ถอดบทเรียนจาก ESB ถึง EEC พร้อมเปิด 4 ข้อเสนอ พัฒนา ‘พื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ’ อย่างยั่งยืน

เสวนาเรื่อง “การพัฒนาพื้นที่อย่างยั่งยืนภาคตะวันออก” ที่จัดขึ้นโดย 3 หน่วยงานหลัก สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) GISTDA มูลนิธิเสนาะ อูนากูล และ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย TDRI ได้เปิดเผยถึงประเด็นสำคัญจาก “รายงานการพัฒนาพื้นที่อย่างยั่งยืน ภาคตะวันออก ปี พ.ศ. 2564” ที่สื่อสารถึงผลลัพธ์จากการถอดบทเรียนการพัฒนาพื้นที่ภาคตะวันออก  Eastern Seaboard Development Program (ESB) และนำมาสู่ผลการติดตามโครงการ Eastern Economic Corridor (EEC) เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจทางนโยบาย ครอบคลุมทั้งด้านสิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิต พร้อมเสนอให้เป็นแนวทางในการใช้ติดตามการพัฒนา พื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ อื่นๆ อย่างยั่งยืนในอนาคต

โดยรายงานผลสำรวจครั้งนี้ GISTDA มีบทบาทในการนําเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศและเทคโนโลยีอื่นๆ มาสร้างฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Geo-Spatial data) และพัฒนา Platform เรียกว่า Actionable Intelligence Policy หรือ AIP สำหรับการวิเคราะห์ข้อมูล ให้เป็น Platform แสดงผลบน Dashboard  ที่ให้ข้อเสนอแนะ เพื่อแก้ปัญหาและสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบายในการพัฒนาพื้นที่ ให้สอดคล้องกับศักยภาพ ความสามารถที่รองรับได้


เปิด 4 แนวทาง พัฒนา ‘พื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ’ อย่างยั่งยืน

เพื่อให้โครงการ EEC อยู่บนเส้นทางการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเน้นเปิดให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วม ลดภาระทางการคลังภาคเอกชน และคัดเลือกอุตสาหกรรมเป้าหมาย พร้อมขับเคลื่อนประเทศไทยให้พ้นจากกับดักรายได้ปานกลางและติดตามประเด็นทางสิ่งแวดล้อม บรรณาธิการของรายงาน ดร.ปรียานุช ธรรมปิยา สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) เปิดเผยถึงข้อค้นพบ 4 แนวทาง พัฒนา ‘พื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ’ ที่ยั่งยืนทั้งสำหรับ EEC และพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษแห่งอื่นในภูมิภาคต่างๆ ดังนี้
ดร.ปรียานุช ธรรมปิยา
ดร.ปรียานุช ธรรมปิยา สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA)
  • การจัดทำและบังคับใช้แผนผังการใช้ประโยชน์ที่ดิน ดังที่ EEC ได้ดำเนินการแล้ว เพื่อให้สามารถกำหนดพื้นที่เพื่อกิจกรรมต่างๆ ได้สอดคล้องกับภูมิศาสตร์และการอยู่ร่วมกันในสังคม
  • การกำหนดจำนวนผู้ประกอบการหรือจำนวนโรงงานแต่ละประเภท โดยคำนึงถึงขีดความสามารถในการรองรับของธรรมชาติ มีการจำกัดจำนวนใบอนุญาต จัดระบบซื้อขายใบอนุญาต ดังที่ สกพอ. ใช้ควบคู่กับกรมโรงงานอุตสาหกรรม และการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
  • การพัฒนาระบบขนส่งขยะ ของเสีย การคัดแยก และกำจัดขยะ ของเสียในรูปแบบเศรษฐกิจหมุนเวียน เพราะการพัฒนาเขตเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมตามมาด้วยของเสียหรือขยะอันตราย ขยะติดเชื้อ และขยะมูลฝอยจากชุมชน จึงต้องมีการกำหนดพื้นที่และมีนวัตกรรมสำหรับการกำจัดขยะทุกประเภทอย่างเหมาะสม
  • ผลักดันให้นำธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม (Environmental Governance) เพื่อนำมาปฏิบัติเป็นแนวทางปกติในการประกอบกิจการหรืออุตสาหกรรม ทำให้เกิดความตระหนักถึงความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม มีการให้ความรู้และเปิดเผยข้อมูลต่อชุมชนให้ทราบ รวมทั้งพัฒนาให้มีระบบการติดตามการดำเนินงานของ พื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ อย่างต่อเนื่อง ดังเช่นที่รายงานฉบับนี้ได้นำเสนอเทคโนโลยี AIP ของ GISTDA ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และให้มีระบบเฝ้าระวังทุกมิติด้านผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาวะของประชาชน ระบบจัดเก็บและใช้ข้อมูล


8 แนวทาง จาก 3 ด้าน ชี้วัดการพัฒนาอย่างยั่งยืนใน พื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ

รศ.ดร.อดิศร์ อิศรางกูร ณ อยุธยา อาจารย์ประจำคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) ได้อธิบายถึงผลการติดตามความเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ EEC ว่า จากการออกแบบ Dashboard ตัวชี้วัดที่สอดคล้องกับกับการพัฒนาที่ยั่งยืน ใน 3 ด้าน 8 องค์ประกอบ ได้แก่
รศ.ดร.อดิศร์ อิศรางกูร ณ อยุธยา
รศ.ดร.อดิศร์ อิศรางกูร ณ อยุธยา อาจารย์ประจำคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA)
  • ด้านสิ่งแวดล้อม
  1. การจัดการน้ำ พบว่า การจัดการน้ำใน EEC มีประสิทธิภาพ มีค่าดัชนีชี้วัดการจัดการน้ำอยู่ที่ 3.35 ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ
  2. มลพิษทางอากาศ พบว่า มีคุณภาพอากาศเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางเดียวกับระดับประเทศ ซึ่ง EEC ควรให้ความสำคัญกับการั่วไหลของสารระเหย VOC
  3. การจัดการขยะ พบว่า มีการนำขยะกลับมาใช้ใหม่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั้งประเทศ
  • ด้านเศรษฐกิจ
  1. ความยากจน พบว่า การมีเขตพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษได้ส่งผลให้จำนวนคนจนลดลงกว่าพื้นที่อื่นๆ และส่งผลให้ค่าครองชีพสูงขึ้นด้วย โดย พบว่า พื้นที่ EEC มีจำนวนคนจนเฉลี่ย 6.36 คน ต่อประชากร 1 พันคน และมีค่าครองชีพขั้นต่ำ 3,100 บาทต่อคนต่อเดือน ซึ่งแสดงถึงค่าครองชีพที่สูงกว่าในระดับประเทศ อยู่ที่ 2,762 บาท
  2. ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ การมีเขตพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษได้ส่งผลให้รายได้ประชาชาติต่อคนในระดับจังหวัดสูงขึ้น โดยพบว่าในพื้นที่ EEC มีรายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือน 25,293.43 บาทต่อเดือน และมี GPP 672,996 บาทต่อคนต่อปี หรือคิดเป็น 2.8 เท่าของค่าเฉลี่ยระดับประเทศ
  • ด้านสังคม
  1. สุขภาพ พบว่า ประชาชนในพื้นที่ EEC เข้าถึงบริการสาธารณสุขได้มากกว่าค่าเฉลี่ยระดับประเทศ และมีอัตราตายด้วยโรคมะเร็งอยู่ที่ 106.14 คนต่อประชากร 1 แสนคน ซึ่งต่ำกว่าระดับประเทศ
  2. คุณภาพชีวิต พบว่า มีพื้นที่สีเขียวน้อย หรือ 41.40 ตร.ม/คน หรือเพียงครึ่งนึงของระดับประเทศ ส่วนด้านการศึกษา พบว่ามีอัตราการเข้าถึงการศึกษาในระดับ ม.ปลายและอาชีวการศึกษา ร้อยละ 86.39 ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของระดับประเทศที่ 76.42 อย่างไรก็ตามใน EEC มีอัตราการเกิดอาชญากรรม สูงกว่าค่าเฉลี่ยระดับประเทศถึง 1.4 เท่า หรือ 121.36 คดีต่อ 1 แสนประชากร
  3. ความเท่าเทียมกันของรายได้ พบว่า การกระจายรายได้ หรือค่า GINI อยู่ที่ 34.43 ดีกว่าในระดับประเทศ ซึ่งอยู่ที่ 43.01

เจาะลึก การจัดการขยะมูลฝอยและขยะอุตสาหกรรม ในพื้นที่ EEC

นอกเหนือจากการรายงานผลการสำรวจการพัฒนา พื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ อย่างยั่งยืนในทุกด้านอย่างครอบคลุมแล้ว ยังมีการเจาะลึกในด้านการจัดการขยะมูลฝอยและขยะอุตสาหกรรมด้วย โดย ดร.กรรณิการ์ ธรรมพานิชวงค์ นักวิชาการอาวุโส นโยบายด้านภูมิอากาศและการพัฒนาสีเขียว TDRI กล่าวว่า
ดร.กรรณิการ์ ธรรมพานิชวงค์ นักวิชาการอาวุโส นโยบายด้านภูมิอากาศและการพัฒนาสีเขียว TDRI

“ในพื้นที่ EEC ปริมาณขยะมูลฝอยชุมชน ขยะติดเชื้อ และขยะอุตสาหกรรมมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ในขณะที่ศักยภาพในการกำจัดขยะทั้ง 3 ประเภทมีข้อจำกัด”

 

“แม้จะมีโรงงานไฟฟ้าที่ใช้เทคโนโลยีคัดแยกขยะโดยแปลงเป็นเชื้อเพลิง (Refuse Derived Fuel: RDF) และมาตรการอื่น ๆ ในการจัดขยะแล้ว แต่ยังไม่เพียงพอที่จะรองรับขยะที่เกิดขึ้น  ส่งผลให้มีขยะมูลฝอยชุมชนและขยะติดเชื้อตกค้างในพื้นที่” 

“นอกจากนี้ การรณรงค์และสนับสนุนให้ประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วมในการลดและคัดแยกขยะที่ต้นทางยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เนื่องจากขาดความรู้ในการคัดแยกและราคารับซื้อขยะรีไซเคิลที่ไม่จูงใจ อีกทั้ง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในบางพื้นที่ประสบข้อจำกัดด้านงบประมาณเพื่อสนับสนุนเครื่องจักร อุปกรณ์ และบุคลากรในการจัดการขยะมูลฝอย ส่งผลให้การกำจัดขยะมูลฝอยในพื้นที่ไม่บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้”
“การฝังกลบขยะยังประสบอุปสรรคและข้อจำกัดด้านทรัพยากรที่ดินสำหรับใช้เป็นสถานที่กำจัด เนื่องจากการฝังกลบต้องใช้พื้นที่ขนาดใหญ่และต้องไม่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนโดยรอบ“

“สำหรับขยะอุตสาหกรรม มีปัญหาเรื่องการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม ถึงแม้ว่าที่ผ่านมาโรงงานกำจัดกากอุตสาหกรรมจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่การเพิ่มขึ้นของโรงงานกำจัดกากอุตสาหกรรมไม่สมดุลกับการขยายตัวอย่างรวดเร็วของจำนวนโรงงานอุตสาหกรรม อีกทั้งขีดความสามารถในการรองรับการกำจัดขยะอุตสาหกรรมโดยรวมยังไม่เพียงพอต่อปริมาณขยะอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้น”
“และเนื่องจากการจัดการขยะอุตสาหกรรมอันตรายมีต้นทุนการจัดการที่ค่อนข้างสูง และได้รับผลตอบแทนที่ไม่คุ้มค่า จึงมีผู้ประกอบการจำนวนหนึ่งที่นำขยะอุตสาหกรรมอันตรายไปจัดการด้วยวิธีที่ไม่ถูกต้อง เช่น การลักลอบทิ้งในพื้นที่สาธารณะ ดังเช่น เหตุลักลอบทิ้งกากของเสียอุตสาหกรรมริมทางรถไฟ อ.บ้านฉาง จังหวัดระยอง เป็นต้น”

จากข้อค้นพบดังกล่าว ทำให้เห็นว่าการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ เขตอุตสาหกรรม จำเป็นต้องมีการติดตามการดำเนินงาน ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ไม่เฉพาะเพียงด้านเศรษฐกิจ แต่ต้องรวมถึงสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของประชาชนด้วย โดยข้อเสนอแนะเชิงนโยบายด้านการจัดการขยะที่สำคัญมีดังนี้
  • เร่งสร้างความตระหนักและการมีส่วนร่วมของประชาชนในการลดการทิ้งขยะและคัดแยกขยะอย่างถูกต้องที่ต้นทาง สร้างแรงจูงในให้คัดแยกขยะที่ต้นทางอย่างถูกต้อง พัฒนาศักยภาพบุคลากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
  • ส่งเสริมให้มีการลดการเกิดขยะสำหรับพื้นที่ที่มีข้อจำกัดด้านสถานที่ในการกำจัดขยะ เช่น เกาะ เป็นต้น ที่กลางทาง ควรสนับสนุนให้มีการเชื่อมโยงระหว่างผู้ที่ต้องการทิ้ง/ขายขยะรีไซเคิลและผู้รับซื้อขยะรีไซเคิล เช่น ผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์ม
  • อำนวยความสะดวกโดยจัดให้มีจุดรับทิ้งขยะรีไซเคิล (Drop-off points) ให้ครอบคลุมพื้นที่และอยู่ในจุดที่เข้าถึงได้สะดวก ส่งเสริมการนำขยะมูลฝอยชุมชนที่ผ่านการคัดแยกไปเป็นวัตถุดิบรอบสองเพื่อสนับสนุนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน ที่ปลายทาง
  • สนับสนุนให้หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทำ MOU ระหว่างกันเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ใช้ประกอบการวางแผนด้านการจัดการขยะ ควรสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดเก็บค่าธรรมเนียมการกำจัดสิ่งปฏิกูลและขยะมูลฝอยในอัตราที่สอดคล้องกับต้นทุน
  • เลือกพื้นที่สำหรับก่อสร้างสถานีขนถ่ายขยะมูลฝอยและสถานที่ในการกำจัดขยะต้องคำนึงถึงความเหมาะสมในการใช้ประโยชน์ที่ดิน

อย่างไรก็ดี ดร.กรรณิการ์ ยังได้ให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการจัดการขยะอุตสาหกรรมทั้งที่ต้นทาง กลางทาง ปลายทาง ด้วยว่า
ต้นทาง : สร้างแรงจูงใจให้ลดการสร้างขยะที่ต้นทาง อีกทั้งพิจารณาใช้มาตรการทางกฎหมายเพิ่มเติม เช่น กฎหมายปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ (Pollutant Release and Transfer Register: PRTR) เป็นต้น
กลางทาง : ควรส่งเสริมให้นำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนมาใช้เพื่อลดปริมาณขยะอุตสาหกรรมที่ต้องได้รับการกำจัด โดยอาจพิจารณานำเทคโนโลยีในการนำขยะอุตสาหกรรมกลับมาใช้ประโยชน์ โดยเฉพาะขยะอุตสาหกรรมอันตรายและสารเคมีที่ใช้แล้ว อีกทั้งส่งเสริมแนวคิดอุตสาหกรรมแบบพึ่งพา (Industrial Symbiosis)
ปลายทาง : ควรคำนึงถึงศักยภาพในการรองรับของพื้นที่ (Carrying Capacity) โดยจำเป็นจะต้องจัดหาพื้นที่สำหรับกำจัดขยะอุตสาหกรรมที่เหมาะสมและบริหารจัดการอย่างรัดกุม เพื่อป้องกันปัญหาการปนเปื้อนสู่สิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ เนื่องจากธุรกิจกำจัดกากอุตสาหกรรมมี Barrier for Entry สูง ดังนั้น ภาครัฐอาจพิจารณาให้การช่วยเหลือผ่านมาตรการส่งเสริมการลงทุน
โดยสรุป จากข้อมูลตัวชี้วัดการพัฒนาแสดงให้เห็นว่า พื้นที่ภาคตะวันออกได้สะท้อนจุดแข็งของการพัฒนาที่ยั่งยืนในมิติเศรษฐกิจและสังคม ทั้งเรื่องการลดความยากจน และรายได้ประชาชาติจังหวัดต่อคน การเข้าถึงการศึกษาและสาธารณสุขซึ่งมีค่าเฉลี่ยดีกว่าในระดับประเทศ
แต่ยังมีบางแง่มุมที่ยังต้องแก้ไขปัญหาต่อไป โดยเฉพาะเรื่องพื้นที่สีเขียว และการจัดการขยะดังที่คณะผู้จัดทำรายงานได้รายงานและให้ข้อเสนอแนะ ซึ่งการใช้ AIP Platform พร้อมการเก็บข้อมูลเพื่อการวิเคราะห์ จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการกำหนดนโยบายและมาตรการสำหรับแก้ไขปัญหาขยะ รวมถึงปัญหาต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างตรงจุดและทันต่อการเปลี่ยนแปลง อันเป็นวัตถุประสงค์หลักของการใช้นวัตกรรม AIP เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไป

ยังมีเรื่องราวน่าสนใจ เกี่ยวกับการพัฒนาในพื้นที่ภาคตะวันออก คลิกอ่านต่อ

รู้จักก่อนเปิดตัว ‘ศูนย์ SMC สวทช.’ @ EECi ตอบโจทย์การผลิตยุคใหม่ เดินหน้าอุตสาหกรรมเป้าหมาย 4.0

5 ปัจจัยขับเคลื่อน “อีอีซี” จากเมืองน่าอยู่สู่เมืองอัจฉริยะ

5 อุตสาหกรรมยอดฮิตของนักลงทุนยุคโควิด-19