วัคซีนเข็มกระตุ้น สู้ “โอมิครอน” ได้มากแค่ไหน อัปเดตจากข้อมูลทั่วโลก

หลายคนตื่นขึ้นมาในเช้าวันที่ 7 มกราคม 2565 พร้อมข่าวที่น่าตกใจว่าจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ในไทย มีจำนวนเพิ่มขึ้น เป็น 7,526 ราย แล้ว โดยเพิ่มขึ้นจาก สองวันที่ผ่านมา ที่ตัวเลขอยู่ที่ 5,775 ราย และ 3,899 ราย อย่างมีนัยสำคัญ โดยสายพันธุ์หลักที่ระบาดกันในตอนนี้นั่นคือ ไวรัสโควิดกลายพันธุ์ สายพันธุ์ โอมิครอน ที่มีคุณสมบัติเด่นอย่างที่ทุกคนทราบ คือ ติดกันง่าย เร็ว และแพร่กระจายได้เร็ว ซึ่งการระบาดในระลอก 5 นี้ ทำให้วงการสาธารณสุขไทยต้องเร่งปรับมาตรการรับมือ ทั้ง การปิดสถานที่เสี่ยง งดการเดินทางออกต่างจังหวัด และขอให้มีการ Work from home ให้มากที่สุด นอกจากนั้น ยังได้รีบเร่งปูพรมฉีด วัคซีนเข็มกระตุ้น ให้กับประชากรไทยให้เร็วที่สุด

เพราะวงการแพทย์ทั่วโลกต่างยืนยันว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการรับมือกับไวรัสกลายพันธุ์ตัวนี้ เนื่องจาก วัคซีนเข็มกระตุ้น จะช่วยลดความเสี่ยงในการป่วยหนัก เข้ารับรักษาในโรงพยาบาลได้

UK ขานรับ ประสิทธิผล วัคซีนเข็มกระตุ้น ป้องกันเข้า รพ. เพราะโอมิครอนได้จริง

หน่วยงานความมั่นคงด้านสุขภาพของสหราชอาณาจักร (UK Health Security Agency) หรือยูเคเอชเอสเอ เผยแพร่ข้อมูลชิ้นใหม่ที่ชี้ว่าการฉีดวัคซีนโรคโควิด-19 ยี่ห้อ แอสตร้าเซนเนกา ไฟเซอร์ หรือโมเดอร์นา จำนวนสองเข็ม สามารถป้องกันการติดเชื้อโควิดกลายพันธุ์โอมิครอนได้เพียงเล็กน้อย แต่สามารถป้องกันไม่ให้ผู้ติดเชื้อมีอาการหนักได้ดีกว่า แต่เมื่อได้รับเข็มที่ 3 จะป้องกันได้ 88%
ยูเคเอชเอสเอ วิเคราะห์ข้อมูลจากผู้ติดเชื้อโอมิครอน รวม 600,000 คน พบว่า
  • ฉีดวัคซีน 1 เข็ม ลดความเสี่ยงที่จะต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลลงได้ 52%
  • ฉีดวัคซีน เข็มที่ 2 ป้องกันได้ 72% แต่หลังจากเวลาผ่านไปแล้ว 25 สัปดาห์ การป้องกันจะลดลงเหลือ 52%
  • ผู้ที่ได้รับ วัคซีนเข็มกระตุ้น เข็มที่ 3 ผ่านไปแล้วสองสัปดาห์ การป้องกันจะฟื้นกลับคืนมาเป็น 88%
แต่อย่างไรก็ตาม รายงานของยูเคเอชเอสเอ ระบุว่าไม่มีข้อมูลมากพอที่จะคำนวณได้ว่าการป้องกันนี้จะอยู่ได้ยาวนานเพียงใด แต่สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการแล้ว การคุ้มกันของวัคซีนแต่ละโดสลดลงเล็กน้อย และลดลงเหลือ 68% หลังจากได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้นแล้ว เมื่อเทียบกับคนที่ไม่ได้รับวัคซีนเลย
ซาจิด จาวิด
ซาจิด จาวิด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของสหราชอาณาจักร
ซาจิด จาวิด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของสหราชอาณาจักร กล่าวว่าข้อมูลที่ได้ชี้ให้เห็นความสำคัญของการฉีดวัคซีนอย่างชัดเจน เพราะจากการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่าคนที่ไม่ได้ฉีดวัคซีนมีโอกาสที่จะต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลมากกว่าคนที่ฉีดวัคซีน ถึง 8 เท่า
นอกจากนั้น ยังมีรายงานการศึกษาอีกชิ้นหนึ่งที่ มหาวิทยาลัยอ็อกซฟอร์ด ร่วมจัดทำ ยืนยันว่าความเสี่ยงที่ผู้ติดเชื้อโอมิครอนจะต้องถูกส่งตัวไปรักษาในห้องฉุกเฉินหรือนอนโรงพยาบาล ต่ำกว่าการติดเชื้อเดลตาราว 50%
การศึกษายังพบด้วยว่าความเสี่ยงที่ผู้ติดเชื้อโอมิครอนจะต้องนอนโรงพยาบาลคิดเป็นเพียง 1 ใน 3 ของผู้ป่วยที่ติดเชื้อเดลตา

เปิดแผนการปรับสูตรวัคซีน mRNA สู้โควิดโอมิครอน

แม้จะดูเหมือนว่าอาการป่วยจากเชื้อโอมิครอนไม่สู้รุนแรงมากนักอย่างที่เราทราบกัน เมื่อเทียบกับสายพันธุ์ที่แพร่ระบาดหนักก่อนหน้านี้ แต่เจ้าไวรัสกลายพันธุ์ตัวนี้ กลับมีความสามารถในการหลบเลี่ยงภูมิต้านทานในร่างกายคน และทำให้โรคโควิด-19 ติดต่อกันได้รวดเร็วเกินคาด
ต่อประเด็นนี้ ผู้เชี่ยวชาญจึงมองว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดในตอนนี้ จะนำไปสู่วิกฤตผู้ป่วยล้นโรงพยาบาลอีกครั้งอย่างแน่นอน
 เดบอราห์ ฟุลเลอร์
ศาสตราจารย์ เดบอราห์ ฟุลเลอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านจุลชีววิทยาจาก มหาวิทยาลัยวอชิงตัน ของสหรัฐฯ
ด้วยเหตุนี้ วงการแพทย์ทั่วโลกจึงต้องรีบเร่งปรับปรุงวัคซีนที่มีอยู่ให้ทันการณ์ เพื่อที่จะหยุดยั้งเชื้อโอมิครอนได้ก่อนเกิดหายนะจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ศาสตราจารย์ เดบอราห์ ฟุลเลอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านจุลชีววิทยาจาก มหาวิทยาลัยวอชิงตัน ของสหรัฐฯ ซึ่งศึกษาเรื่องของวัคซีน mRNA มานานกว่า 20 ปี บอกกับเว็บไซต์วิชาการ The Conversation ว่า
“การปรับปรุงหรืออัปเดตวัคซีนโควิดชนิดนี้สามารถจะทำได้ภายในเวลา 100 วัน หลังได้ทราบถึงข้อมูลพันธุกรรมทั้งหมดของโอมิครอน โดย วัคซีน mRNA ทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นของไฟเซอร์หรือโมเดอร์นา ต่างใช้รหัสพันธุกรรมบนสาย mRNA เป็นตัวออกคำสั่งให้เซลล์ร่างกายของมนุษย์ผลิตโปรตีนแบบเดียวกับที่อยู่บนส่วนหนามของไวรัสออกมา ซึ่งโปรตีนนี้จะไม่เป็นอันตราย แต่จะไปกระตุ้นให้ร่างกายสร้างสารภูมิคุ้มกันหรือแอนติบอดีเอาไว้ เพื่อต้านทานการติดเชื้อโควิดในภายหลัง”
“ในกรณีของโอมิครอนที่มีการกลายพันธุ์บนส่วนหนามของไวรัสไปอย่างมาก จึงจำเป็นต้องสร้างสาย mRNA แบบใหม่จากพันธุกรรมของโอมิครอนขึ้นมาโดยตรง เพื่อให้วัคซีนมีประสิทธิภาพในการรับมือกับเชื้อกลายพันธุ์ชนิดใหม่ เพราะแอนติบอดีจากวัคซีนที่ได้รับการอัปเดตหรือปรับปรุงให้ทันสมัยแล้ว จะมีความจำเพาะกับเชื้อโอมิครอนมากขึ้น และสามารถจับยึดไวรัสเอาไว้ไม่ให้เข้าสู่เซลล์ร่างกายคนได้ดีขึ้น”
“โดยคนที่เคยได้รับวัคซีนโควิดครบ 2 โดสแล้ว หรือคนที่มีภูมิต้านทานตามธรรมชาติหลังหายป่วยจากโรคโควิด-19 สายพันธุ์อื่น สามารถรับ วัคซีนกระตุ้น ภูมิคุ้มกันเพื่อต้านทานโอมิครอนเป็นเข็มที่ 3 ได้ โดยไม่ต้องฉีดเพิ่มอีก”

“หากโอมิครอนกลายเป็นเชื้อโควิดที่แพร่ระบาดเป็นสายพันธุ์หลักแทนที่เชื้อเดลตา คนที่ยังไม่เคยได้รับวัคซีนเลยจะต้องฉีดวัคซีนที่อัปเดตแล้วนี้ 2-3 โดส แต่ถ้าโอมิครอนและเดลตายังคงมีการระบาดควบคู่กันไปทั้งสองสายพันธุ์ เป็นไปได้ว่าคนที่ยังไม่เคยไปฉีดวัคซีนจะได้รับวัคซีนผสมสูตร โดยมีการฉีดให้ทั้งแบบเก่าและแบบใหม่รวมกัน 2-3 โดส”
ดังนั้น ในการอัปเดตวัคซีนนั้น นักวิทยาศาสตร์จะสร้าง “แม่แบบดีเอ็นเอ” (DNA template) ขึ้นมาก่อน เพื่อเป็นแม่พิมพ์ในการผลิตสาย mRNA ต่อไป โดยจะผสมแม่แบบดีเอ็นเอนี้เข้ากับเอนไซม์สังเคราะห์บางชนิด รวมทั้งโมเลกุลโปรตีนที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานในชื่อรหัส G,A,U และ C
เอนไซม์จะเร่งให้เกิดกระบวนการถอดรหัสพันธุกรรม (transcription) ซึ่งจะสร้างสาย mRNA ตามแม่แบบพันธุกรรมที่มีอยู่ โดยใช้โมเลกุลโปรตีนมาเรียงต่อกันตามลำดับที่ถูกต้อง ไม่น่าเชื่อว่ากระบวนการนี้กินเวลาเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น
นักวิจัยวัคซีนจะใช้เวลา 3 วัน ผลิตแม่แบบดีเอ็นเอที่ปรับปรุงใหม่ จากนั้นใช้เวลาอีก 1 สัปดาห์ผลิตวัคซีน mRNA ชุดแรกให้เพียงพอต่อการทดสอบกับเซลล์ของมนุษย์ในห้องปฏิบัติการ ซึ่งจะใช้เวลาทดสอบในขั้นนี้ราว 6 สัปดาห์ หากวัคซีนผ่านการทดสอบเบื้องต้น นักวิจัยจะเดินหน้าสู่การทดลองระดับคลินิกในมนุษย์ทันที ซึ่งต้องใช้เวลาอีก 2-3 สัปดาห์
ศ. ฟุลเลอร์ชี้ว่า การทดลองระดับคลินิกในกรณีนี้ ไม่จำเป็นต้องใช้กลุ่มทดลองขนาดใหญ่หลายหมื่นคน หรือใช้เวลาในการทดลองนานหลายเดือนเหมือนเช่นที่ผ่านมา เพราะหลายขั้นตอนในการทดสอบนั้นเหมือนกับของวัคซีนโควิดชนิดดั้งเดิม จึงไม่จำเป็นต้องทำซ้ำอีก
“ดังนั้นในเวลาเพียงไม่เกิน 100 วัน เราก็จะได้วัคซีนปรับปรุงใหม่ที่พร้อมใช้สู้กับเชื้อโอมิครอน และหากวัคซีนผ่านการรับรองจากคณะกรรมการอาหารและยาของแต่ละประเทศอย่างรวดเร็ว พร้อมกับโรงงานได้เตรียมปรับกระบวนการผลิตให้สอดรับกับวัคซีนชนิดใหม่ไว้ล่วงหน้า” ศ.ฟุลเลอร์ จึงมั่นใจว่าวัคซีนต้านโอมิครอนจะเดินทางไปถึงต้นแขนของผู้คนจำนวนมากได้ทันการณ์อย่างแน่นอน

วัคซีนเข็มกระตุ้น สู้ “โอมิครอน” แต่ละยี่ห้อ สร้างเกราะป้องกันได้นานแค่ไหน ฟังคำตอบจากผู้เชี่ยวชาญฝั่งไทย

มาในบริบทของประเทศไทย ล่าสุด ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักไวรัสวิทยา ไบโอเทค สวทช. ได้โพสต์ข้อความผ่าน เฟซบุ๊ก Anan Jongkaewwattana เกี่ยวกับกรณีเข็มกระตุ้นสู้ “โอมิครอน” ได้นานแค่ไหน? จาก UKSHA Variant Technical Briefing 33 p.24 โดยระบุว่าข้อมูลประสิทธิภาพวัคซีนเข็มกระตุ้นต่อการป้องกันการติดเชื้อแบบมีอาการ (symptomatic infection) ของไวรัสโอมิครอน ได้ถูกประเมินโดยทีมวิจัยของ UK จากฐานข้อมูลผู้ป่วยผู้ติดเชื้อโอมิครอนจำนวน 68,489 ราย สรุปได้ดังนี้
ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา
ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักไวรัสวิทยา ไบโอเทค สวทช.
ผู้ที่ได้รับการฉีดแอสตราเซเนกา (AZ) ครบ 2 เข็มแล้ว ฉีดกระตุ้นเข็ม 3 ด้วย mRNA ของไฟเซอร์ (Pfizer) หรือโมเดอร์นา (Moderna) ประสิทธิภาพการป้องกันโอมิครอนที่ 2-4 สัปดาห์ อยู่ที่ประมาณ 60% ทั้งคู่
แต่ประสิทธิภาพของวัคซีนอยู่ไม่นาน เพราะตกลงมาเหลือ ประมาณ 35% สำหรับ Pfizer (ที่ 10 สัปดาห์หลังเข็ม 3) และ 45% สำหรับ Moderna ที่ 5-9 สัปดาห์ หลังเข็มกระตุ้น ตกค่อนข้างไวทั้งคู่ครับ
ผู้ที่ได้รับ mRNA อย่าง Pfizer มา 2 เข็ม มีทุนสำรองดีกว่ากลุ่มแรก เพราะหลังฉีดเข็ม 3 พบว่า หลังฉีดเข็ม 3 ของ Pfizer ประสิทธิภาพการป้องกันโอมิครอนสูงได้ถึง 70% ภายใน 1 สัปดาห์ (ซึ่งสูงกว่าตัวเลขของเดนมาร์กที่ได้ออกมาที่ 55%) แต่ประสิทธิภาพตกไวเช่นกัน เพราะตัวเลขที่มากกว่า 10 สัปดาห์หลังกระตุ้นประสิทธิภาพของ Pfizer 3 เข็ม ลดลงเหลือ 45%
ที่น่าสนใจคือ ตัวเลขของกลุ่มที่กระตุ้นด้วย Moderna ครับ คือ Pfizer 2 เข็ม + Moderna ประสิทธิภาพของวัคซีนสูงที่ 70-75% ยาวนานไปถึงมากกว่า 9 สัปดาห์ ซึ่งดูเหมือนว่าสูตรนี้ตกช้ากว่าสูตรอื่นๆ สำหรับโอมิครอน แต่คนไทยใช้สูตรนี้น้อยมาก
สำหรับคนที่ฉีด Moderna 2 เข็มแบบไม่กระตุ้นก็มีตัวเลขออกมาแล้วคือ ประสิทธิภาพป้องกันโอมิครอนที่ 50% ที่ 2-4 สัปดาห์ เริ่มตกมาที่ 30% ที่ 10 สัปดาห์ และ 0% ที่ 20 สัปดาห์ แสดงว่า Moderna 2 เข็ม ก็ต้องกระตุ้นเช่นกัน
ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ
ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะด้านไวรัสวิทยา คลินิกภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ด้าน ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะด้านไวรัสวิทยา คลินิกภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความรู้ผ่าน Webinar LIVE COVID-19 Vaccine Quarterly Outlook จัดโดย บริษัท แอสตร้าเซนเนก้า (ประเทศไทย) จำกัด โดยระบุว่า

“การฉีด วัคซีนเข็มกระตุ้น เข็ม 3 เป็นสิ่งจำเป็นมาก จากเดิมให้รอ 6 เดือนแต่ตอนนี้ต้องเร็วที่สุด การศึกษาในอิสราเอล พบว่า เข็ม 3 มีภูมิคุ้มกันสูงปกป้องได้แค่ 3 เดือนเท่านั้น ซึ่งอิสราเอลกำลังพิจารณาเข็ม 4 ชัดเจนว่าภูมิต้องสูงเท่านั้น จึงจะต่อต้านโอมิครอนได้ ทั้งนี้ จากการศึกษาของศูนย์เชี่ยวชาญฯ จุฬา ที่ตีพิมพ์ในวารสารวัคซีน โดยการให้ วัคซีนเข็ม 3 หลังจากรับวัคซีนเชื้อตายหรือซิโนแวค 2 เข็มด้วยแอสตร้าฯ จะมีภูมิต้านทานขึ้นสูงมาก”

“เมื่อมีการเปรียบเทียบการให้ วัคซีนเข็มที่ 3 ในแต่ละชนิด พบว่า หากฉีดเชื้อตายมาก่อน และกระตุ้นด้วยเชื้อตาย หรือกระตุ้นด้วยแอสตร้าเซนเนก้า หรือ กระตุ้นด้วยไฟเซอร์ กรณีผลข้างเคียงจะพบว่า เชื้อตายอาการข้างเคียงต่ำสุด และแอสตร้าเซนเนก้า เข็มแรกอาการข้างเคียงมากที่สุด มากกว่าเข็มที่สอง ส่วน mRNA ส่วนใหญ่เข็มแรกจะมีอาการข้างเคียงน้อยกว่าเข็มที่ 2 ดังนั้น การฉีด mRNA เข็มสองจะมีอาการข้างเคียงมากกว่าเข็มแรก”
“สำหรับเรื่อง ภูมิต้านทาน หากเป็นเชื้อตายกระตุ้นเข็ม 3 ด้วยเชื้อตายกันเอง ภูมิจะขึ้นราว 10 เท่า แต่หากใช้แอสตร้าเซนเนก้าเป็นตัวกระตุ้น ภูมิจะขึ้นเกือบ 100 เท่า แต่ถ้าเป็น mRNA ภูมิจะขึ้นสูงเกือบ 200 เท่า”

“แต่ หากฉีด ซิโนแวค 2 เข็ม เปรียบเทียบกับแอสตร้าฯ 2 เข็ม และกระตุ้นด้วยซิโนฟาร์ม ภูมิฯจะขึ้นประมาณ 10 แต่หากกระตุ้นด้วย แอสตร้าเซนเนก้า จะกระตุ้นภูมิฯเกือบ 80 เท่าหรือเกือบ 100 เท่า”
“ถ้ากระตุ้นด้วยไฟเซอร์หรือ mRNA ไม่ว่าจะเต็มหรือครึ่งโดส จะกระตุ้นภูมิคุ้มกันสูงมากไปอีก แต่ภูมิยิ่งขึ้นสูงก็จะลงเร็ว โดยทั่วไปไม่ว่าภูมิจะสูงแค่ไหนจะมีจุดตัดที่ 3-4 เดือน แต่ mRNA จะลงเร็วกว่า”
“ดังนั้น คนที่ฉีดแอสตร้าเซนเนก้า 2 เข็ม และบูสด้วย ไฟเซอร์ หรือ โมเดอร์นา ภูมิจะขึ้นดีมาก ขณะนี้ อยู่ระหว่างศึกษากลุ่มทริปเปิลเอ คือ แอสตร้าเซนเนกา 3 เข็ม เพื่อให้เห็นว่า ผลเป็นอย่างไร กำลังรอคณะกรรมการจริยธรรมตรวจสอบอยู่”

โควิด สายพันธุ์โอมิครอน ระบาดระลอกล่าสุดนี้ จะมีมาตรการใดใช้รับมือได้บ้าง คลิกอ่านต่อเลย

“โอมิครอน” สยบโควิด-19 จริงหรือ

รู้จัก Sotrovimab ยารักษาโควิด ที่เป็นความหวังของคนทั้งโลก เพื่อต่อกรกับ โอมิครอน

ถึงเวลาทั่วโลกพลิกตำรารับมือ “โอไมครอน”

Previous articleเมื่อ BYD รถยนต์ไฟฟ้ายักษ์ใหญ่จากจีน ท้าทายบัลลังก์ Tesla เจ้าตลาด EV โลก (ตอนที่ 1)
Next articleสาลิกาคาบข่าว Vol.7
mm
เริ่มต้นขีดเขียนในฐานะ สื่อมวลชน กับงานผู้สื่อข่าวประจำกองประชาสัมพันธ์ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ในปี 2546 ก่อนไปหาประสบการณ์ชีวิตที่เมลเบิร์น ออสเตรเลียมา 1 ปี และกลับมายึดอาชีพ “นักเขียน” จริงจัง กับการเป็น กองบรรณาธิการนิตยสารชีวจิต 3 ปี หลังจากนั้นคิดว่าน่าจะเปลี่ยนสายไปทำงานในบริษัท PR agancy ได้ 6 เดือน เมื่อรู้ว่าไม่ถูกจริต เลยออกมาเป็นนักเขียนฟรีแลนซ์ประจำกองบรรณาธิการนิตยสารฟีลกู้ดอย่าง Happy+ อยู่ 1 ปี สัมภาษณ์ทั้งดาราและคนบันดาลใจ ก่อนเข้าสู่ระบบงานประจำอีกครั้งกับนิตยสาร MBA กับการเป็นนักเขียนที่รับผิดชอบในเซคชั่นหลักสูตร MBA ของสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ สั่งสมประสบการณ์อยู่ 3 ปี ก็ได้เวลา Upskill สู่งาน Online content writer ที่ใช้ความชอบและความหลงใหลในการถ่ายทอดเรื่องราวดีๆ ความรู้ใหม่ๆ ในยุค Education 4.0 อุตสาหกรรมทางการแพทย์ ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ และการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์