เมื่อ BYD รถยนต์ไฟฟ้ายักษ์ใหญ่จากจีน ท้าทายบัลลังก์ Tesla เจ้าตลาด EV โลก (ตอนที่ 1)

นับเป็นเรื่องฮือฮาในแวดวง EV โลกเป็นอย่างมาก เมื่อยอดขาย BYD รถยนต์ไฟฟ้าของจีนที่ได้รับการสนับสนุนจากวอร์เรน บัฟเฟตต์ พุ่งขึ้น 154% ในปีที่แล้ว แซงหน้า Tesla ของสหรัฐอเมริกา อุตสาหกรรม EV ในจีนที่เติบโตในระดับสูงอย่างต่อเนื่องเช่นนี้ อาจทำให้ Tesla ถูกล้มแชมป์ในอนาคต


ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในจีนพุ่งขึ้น 154% ในปีที่แล้ว แม้ว่ายอดขายรถยนต์ทั่วโลกจะชะลอตัวลงอันเนื่องมาจากอุปทานเซมิคอนดักเตอร์ที่ตกต่ำ เนื่องจากมีผู้บริโภคจำนวนมากเลือกใช้รถยนต์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ตามที่ ZoZo Go บริษัทวิเคราะห์อุตสาหกรรมยานยนต์ระบุว่า ผู้ผลิตขายรถยนต์ไฟฟ้าได้ 3.3 ล้านคันในจีนในปี 2564 เพิ่มขึ้นจาก1.3 ล้านคันในปี 2563 และ 1.2 ล้านคันในปี 2562  ขณะที่ข้อมูลจาก Seeking Alpha ระบุว่ายอดขาย EV ทั่วโลกเพิ่มขึ้น 69% ใน 11 เดือนแรกของปี 2564 โดยอัตราการเติบโตที่จีนแซงหน้าการเติบโตทั่วโลก

BYD

สำหรับ BYD ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในเมืองเซินเจิ้น ประเทศจีน ได้รับการสนับสนุนจากวอร์เรน บัฟเฟตต์ มียอดจัดส่ง 603,783 คัน เพิ่มขึ้น 218% จากปีก่อนหน้า ส่วนยอดขายของ Tesla ซึ่งมีฐานบัญชาการอยู่ที่รัฐเท็กซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา ตามมาเป็นอันดับที่ 2 ในประเทศจีน โดยขายได้ประมาณ 240,000 คัน ในปี 2564 คิดเป็น 26% ของยอดขายทั่วโลก
Tesla และ BYD ต่างก็เป็น EV ยักษ์ใหญ่ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ในขณะที่บริษัทสตาร์ทอัพดาวรุ่ง เช่น Rivian, Lucid Nio, Xpeng และ Li Auto รวมถึงผู้ผลิตรถยนต์เชื้อเพลิงที่รุกคืบเข้าสู่ตลาด EV อย่าง General Motors (GM) และ Ford Motor ก็มีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ
กระนั้น ทั้งผู้นำตลาดอย่าง Tesla และ BYD ที่กำลังไล่กวดมา ต่างตั้งเป้าที่จะขยายธุรกิจครั้งใหญ่เช่นกัน และนั่นทำให้ศึกชิงบัลลังก์เจ้าตลาด EV ทวีความเข้มข้นและน่าจับตาเป็นอย่างมาก

Tesla

Tesla

ทั้งนี้ Tesla เป็นผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่ที่สุดของโลก โดยส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้า 308,600 คันในไตรมาสที่สี่ เพิ่มขึ้นจาก 241,300 ในไตรมาสที่ 3, 201,250 ในไตรมาสที่ 2 และ 184,800 ในไตรมาสที่ 1

แต่ยอดขายของ BYD ก็มาแรงมาก และมีโอกาสที่จะตามทัน Tesla เพราะ BYD ขายรถยนต์พลังงานสะอาดทุกประเภทได้ 93,945 คันในเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา เพิ่มขึ้น 218% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แบ่งเป็นรถยนต์ส่วนบุคคล 92,833 คัน เพิ่มขึ้น 232% โดยยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าแตะ 48,317 เพิ่มขึ้น 155% ในขณะที่ยอดขายปลั๊กอินไฮบริดเพิ่มขึ้น 477% เป็น 44,506 คัน กระนั้น การล็อกดาวน์เมืองซีอานอย่างเข้มงวดของจีนเมื่อเดือนที่แล้วจากการพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน ส่งผลกระทบต่อการผลิต BYD บางส่วนเมื่อเดือนที่แล้ว แต่ล่าสุดบริษัทฯ รายงานว่าไลน์การผลิตกลับมาดำเนินการตามปกติอีกครั้งแล้ว
โดยยอดขายรถยนต์ไฮบริดของ BYD พุ่งสูงขึ้นจากระบบ DM-i ใหม่ ที่ประหยัดน้ำมันและมีกำลังแบตเตอรี่ที่เพียงพอ ขณะที่ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ไฮบริดของ BYD รวมกันเกือบจะเท่ากับการส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมดของ Tesla และมียอดขายมากกว่าคู่แข่งจากจีนอย่าง Nio, Li Auto และ Xpeng รวมถึงผู้ผลิตEV ที่เพิ่งตั้งไข่ของสหรัฐอเมริกาอย่าง Lucid และ Rivian

EV

ไม่เพียงแต่เดินหน้าขับเคลื่อนรถยนต์ไฟฟ้าอย่างจริงจัง แต่ BYD ยังเลิกขายรถยนต์ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงแบบเดิมๆ ด้วย โดยมียอดขายของรถยนต์ประเภทนี้ลดลงเหลือเพียง 5,167 คันในเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา เทียบกับ 27,481 คัน ในปีก่อนหน้า
ที่น่าสนใจคือ ทั้ง Tesla และ BYD สามารถเติบโตอย่างรวดเร็ว แม้จะขาดแคลนชิป ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่ทำให้กระบวนการผลิตของผู้ผลิตรถยนต์รายอื่นแทบทุกราย รวมถึง GM, Ford Li Auto, Xpeng และ Nio ต้องหยุดชะงักในปี 2564 ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่แตกต่างของผู้ท้าชิงเจ้าตลาดอย่าง BYD ที่ผลิตชิปของตัวเอง
สำหรับแผนการขยายธุรกิจของทั้งสองบริษัทนั้น ในไม่ช้านี้ Tesla จะเปิดโรงงานใกล้เมืองออสติน รัฐเท็กซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา และเมืองเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี เพื่อผลิตรถครอสโอเวอร์ Model Y ขณะเดียวกันก็กำลังมองหาการขยายโรงงานในเมืองเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีนอีกครั้ง

รถยนต์ไฮบริดของ BYD

ด้าน BYD ได้มุ่งมั่นที่จะเพิ่มความจุของแบตเตอรี่ให้มากขึ้นอีกด้วย บริษัทเพิ่งกล่าวในการประชุมทางโทรศัพท์ของนักลงทุนว่าเป้าหมายการขาย NEV (รถที่ใช้พลังงานใหม่ หรือรถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าในการขับเคลื่อน ซึ่งรวมทั้งรถไฮบริด (HEV), ปลั้กอิน-ไฮบริด (PHEV), ไฟฟ้าล้วน (BEV) และรถเซลล์เซลล์เชื้อเพลิง (FEV) โดย NEV เป็นศัพท์​ที่รัฐบาลจีนนิยามขึ้นมาใหม่ เพื่อส่งเสริมให้มีการใช้งานรถประเภทนี้มากขึ้น) ในปี 2565 อยู่ที่ 1.1-1.2 ล้านคัน ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 600,000 คันในปี 2564 โดยแบ่งเป็น EV จำนวน 600,000 คัน และ PHEV 500,000-600,000 คัน
โดย BYD ประกาศว่าจะเปิดโรงงานใหม่ 3 แห่ง ซึ่งจะทำให้เพิ่มกำลังการผลิตอีก 500,000 คัน ภายในไตรมาสที่ 2/2565 ทั้งหมดนี้บ่งชี้ว่ายอดการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ไฮบริดของ BYD อาจแตะ 1.5 ล้านคันหรือมากกว่านั้น

สำหรับตอนต่อไป จะชวนเจาะลึกถึงกลยุทธ์ทางการตลาด และข้อได้เปรียบของแต่ละแบรนด์ซึ่งสร้างโอกาสที่แตกต่างกัน โปรดติดตาม

ที่มา :