยาบาลวิชัยยุทธ ที่โพสต์ไว้ว่า ประเทศไทยกำลังจะเข้าสู่การแพร่ระบาดของโรคไวรัสโควิด-19 ระลอกใหม่ครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 2 ปี หลังวันหยุดยาวเทศกาลปีใหม่นี้ ตัวเลขผู้ติดเชื้อจะก้าวกระโดดหลายหมื่นคนแต่ละวันในไม่ช้า
เห็นประโยคที่บอกว่า “หลายหมื่นคนแต่ละวัน” คนไทยคงตระหนกตกใจแน่นอน
อย่างไรก็ตาม หมอมนูญโพสต์ขยายข้อความต่อมาว่า แต่คนไทยไม่ต้องตื่นตระหนกตกใจมากเกินไป เชื้อไวรัสโควิด-19 กลายพันธุ์โอมิครอน มีวิวัฒนาการเปลี่ยนไปจากเดิมมาก ปรับตัวเองให้เข้ากับคนได้ดียิ่งขึ้น แพร่จากคนสู่คนง่ายขึ้น ลดระยะฟักตัว และเปลี่ยนจากการก่อให้เกิดโรคทางเดินหายใจอักเสบทั้งส่วนบนและส่วนล่างรุนแรงเฉียบพลัน กลายเป็นเชื้อโคโรนาไวรัสที่ทำให้เกิดหวัดเล็กธรรมดา ไม่รุนแรง เป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน ไม่ค่อยลงปอด เหมือนกับเชื้อโคโรนาไวรัสที่เรารู้จักมานานอย่างน้อย 50 ปีแล้ว ได้แก่ human coronavirus-229 E, human coronavirus-NL63, human coronavirus-OC43 และ human coronavirus-HKU1 เชื้อโคโรนาไวรัสดั้งเดิม 4 ชนิดนี้ก่อให้เกิดโรคหวัดธรรมดาในเด็ก เป็นเองหายเอง ส่วนผู้ใหญ่มักไม่ติดเชื้อนี้ เพราะมีภูมิต้านทานตามธรรมชาติเนื่องจากเกือบทุกคนเคยติดเชื้อนี้มาแล้วสมัยเป็นเด็ก ถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีวัคซีนป้องกันเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ดั้งเดิม
หากวิเคราะห์ข้อความของ “หมอมนูญ” พอจะเบาใจได้ว่า ไวรัสโอมิครอน มีฤทธิ์คล้ายกับ “ไข้หวัด” สัมผัสปุบ ติดปับ แต่เป็นแล้วกินยา พักผ่อน ไม่นานก็หายเป็นปกติ
ในเพจของหมอมนูญระบุต่อไปว่า หลังการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสสายพันธุ์โอมิครอนครั้งใหญ่นี้ เชื่อว่าทุกคนไม่ว่าจะเคยฉีดวัคซีน หรือเคยติดเชื้อไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์เดิมมาก่อน จะได้รับเชื้อสายพันธุ์โอมิครอนไม่ช้าก็เร็ว เกิดภูมิคุ้มกันหมู่
นั่นเท่ากับว่าการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 คงจะจบลงสักที
“อนาคตเราคงไม่ต้องมาฉีดวัคซีนกระตุ้นเข็ม 3 เข็ม 4 กันอีก เพราะเราทุกคนได้รับเชื้อสายพันธุ์โอมิครอนเปรียบเสมือนวัคซีนธรรมชาติชนิดตัวเป็นอ่อนฤทธิ์ (live attenuated vaccine) กระตุ้นภูมิต้านทานได้ดีกว่าวัคซีนทุกชนิดที่มีในปัจจุบัน อนาคตของบริษัทผลิตวัคซีนต่อต้านไวรัสโควิด-19 คงไม่รุ่งเหมือนช่วงที่ผ่านมา” หมอมนูญโพสต์ข้อความปิดท้าย
สอดคล้องกับข้อมูลกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเผยผลการศึกษาผู้ติดเชื้อสายพันธุ์โอมิครอน 14 วัน ในแอฟริกาใต้ พบว่านอกจากความรุนแรงจะน้อยกว่าสายพันธุ์ที่พบก่อนหน้านี้ บางรายภูมิคุ้มกันยังเพิ่มสูงขึ้นสู้กับสายพันธุ์เดลตาได้ถึง 4 เท่า
โดย นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวถึงผลการศึกษาในพื้นที่แอฟริกาใต้ ในผู้ที่ติดเชื้อสายพันธุ์โอมิครอนแล้ว 14 วัน ทั้งผู้ที่ฉีดวัคซีนแล้วและยังไม่ฉีดวัคซีน โดยเจาะเลือดตรวจดูภูมิคุ้มกันต่อเชื้อสายพันธุ์โอมิครอนและสายพันธุ์เดลตา พบว่า ภูมิคุ้มกันต่อสายพันธุ์โอมิครอนเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 14-15 เท่า และบางรายภูมิคุ้มกันที่สูงขึ้นสามารถสู้กับเชื้อสายพันธุ์เดลตาได้ประมาณ 4 เท่า
ดังนั้น กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์จะศึกษาเรื่องนี้เพิ่มเติมในผู้ที่ติดเชื้อสายพันธุ์โอมิครอนในประเทศไทยครบ 2 สัปดาห์ โดยนำเลือดมาตรวจว่าสามารถจัดการเชื้อสายพันธุ์เดลตาได้มากแค่ไหน
“การแพร่ระบาดของสายพันธุ์โอมิครอนแม้จะส่งผลให้การติดเชื้อของประเทศมากขึ้น แต่ยังไม่ส่งผลต่อจำนวนการเสียชีวิต และการติดเชื้อในประเทศไทยขณะนี้ 70-80% ยังเป็นสายพันธุ์เดลตาที่ทำให้ป่วยหนักและเสียชีวิตได้ โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง 608 เช่น กลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ผู้ป่วย 7 โรคเรื้อรัง ซึ่งการติดเชื้อสายพันธุ์โอมิครอนทำให้ภูมิคุ้มกันสู้กับเชื้อสายพันธุ์เดลตาได้ และจะขึ้นสูงในกลุ่มฉีดวัคซีน ดังนั้น การฉีดวัคซีนจึงยังเป็นประโยชน์ และไม่ว่าจะเป็นสายพันธุ์ใด การใส่หน้ากาก ล้างมือ เว้นระยะห่าง ยังป้องกันการติดเชื้อได้” นพ.ศุภกิจกล่าว
ขณะที่ ศูนย์จีโนมทางการพทย์ คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี (Center for Medical Genomics) ก็เคยโพสต์ข้อความเกี่ยวกับโควิดสายพันธุ์โอมิครอนว่า จาก “วายร้าย” อาจพลิกกลับมาเป็น “พระเอก”
โดยได้ยกคำอธิบายของ Dr. John L. Campbell ซึ่งเป็นผู้มีอิทธิพลในโซเชียลมีเดียของอังกฤษได้รับความสนใจในช่วงเริ่มต้นของการระบาดใหญ่ของ COVID-19 สำหรับวิดีโออธิบายและข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับไวรัส ดร. แคมเบล สรุปประเด็นของโรคโควิด-19 ได้ดีมาก โดยมีผู้ติดตามถึง 1.6 ล้านคนผ่านช่องทาง “Youtube” เนื่องจากการบรรยายของท่านจะอ้างอิงจากข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่เชื่อถือได้เป็นหลัก โดยท่านได้สรุปประเด็นของ “โอมิครอน” ไว้อย่างน่าสนใจซึ่งตรงกันหลายประเด็นที่ทางศูนย์จีโนมทางการแพทย์ รพ. รามาธิบดี เคยนำเสนอ
โดยกรณีไวรัสกลายพันธุ์จนสามารถแพร่ติดต่อได้อย่างรวดเร็ว (high transmissibility) ก็มักจะทำให้ผู้ติดเชื้อมีอาการป่วยที่ไม่รุนแรง (mild symptom) เนื่องจากไวรัสเองจะหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันจากวัคซีน (immune escape) ได้ลดลงเช่นกัน
เหตุการลักษณะเดียวกันนี้เกิดขึ้นมาแล้วกับสายพันธุ์ “บีตา” ซึ่งเป็นไวรัสโคโรนา 2019 ที่หลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันได้ดี (immune escape) แต่แพร่ติดต่อได้ไม่ดี จนถูกสายพันธุ์ “เดลตา” ซึ่งแพร่ติดต่อได้รวดเร็วกว่า (more transmissibility) เข้ามาแทนที่ โดย “เดลตา” เองแม้จะแพร่ติดต่อได้ดีแต่หลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันได้ไม่ดีนัก หากคาดการณ์สถานการณ์ที่เป็นไปอย่างดีที่สุด โชคดีที่สุดที่ควรเป็นไปได้ (Best case scenario) “โอมิครอน” ซึ่งมีการกลายพันธุ์ไปมากและสามารถแพร่ติดต่อระหว่างคนสู่คนได้รวดเร็วกว่า “เดลตา” จะมีความเป็นไปได้สูงที่จะเข้ามาแทนที่เดลตาในที่สุด โดยผู้ติดเชื้อจะไม่มีอาการรุนแรง (mild symptom) ทำให้ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่สร้างภูมิคุ้มกันโดยไม่ล้มเจ็บต้องเข้า รพ. หรือเสียชีวิต
“โอมิครอน” หากเข้ามาแทน “เดลตา” ได้สำเร็จ อาจช่วยลดระดับความรุนแรงของการระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 ซึ่งแพร่ระบาดไปทั่วโลก (Pandemic) กลายเป็นโรคประจำถิ่น (Endemic) ที่มีอาการลดลงในที่สุด เสมือนกับการให้วัคซีนชนิดเชื้อเป็น แต่อ่อนฤทธิ์ (live-attenuated vaccine) แก่คนทั่วโลก (โดยธรรมชาติจัดให้)
เชื่อว่าทุกคนคงส่งใจภาวนาขอให้การวิเคราะห์ของผู้เชี่ยวชาญครั้งนี้เป็นเช่นนั้นโดยเร็ว













