ส่องขุมกำลัง “อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ” กองทัพชาติไหนมีอำนาจมากที่สุดในโลก ท่ามกลางสงคราม การสู้รบ ความขัดแย้งที่คุกรุ่น และพร้อมปะทุทุกหย่อมหญ้า

ในขณะที่ “อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ” ทำรายได้เป็นกอบเป็นกำให้กับหลายประเทศทั่วโลก และในขณะที่สถานการณ์ในหลายพื้นที่ทั่วโลกยังคงมีความขัดแย้ง และมีการเผชิญหน้ากันอย่างตึงเครียด ไม่ว่าจะเป็นชายแดนไทย-เมียนมา ที่กองทัพเมียนมาห้ำหั่นกับกองกำลังกะเหรี่ยงเคเอ็นยู หรือล่าสุดที่กำลังได้รับการจับตาอย่างใกล้ชิดจากประชาคมโลก คือความขัดแย้งระหว่างรัสเซียกับยูเครน

ที่สร้างความตึงเครียดให้กับประเทศต่างๆ โดยเฉพาะประเทศในแถบยุโรป ที่ต้องขยับกองกำลังทหารเพื่อรับมือกับสงครามที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ เช่น สวีเดนได้ส่งกองทหารไปที่เกาะ Gotland ใกล้รัสเซีย หลังจากการเจรจาระหว่างนาโต้ สหรัฐอเมริกา และรัสเซียล้มเหลว ขณะที่รัสเซียได้ตรึงกำลังทหารกว่า 100,000 นาย อยู่ใกล้ยูเครน แต่ถึงกระนั้นเราก็มักจะได้ยินคนบางกลุ่มปิดหูปิดตาพูดกันบ่อยๆ เป็นแผ่นเสียงตกร่องว่า “เดี๋ยวนี้เขารบกันด้วยเศรษฐกิจแล้ว ใครเขารบกันด้วยอาวุธ จะสั่งซื้ออาวุธทำไม เอาไปรบกับใคร และจะมีทหารไปทำไม”

กองทัพจีน
เมื่อพูดถึงกำลังคน ไม่มีกองทัพใดในโลกที่เทียบได้กับจีน ตามการประมาณการของ Global Firepower ที่ทำการสำรวจ ประเมินและจัดอันดับขุมกำลังทางการทหารของ 140 ประเทศทั่วโลก โดยจีนมีบุคลากรทางการทหารประมาณ 2 ล้านคน เมื่อเปรียบเทียบกับสหรัฐอเมริกาที่มี 1.4 ล้านคน ก็พบว่ามีจำนวนน้อยกว่าจีนอย่างเห็นได้ชัด แต่เมื่อประเมินอำนาจโดยรวมของกองกำลังทหารทั่วโลก สหรัฐอเมริกากลับเหนือกว่ารัสเซียและจีนซึ่งรั้งอันดับที่ 2 และ 3 ตามลำดับ โดยในปี 2563 สหรัฐอเมริกายังมีค่าใช้จ่ายทางทหารเป็นอันดับ 1 ของโลก (778 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) มากกว่าจีน (252 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ที่ตามมาห่างๆ เป็นอันดับ 2 ถึง 3 เท่า ขณะที่อันดับ 3 คือ อินเดีย (72.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) และอันดับ 4 รัสเซีย (61.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ)

ด้วยกองทัพรัสเซียที่ก่อตัวขึ้นรอบๆ ยูเครนและท่าทีที่แข็งกร้าวมากขึ้นของวลาดิมีร์ ปูติน ประธาธิบดีรัสเซีย โอกาสที่กองทัพที่มีอำนาจมากที่สุดในโลกอย่างน้อยหนึ่งกองทัพจะใช้กำลังของตนอย่างเต็มที่ในความขัดแย้งครั้งสำคัญครั้งใหม่นี้ ดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องที่เกินความคาดหมาย เพราะความพยายามทางการทูตยังคงล้มเหลวจนถึงขณะนี้ แต่ก็ยังต้องรอดูกันต่อไปว่ารัสเซียจะดำเนินการอย่างไรต่อไป ขณะที่ความเสี่ยงที่จีนและสหรัฐอเมริกาจะปะทะกันในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งที่ไต้หวันก็ยังคงมีโอกาสเกิดขึ้นอยู่เสมอ
2022 Military Strength Ranking
2022 Military Strength Ranking นี้ ใช้ปัจจัยมากกว่า 50 ปัจจัย ในการพิจารณาคะแนน PowerIndex ของแต่ละประเทศ โดยมีหมวดหมู่ตั้งแต่กำลังทหารและการเงิน ไปจนถึงความสามารถด้านโลจิสติกส์และภูมิศาสตร์ แม้ว่าคะแนน 0.000 จะแสดงถึงคะแนนที่สมบูรณ์แบบ แต่ก็ถือว่าในความเป็นจริงแล้วไม่สามารถทำได้
จะเห็นได้ว่าใน Top 30 เป็นประเทศในเอเชียมากถึง สำหรับประเทศไทยเป็นประเทศที่กองทัพมีอำนาจมากเป็นอันดับที่ 29 ของโลก เมื่อเทียบกับเอเชียแปซิฟิกด้วยกันแล้ว ไทยอยู่อันดับที่ 13 ขณะที่ 10 ประเทศที่กองทัพอ่อนแรงที่สุดในโลก ได้แก่ ภูฏาน โคโซโว โซมาเลีย ไลบีเรีย เซียร์ราลีโอน ซูรินาม นอร์ทมาเซโดเนีย, แอฟริกากลาง ปานามา และมอนเตเนโกร ตามลำดับ
กองทัพไทย
HTMS Chakri Naruebet (CVH-911) of the Royal Thai Navy at Sattahip Naval Base
ข้อมูลจากสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (องค์การมหาชน) กระทรวงกลาโหม ระบุว่าปัจจุบันอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของประเทศไทยจัดอยู่ใน Third tier หรือประเทศที่สามารถผลิตยุทโธปกรณ์ได้เพียงบางส่วน อุตสาหกรรมป้องกันประเทศยังมีขนาดเล็ก มีขีดความสามารถเพียงเพื่อการซ่อมบำรุง และสร้างยุทโธปกรณ์บางประเภทสนับสนุนให้แก่กองทัพเท่านั้น
ด้าน First Tier เป็นประเทศที่มีอุตสาหกรรมป้องกันประเทศที่สมบูรณ์แบบและครบวงจร สามารถพัฒนาองค์ความรู้ต่อยอดได้ถึงระดับสูงสุด เช่น สหรัฐอเมริกา รัสเซีย จีน และกลุ่มประเทศยุโรปตะวันตก ส่วน Second Tier ก็เป็นประเทศที่มีอุตสาหกรรมป้องกันประเทศที่สมบูรณ์แบบและครบวงจร แต่ยังไม่สามารถพัฒนาองค์ความรู้ต่อยอดได้ถึงระดับสูงสุดด้วยข้อจำกัดบางประการ เช่น ข้อจำกัดด้านเศรษฐกิจและการเมือง เป็นต้น ประเทศที่อยู่ในกลุ่มนี้ เช่น เกาหลีใต้ อินเดีย อิสราเอล ออสเตรเลีย สิงคโปร์ บราซิล อาร์เจนติน่า แคนาดา และแอฟริกาใต้ เป็นต้น โดยทั่วโลกมีค่าใช้จ่ายทางการทหารหรือเม็ดเงินในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศมากถึง 1.98 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2563

อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

สำหรับปัญหาและอุปสรรคของอุตสาหกรรมประเทศไทยที่จำเป็นจะต้องข้ามผ่านไปให้ได้ก็คือ เอกชนยังมีส่วนร่วมน้อยมากในด้านอุตสาหกรรมด้านความมั่นคง ทั้งยังได้รับการส่งเสริมหรือสนับสนุนจากทางรัฐบาลและกองทัพน้อย ตลอดจนการรับรู้ข้อมูลความต้องการจากทางราชการยังไม่เพียงพอ รวมถึงมีปริมาณความต้องการไม่คุ้มค่ากับการลงทุน
เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว รัฐบาลจึงมีนโนบายส่งเสริมการลงทุนใน “อุตสาหกรรมการป้องกันประเทศ” โดยกำหนดให้เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี  มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและศักยภาพของกิจกรรมทางทหารของไทย โดยให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนา และการยกระดับประสิทธิภาพให้ก้าวทันเทคโนโลยีทางการทหารโลก ด้วยการมอบสิทธิประโยชน์สำหรับการลงทุนในอุตสาหกรรมการป้องกันประเทศ ในการยกเว้นภาษีสำหรับกิจการที่อยู่ในอุตสาหกรรมฐานความรู้ กิจการโครงสร้างพื้นฐานเพื่อพัฒนาประเทศ และกิจการที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงซึ่งมีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ

อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

สำหรับประเภทกิจการที่ได้รับการส่งเสริมประกอบด้วย อาวุธ ชุดเกราะ ยานพาหนะ รถถัง โดรน อากาศยานไร้คนขับ หุ่นยนต์ทางการทหาร และระบบการสื่อสาร เป็นต้น
ทั้งนี้ งบประมาณกระทรวงกลาโหม ในปี 2563 ได้รับการจัดสรร 124.4 พันล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 4% ของงบประมาณของประเทศ และเป็นอันดับ 3 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ที่มา :