ยุค “หุ่นยนต์” เราก็จะเห็นข่าวคราวของ “หุ่นยนต์” โน่นนี่นั่น ปรากฏให้เห็นในหน้าสื่ออยู่เสมอ
นอกจาก “หุ่นยนต์” ที่ใช้งานกันบนพื้นโลกแล้ว ข่าวคราวล่าสุดเกี่ยวกับ “หุ่นยนต์” ไปไกลถึงอวกาศ
โดย องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (สหรัฐอเมริกา) หรือ NASA (National Aeronautics and Space Administration) ได้เปิดเผยว่า
NASA มีการใช้ Technology ใหม่ ในการยืนยันการค้นพบ “ดาวเคราะห์นอกระบบ” หรือ Exoplanets ดวงใหม่ๆ มากมายถึงกว่า 300 ดวง!
Exoplanets เป็น “ดาวเคราะห์” ที่ “โคจรรอบดาวฤกษ์อื่นๆ” ที่ไม่ใช่ “ดวงอาทิตย์” ครับ

ซึ่งก่อนการค้นพบครั้งล่าสุด NASA ได้ยืนยันการค้นพบ “ดาวเคราะห์นอกระบบ” มาแล้วก่อนหน้านี้ ที่มีมากกว่า 4,600 ดวง
นอกจากนี้ ยังมีการระบุว่า มีการค้นพบ “ดาวเคราะห์” แบบดังกล่าว อีกหลาย 1,000 ดวง!
ทว่า ที่ยังไม่มีการยืนยันจำนวนที่แน่ชัด ก็เนื่องมาจาก NASA บอกว่า ยังคงต้องมีการศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมอีกมาก
ข้อมูลดังกล่าว ผ่านการประมวลผลด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI (Artificial Intelligence) โดยใช้ Machine Learning ที่มีชื่อว่า ExoMiner ที่ได้รับการฝึกให้เรียนรู้งานทำงาน ด้วยการป้อนข้อมูลเข้าใน Big Data จำนวนมากมายมหาศาล

ศาสตราจารย์ ดร. Jon Jenkins นักวิทยาศาสตร์ดาวเคราะห์นอกระบบ ประจำศูนย์วิจัย Ames ของ NASA ในรัฐ California แถลงว่า ExoMiner มีความล้ำยุค เหนือกว่าระบบ Machine Learning อื่นๆ ที่เคยใช้ในการระบุ “ดาวเคราะห์นอกระบบ” ในอดีตที่ผ่านมาอย่างมาก
“ระบบ Machine Learning ของเรา ผ่านการวิจัย พัฒนา และทดสอบโดยนักวิจัยของ NASA และพันธมิตรด้านอวกาศจากนานาชาติ ซึ่งผ่านการตีพิมพ์ในวารสาร Astrophysical Journal ที่ได้รับความเชื่อถืออย่างสูงมาแล้ว” ศาสตราจารย์ ดร. Jon Jenkins กระชุ่น
ศาสตราจารย์ ดร. Jon Jenkins ระบุว่า ทางทีมงานของ NASA มีแผนที่การต่อยอดความสำเร็จของ ExoMiner โดยจะขยายระบบให้กว้างขวางออกไป
“วัตถุประสงค์ของ NASA ก็คือ การรวบรวมข้อมูลจาก TESS และกล้องโทรทรรศน์สุดล้ำของเรา โดยมีเป้าหมายเพื่อค้นหาดาวเคราะห์นอกระบบดวงใหม่เพิ่มขึ้น” ศาสตราจารย์ ดร. Jon Jenkins กล่าว และว่า
ทาง NASA จะใช้ Machine Learning ตัวนี้ ในการตรวจสอบข้อมูลทั้งหมด เพื่อระบุตำแหน่งของ “ดาวเคราะห์นอกระบบ” อื่นๆ จากลักษณะที่คล้ายคลึงซึ่งสามารถระบุอัตลักษณ์ร่วมกับดาวเคราะห์เหล่านั้นได้

ทั้งนี้ ExoMiner ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลที่รวบรวมจาก Big Data ของ NASA ทั้งหมด จากอดีตจนถึงปัจจุบัน เพื่อยืนยัน และแยกแยะ “ดาวเคราะห์” ที่อาจเป็น “ดาวเคราะห์นอกระบบ”
“ระบบดังกล่าว ได้รับการออกแบบด้วยวิธีการเดียวกันกับที่ผู้เชี่ยวชาญของ NASA ทั้งหมดที่เคยมีมา ด้วยกระบวนการที่เคยใช้ เพื่อยืนยันการค้นพบ “ดาวเคราะห์นอกระบบ” ดวงใหม่” ศาสตราจารย์ ดร. Jon Jenkins สรุป
ศาสตราจารย์ ดร. Jon Jenkins ชี้ว่า ระบบดังกล่าว จะให้การช่วยเหลือที่จำเป็นมากสำหรับนักวิทยาศาสตร์รุ่นต่อไป
“กล้องโทรทรรศน์อวกาศของ NASA ได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับดาวเคราะห์ หลาย 1,000 ดวง ซึ่งที่ผ่านมาเราต้องใช้ความพยายามอย่างมากมายมหาศาลในการศึกษาดวงดาวจำนวนมาก” ศาสตราจารย์ ดร. Jon Jenkins กล่าว และว่า
ExoMiner ได้รับการออกแบบ และพัฒนาขึ้น เพื่อลดภาระของมนุษยชาติ และจะได้รับต่อเสริมเติมสร้าง เพื่อเพิ่มเติม “ความแม่นยำ” ในการระบุ “ดาวเคราะห์นอกระบบ” ดวงใหม่ๆ ในอนาคตอีกด้วย ศาสตราจารย์ ดร. Jon Jenkins ทิ้งท้าย

สำหรับแวดวงอวกาศแล้ว การระบุ และยืนยันการค้นพบ “ดาวเคราะห์นอกระบบ” ด้วย “กล้องโทรทรรศน์” นั้น ถือเป็นเรื่องยากมาก!
เนื่องจากแสงที่เจิดจ้าของดวงดาวนับล้านดวงที่พวกมันโคจรอยู่รอบๆ มักบดบังการมองเห็น ดังนั้น NASA จะต้องมองหาช่วงเวลาที่ระดับแสงของดวงดาวริบหรี่ให้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาที่ดาวเคราะห์ดวงอื่นเคลื่อนตัวผ่านหน้าดาวฤกษ์ดวงนั้นๆ
NASA ใช้ “กล้องโทรทรรศน์” อวกาศ 2 ตัวเพื่อยืนยัน “ดาวเคราะห์นอกระบบ” หลาย 1,000 ดวง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พลันเมื่อ “กล้องโทรทรรศน์อวกาศ” Kepler ขึ้นสู่อวกาศในปี ค.ศ. 2009
ซึ่ง Kepler ได้ปฏิบัติภารกิจมาจนถึงเดือนตุลาคมปี ค.ศ. 2018 ในห้วงเวลานั้น NASA ได้ประกาศว่า จะปลดระวาง Kepler เนื่องจากยานอวกาศดังกล่าวมีเชื้อเพลิงไม่เพียงพอสำหรับการปฏิบัติภารกิจทางวิทยาศาสตร์อื่นๆ
ดังนั้น “กล้องโทรทรรศน์อวกาศ” อีกตัวหนึ่งซึ่งมีชื่อว่า Transiting Exoplanet Survey Satellite หรือ TESS จึงได้เข้ามารับไม้ต่อภารกิจดังกล่าวแทน
โดย NASA ได้ปล่อย TESS ขึ้นสู่อวกาศในเดือนเมษายนปี ค.ศ. 2018 เพื่อต่อยอดการสังเกตการณ์ของ Kepler และปัจจุบัน TESS ยังคงปฏิบัติภารกิจอยู่ในห้วงอวกาศ
การที่ NASA ประกาศว่า ได้ใช้ “หุ่นยนต์” ในการค้นหา “ดาวเคราะห์ใหม่” กว่า 300 ดวงนั้น เกิดจากการยืนยันของ NASA เกี่ยวกับ “ดาวเคราะห์นอกระบบ” ดวงใหม่ ที่ได้จากข้อมูลซึ่งรวบรวมโดยกล้องโทรทรรศน์อวกาศ Kepler นั่นเอง










