ปัจจุบันสาขาวิชาที่กำลังเป็นที่ต้องการของตลาดคือการเรียนที่ตอบสนอง 10 อุตสาหกรรม หรือ 10 S Curve เนื่องจากรัฐบาลกำหนดให้เป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายในการพัฒนาประเทศ ทั้งการออกมาตรการส่งเสริมการลงทุนด้วยการลดภาษีเงินได้ การอำนวยความสะดวกนำเข้าวัตถุดิบ สิทธิพิเศษสำหรับผู้เชี่ยวชาญที่ต้องการทำงานและพำนักในเมืองไทย
ในขณะเดียวกัน เมื่อ 10 อุตสาหกรรมได้รับความสนใจมีนักธุรกิจทั้งชาวไทยและต่างชาติเข้ามาลงทุนจำนวนมาก การพัฒนาแรงงานรองรับอุตสาหกรรมดังกล่าวก็มีความจำเป็น นำมาสู่การสนับสนุนเงินกู้ยืมสำหรับผู้ที่สนใจเรียนใน 10 อุตสาหกรรม แบบลดต้น ลดดอก รวมถึงกลุ่ม 3 โครงสร้างพื้นฐาน ได้แก่ อุตสาหกรรมระบบราง พาณิชย์นาวีและ โลจิสติกส์ ประกอบด้วย
1. อุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต
2. อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ
3. ท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ
4. การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ
5. แปรรูปอาหาร
6. หุ่นยนต์
7. การบินและโลจิสติกส์
8. เชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ
9. ดิจิทัล
10. การแพทย์ครบวงจร
โดยกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ได้ดำเนินโครงการส่งเสริมการพัฒนาทุนมนุษย์ เพื่อรองรับ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย และ 3 โครงสร้างพื้นฐาน ผ่าน กยศ. ระหว่างปีการศึกษา 2562 – 2566 ด้วยการออกแคมเปญพิเศษ ผู้จบการศึกษาในสาขาที่กำหนดนี้ กรณีระดับอาชีวศึกษา กยศ. จะคิดอัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 0.5% และได้ส่วนลดเงินต้น 50% ส่วนระดับปริญญาตรี กยศ. จะคิดอัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 0.5% และได้ส่วนลดเงินต้น 30%
แคมเปญดังกล่าวทำให้มีนักศึกษาทั้งระดับ ปวช. ปวส. และปริญญาตรี เลือกเรียนในสาขาที่เกี่ยวข้องกับ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายและ 3 โครงสร้างพื้นฐานเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่ง กยศ. ได้รายงานจำนวนผู้กู้ยืมตามโครงการฯ ดังนี้
ปีการศึกษา 2562 ซึ่งเป็นปีแรกของการดำเนินโครงการมีผู้กู้ยืมทั้งระดับปวช. ปวส. และปริญญาตรี ตามโครงการฯ จำนวน 28,622 คน
ปีการศึกษา 2563 จำนวน 29,547 คน
และเพิ่มอย่างก้าวกระโดดในปี 2564 เป็น 82,114 คน
รวม 3 ปี 140,283 คน
ทั้งนี้ เป็นการเพิ่มขึ้นในส่วนการศึกษาปริญญาตรี ระหว่างปีการศึกษา 2562-2564 จำนวน 13,390 คน 13,118 คน และ 57,621 คน ตามลำดับ รวม 3 ปี 84,129 คน วงเงินกู้ยืมรวม 6,587.63 ล้านบาท
สายอาชีพระดับ ปวช. และ ปวส. รวมกันระหว่างปีการศึกษา 2562-2564 มีจำนวนผู้กู้ยืม 15,232 คน 16,429 คน 24,493 คน ตามลำดับ รวม 3 ปี 56,154 คน วงเงินกู้รวม 2,444.72 ล้านบาท
รวมเป็นเงินให้กู้ยืมทั้งหมด 9,032.36 ล้านบาท

ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงรายงานดังกล่าวว่า “นายกรัฐมนตรีพอใจกับแนวโน้มจำนวนผู้เลือกเรียนในสาขาที่เป็นที่ต้องการของอุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่งจะมีส่วนสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนที่จะมาลงทุนในอุตสาหกรรมที่รัฐบาลให้การส่งเสริมว่าเราจะมีแรงงานสนับสนุนที่เพียงพอ โดยนายกรัฐมนตรีย้ำว่ารัฐบาลจะเร่งรัดโครงการต่างๆ เพื่อการ up-skill re-skill แรงงานในระบบปัจจุบัน และผลิตแรงงานใหม่ให้ตอบสนองต่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยปีเป้าหมายสำคัญคือการนำประเทศให้หลุดพ้นกับดักรายได้ปานกลาง”

หนึ่งในพื้นที่ที่ประสบความสำเร็จด้านการพัฒนาบุคลากรเพื่อตอบโจทย์ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายคือ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC โดย ดร.คณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการ EEC กล่าวว่า คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก มองว่าสิ่งสำคัญมากที่สุดในการขับเคลื่อน EEC คือเรื่องของ ‘คน’ เนื่องจากโครงการนี้ไม่ใช่แค่การเปิดกว้างให้ใครก็ได้เข้ามาลงทุน แต่ต้องลงทุนใน 10 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายซึ่งเป็นอุตสาหกรรมยุคใหม่ ยึดโยงกับนวัตกรรมและเทคโนโลยี ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม เมื่อรัฐบาลประกาศแนวคิดนี้ออกไป พร้อมกับโรดแมปการสร้างคน กระทรวงศึกษาและกระทรวงแรงงานพร้อมเข้ามาสนับสนุน ซึ่งอีอีซีก็พร้อมทำงานร่วมกับทั้งสองกระทรวง แต่ต้องเป็นการศึกษาในแนวทางที่แตกต่างจากพื้นที่อื่น เนื่องจากอีอีซีมีคาแรคเตอร์เฉพาะตัว นำมาสู่การจัดตั้งคณะทำงานประสานงานด้านการพัฒนาบุคลากรในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC HDC) มี ดร.อภิชาต ทองอยู่ เป็นประธาน

“ใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายในพื้นที่อีอีซี มีความต้องการแรงงานอย่างน้อย 470,000 อัตรา โดยที่ผ่านมาได้มีการจัดทำความร่วมมือกับกระทรวงแรงงาน ด้วยการเปิดหลักสูตรระยะสั้น นำบัณฑิตว่างงานให้มีงานทำ รวมถึงยังได้รับความร่วมมือจากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอี พัฒนาบุคลากรด้านดิจิทัล ขณะที่ EEC HDC ได้จัดทำความร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา (สกอ.) พัฒนาบุคลากรในสถาบันระดับอุดมศึกษาทั่วประเทศ รองรับความต้องการ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย นอกจากนี้ ยังทำความร่วมมือกับสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ และหน่วยงานภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาบุคลากรป้อนอุตสาหกรรมในประเทศ” เลขาธิการ EEC กล่าว

ด้าน ดร.อภิชาต ทองอยู่ ประธาน EEC HDC กล่าวว่า “อีอีซีเป็นเขตการลงทุนของอุตสาหกรรมสมัยใหม่ หรือ อุตสาหกรรม 4.0 เราจำเป็นต้องปรับโครงสร้างการพัฒนาบุคลากรและการศึกษาใหม่ ให้สอดรับกับความก้าวหน้าของโลกที่เปลี่ยนไป เปลี่ยนจากระบบเดิม Supply Push คือใช้สถาบันการศึกษาเป็นตัวตั้งและสอนตามหลักสูตรที่ออกแบบโดยสถาบันการศึกษา โดยไม่รู้ว่าเด็กที่จบออกไปจะสอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมหรือเปล่า เป็น demand driven คือสำรวจความต้องการของอุตสาหกรรมก่อน แล้วผลิตบุคลากรให้ตรงกับความต้องการ รวมถึงการพัฒนาเพิ่มในเรื่องของภาษา เพราะการสื่อสารในโลกยุคใหม่มีความจำเป็น นอกจากภาษาไทยแล้วต้องสื่อสารเพิ่มได้อย่างน้อยอีก 2 ภาษาคือภาษาอังกฤษ และภาษาธุรกิจ อาทิ จีน ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส ฯลฯ โดยทำความร่วมมือกับสถาบันสอนภาษาในพื้นที่อีอีซี มีศูนย์กลางอยู่ที่มหาวิทยาลัยบูรพา รวมถึงปรับการเรียนในรูปแบบสตรีมศึกษา บูรณาการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและศิลปะเข้าด้วยกัน เรียนโค้ดดิ้งเพื่อเสริมศักยภาพการทำงานในอนาคต เป็นต้น”














