ติช นัท ฮันห์ ผู้ส่งสาส์นคำสอนนิกายเซน “สร้างสติตื่นรู้” ให้แก่ชาวโลก

สำหรับผู้เขียนแล้ว ได้รู้จักไปพร้อมกับได้เรียนรู้คำสอนแรกของหลวงปู่ ติช นัท ฮันห์ จากที่ทำงานแห่งที่สองในชีวิต โดยทุก 1 ชั่วโมง จะได้ยินเสียงระฆัง “กริ๊ง” ดังขึ้น ซึ่งทุกคนในองค์กรจะรู้ว่านี่คือ “เสียงระฆังแห่งสติ” แต่แรกเริ่ม ผู้เขียนขอสารภาพว่าไม่ทราบจุดประสงค์ของเสียงนี้จริงๆ และด้วยความไคร่รู้จึงถามไถ่เพื่อนที่ทำงานข้างๆ กันว่า “ทำไมต้องมีเสียงกริ๊งนี้ทุกชั่วโมง” กัลยาณมิตรท่านนั้นก็ให้ความรู้เป็นทานว่า นี่คือ เสียงระฆังอันประเสริฐ ที่มาจากคำสอนของหลวงปู่ติช นัท ฮันห์ นั่นเอง

โดยหลวงปู่จะสอนลูกศิษย์ว่า เสียงระฆัง นี้เป็นดั่งเสียงแห่งพระพุทธองค์ เรียกสติกลับมาอยู่กับตัว ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงระฆัง ขอให้หยุดพูดคุยกัน หยุดการเคลื่อนไหว และหยุดทุกสิ่งที่เรากำลังทำ รวมทั้งความคิดในหัวสมอง แล้วกลับมาตามลมหายใจเข้า-ออก ผ่อนคลายร่างกาย

“ฟังสิ ฟังสิ เสียงระฆังอันประเสริฐ นำฉันกลับมาสู่บ้านที่แท้จริง” หลวงปู่มักจะพูดเช่นนี้กับลูกศิษย์เสมอๆ ทุกครั้งที่เคาะ “ระฆังแห่งสติ”

จากนั้นเป็นต้นมา กลายเป็นว่าทุกครั้งที่ได้ยินเสียง กริ๊ง ดังกังวานคล้ายเสียงระฆัง ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ก็เหมือนเป็นการเรียกสติกลับมาอยู่กับเนื้อกันตัวเสมอมา
ไม่ใช่แค่เรื่อง เสียงระฆังอันประเสริฐ ที่บอกเล่ามาเท่านั้นที่ทำให้ระลึกถึง หลวงปู่ ติช นัท ฮันห์ ทว่า เราชื่อว่า ยังมีคำสอนของหลวงปู่ติช นัท ฮันห์ พระเถระนิกายเซน ที่ใครหลายคนมักระลึกถึง ทุกครั้งที่อยากหาคำตอบหรือ “การตื่นรู้” ดีๆให้ชีวิต

จนกระทั่งวันที่ 22 มกราคม พ.ศ.2565 หรือ ค.ศ.2022 นับเป็นอีกหนึ่งวันที่ทำให้หลายคนได้รำลึกถึงพระเถระนิกายเซนรูปนี้ หลังจากได้ทราบข่าวที่ทำให้ตกใจว่า หลวงปู่ติช นัท ฮันห์ ได้ละสังขารด้วยวัย 95 ปี ณ วัดตื่อเฮี้ยว (Từ Hiếu Temple (Tu Hieu)) เมืองเว้ ประเทศเวียดนาม ซึ่งเป็นวัดที่ท่านเริ่มบวชเณร
เชื่อเหลือเกินว่าไม่ว่าใครที่ได้ทราบข่าวนี้ คงจะห้ามความรู้สึกเศร้าใจ เสียใจ ไม่ได้ ที่โลกสิ้นพระดี พระแท้ ไปอีกรูปหนึ่ง
แต่คงจะดีไม่น้อย ถ้าเรามาเปลี่ยนช่วงเวลาแห่งความหม่นหมองนี้ ให้เป็น “เวลาแห่งการตื่นรู้” และโอกาสที่จะได้เรียนรู้จากคำสอนที่หลวงปู่ติช นัท ฮันห์ ได้เคยฝากไว้กับชาวโลก

รู้ประวัติโดยย่อ ของ ติช นัท ฮันห์ พระเถระนิกายเซน ผู้ส่งสาส์นคำสอนนิกายเซน ให้ชาวโลกได้นำไปปรับใช้

เพื่อรำลึกถึงหลวงปู่ ติช นัท ฮันห์ Facebook : หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ – สวนโมกข์กรุงเทพ ได้เผยแพร่ประวัติโดยย่อของหลวงปู่ไว้ เพื่อให้ทั้งลูกศิษย์ ผู้ศึกษาคำสั่งสอน และบุคคลทั่วไป ได้รู้จักพระเถระนิกายเซนผู้มีจริยวัตรงดงามรูปนี้กันมากขึ้น
ติช นัท ฮันห์ ได้รับการยอมรับในฐานะพระภิกษุผู้บุกเบิกการเผยแผ่พุทธศาสนาในโลกตะวันตก หลวงปู่สามารถพูดได้ถึง 7 ภาษา เคยได้รับเชิญไปบรรยายธรรมที่มหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน และมหาวิทยาลัยโคลัมเบียในสหรัฐฯ เมื่อช่วงต้นทศวรรษ 1960 ก่อนจะเดินทางกลับไปเวียดนามในปี 1963 เพื่อเข้าร่วมกับขบวนการชาวพุทธต่อต้านสงครามเวียดนาม ซึ่งมีพระภิกษุหลายรูปออกมาประท้วงโดยการสละชีวิตตนเอง

ท่านเป็นพระมหาเถระนิกายเซนผู้สนับสนุนให้พุทธศาสนาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน คำสอนเรื่องสติและการดำรงอยู่ในปัจจุบัน เป็นคำสอนสำคัญ ท่านย้ำเตือนอยู่เสมอให้ทุกคนมีสติในทุกการกระทำ ทั้งการเดิน นั่ง นอน ยิ้ม
ไม่เพียงเท่านั้น พระมหาเถระนิกายเซนท่านนี้ยังได้รับการยกย่องให้เป็น “บิดาแห่งการมีสติตื่นรู้” (the father of mindfulness) เป็นผู้ปฏิวัติวงการเจริญสติ เป็นพระอาจารย์ผู้สอนการฝึกสมาธิภาวนา และพัฒนาวิธีการเจริญสติร่วมกับหลักการทางจิตวิทยาคลินิกกระแสหลัก เพื่อรักษาโรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล และโรคเครียด ให้กับผู้คน
โดยเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2554 ท่านและนักบวชจากหมู่บ้านพลัมได้เมตตามาแสดงธรรมที่ประเทศไทย และนำปฏิบัติภาวนาตลอดวันที่สวนโมกข์กรุงเทพ (หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ) มีผู้สนใจเข้าร่วมงานกันอย่างเนืองแน่นตลอดวัน และสวนโมกข์กรุงเทพได้ร่วมกับหมู่บ้านพลัมประเทศไทยจัดกิจกรรม “วันแห่งสติ” นับแต่นั้นจนถึงปัจจุบัน เพื่อส่งเสริมการฝึกสติในชีวิตประจำวัน
สำหรับประวัติโดยย่อของ หลวงปู่ มีดังนี้ ท่านติช นัท ฮันห์ มีชื่อโดยกำเนิดว่า เหวียน ซวน เบ่า (Nguyen Xuan Bao) เกิดเมื่อปี 1926 และเริ่มบวชเป็นพระในช่วงที่ โฮ จิ มินห์ เป็นผู้นำการปฏิวัติปลดปล่อยเวียดนามจากเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศส
Thich Nhat Hanh เป็นนามทางธรรมที่ได้รับหลังการบวช
ติช : Thich ในเวียดนามใช้เรียกพระ มีความหมายว่าเป็นผู้สืบทอดพุทธศาสนา
นัท ฮันห์ : Nhat Hanh เป็นนามทางธรรมของท่าน มีความหมายว่า การกระทำเพียงหนึ่งเดียวซึ่งก็คือการเจริญสติ

ไถ่ : Thay เป็นภาษาเวียดนาม แปลว่า อาจารย์ ซึ่งศิษย์ต่างชาตินิยมเรียกท่านเช่นนั้น แต่ ศิษย์ชาวเวียดนามจะเรียกท่านว่า ซือองม์ : Su Ong ซึ่งอาจแปลเป็นไทยว่า หลวงปู่

  • ปี พ.ศ. 2485 (ค.ศ.1938) บรรพชาเป็นสามเณรในพระพุทธศาสนา เมื่ออายุ 16 ปี ณ วัดตื่อเฮี้ยว (Từ Hiếu Temple (Tu Hieu)) เมืองเว้ ท่านได้เรียนรู้การฝึกปฏิบัติสติภาวนา โดยมีหลักคำสอนของพระอาจารย์และวิถีชีวิตประจำวันของผู้บวชใหม่ อันเป็นรากฐานสำคัญของชีวิตนักบวช
  • ปี พ.ศ. 2492 อุปสมบทเป็นพระภิกษุ เมื่ออายุ 23 ปี เดินทางไปไซ่ง่อนเพื่อฟื้นฟูพุทธศาสนาและเขียนบทความ ทำให้ถูกต่อต้านจากผู้นำองค์กรชาวพุทธและรัฐบาลในระยะนั้น
  • ปี พ.ศ. 2505 ได้รับทุนจากมหาวิทยาลัยพรินซ์ตันเพื่อศึกษาศาสนาเปรียบเทียบ หลังจากนั้น 1 ปี ก็ได้รับทุนอีกจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย แต่ท่านตัดสินใจกลับเวียดนาม เพื่อสานต่อแนวคิดพุทธศาสนาที่รับใช้สังคม
  • ปี พ.ศ. 2518 ก่อตั้ง หมู่บ้านพลัม (Plum Village) ขึ้นในประเทศฝรั่งเศส และได้เทศนาสั่งสอนหลักปฏิบัติว่าด้วย “การดำรงสติตื่นรู้” (mindfulness) ให้แก่องค์กรต่างๆ และบรรดาสานุศิษย์ที่มีอยู่ทั่วโลก
หลวงปู่ติช นัท ฮันห์ ได้สร้าง “สังฆะ” ชุมชนแห่งการฝึกปฏิบัติเพื่อดำเนินชีวิตอย่างมีสติของพุทธบริษัท 4 ด้วยความตั้งใจที่จะแลกเปลี่ยนพระพุทธศาสนาในดินแดนตะวันตก สังฆะแห่งแรกตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2518 ชื่อว่า อาศรมมันเทศ (Sweet Potato Hermitage) ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศฝรั่งเศส จากนั้นได้ย้ายลงไปทางตอนใต้และตั้งชื่อสังฆะแห่งใหม่นี้ว่า หมู่บ้านพลัม  (Plum Village)  ตามชื่อต้นพลัมที่ปลูกอยู่ทั่วผืนดินแห่งนี้

ปัจจุบัน มีชุมชนการปฏิบัติธรรมแห่งหมู่บ้านพลัมกระจายอยู่ในหลายประเทศ อาทิประเทศฝรั่งเศส อเมริกา เยอรมัน ฮ่องกง และล่าสุดที่ประเทศไทยโดยมีนักบวชกว่า 500 รูป จาก 20 ประเทศทั่วโลก และมีกลุ่มปฏิบัติธรรมตามแนวทางหมู่บ้านพลัม หรือ “สังฆะ” เกือบหนึ่งพันกลุ่ม กระจายอยู่ใน 31 ประเทศทั่วโลก
โดยจุดเด่นของคำสอนที่ยึดถือปฏิบัติในหมู่บ้านพลัม เน้นสื่อสารว่า “วิถีการปฏิบัติจะไม่แยกขาดจากสังคม”
ชุมชนการปฏิบัติธรรมแต่ละแห่ง จึงมีวิถีการฝึกปฏิบัติเพื่อดูแลสิ่งแวดล้อม และดำเนินชีวิตในวิถีที่จะช่วยลดภาวะโลกร้อน โดยเลือกรับประทานอาหารมังสวิรัติ งดนมและผลิตภัณฑ์จากนม งดบริโภคไข่ เพื่อลดการใช้ทรัพยากรและลดมลภาวะต่างๆ ที่เกิดจากการเลี้ยงปศุสัตว์
ทั้งยังมีการฝึกปฏิบัติ ‘วันงดใช้รถ’ หรือ Car Free Day เพื่อลดการใช้พลังงาน ลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ที่ปล่อยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ การฝึกปฏิบัติเช่นนี้เป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้คนทั่วไป เพื่อช่วยกันเยียวยาโลกที่กำลังอยู่ในภาวะวิกฤติทั้งสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติและความรุนแรงในสังคม โดยเริ่มจากการฝึกสติตระหนักรู้ มีสันติในตนเอง ผ่านการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต ผ่านการกระทำในชีวิตประจำวัน

10 คำสอน หลวงปู่ติช นัท ฮันห์ เข้าถึงแนวคิดเซน สร้างการตื่นรู้ให้เกิดขึ้นได้ทุกขณะจิต

นอกจากการรำลึกถึงหลวงปู่ติช นัท ฮันห์ ด้วยการได้ทราบประวัติและคุณูปการที่ท่านได้สร้างให้โลกและชาวโลกแล้ว บทความนี้ อยากขอเชิญชวนให้ทุกคนมาร่วมรำลึกถึงท่านผ่าน 10 คำสอน “ง่ายงาม” ที่สามารถนำไปปรับใช้ได้จริงในการดำเนินชีวิตประจำวันของทุกคนต่อไปนี้

  1. ขณะที่เราหายใจเข้าและหายใจออก นั่นหมายถึงว่า เราได้นำสันติภาพมาสู่กายของเราทุกลมหายใจ
  2. I have arrived I am home ฉันได้กลับมาบ้านแล้ว ฉันถึงบ้านแล้ว เป็นคำสอนที่สั้นแต่สำคัญที่สุด ซึ่งหมายถึง การน้อมใจกลับมาสู่กายและอยู่กับสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ในขณะนั้น
  3. การปล่อยวางทำให้เราเป็นอิสระ และความอิสระคือเงื่อนไขเดียวสำหรับความสุข ถ้าในจิตใจเรา เรายังคง ยึดติดกับสิ่งต่างๆ ความโกรธ ความกังวล หรือทรัพย์สมบัติ เราไม่สามารถเป็นอิสระได้
  4. หากเรารู้ว่าอีกฝ่ายทรมานเพราะความรุนแรง เราจะมองอีกฝ่ายด้วยสายตาแห่งความกรุณา
  5. มนุษย์ไม่ใช่ศัตรู มนุษย์ทุกคนต่างเป็นเพื่อนกัน เรา “เป็นพี่น้องกัน” เราต้องไม่ฆ่ากันเอง
  6. “ระฆังแห่งสติ” เสียงระฆังเปรียบเสมือนเสียงของพระพุทธเจ้าที่เรียกเรากลับไปสู่บ้านที่แท้จริงคือ กายกับใจ ที่อยู่ด้วยกันในปัจจุบัน
  7. ไม่มีใครมอบความไม่กลัวให้แก่เธอได้ ต่อให้พระพุทธเจ้าประทับอยู่ด้วยในขณะนี้ข้างๆ เธอก็ตาม เธอต้องฝึกปฏิบัติและรับรู้ด้วยตัวของเธอเอง ถ้าปฏิบัติเจริญสติจนเป็นนิสัย เมื่อความยากลำบากนี้เกิดขึ้น เธอจะรู้ได้ด้วยตัวของเธอเองว่าต้องทำเช่นไร
  8. เมื่อคนอื่นทำให้เราทุกข์ใจ นั้นเป็นเพราะเขาทุกข์ทรมานใจลึกลงไปในตัวเขาเอง และความทุกข์ใจของเขานั้นก็ล้นออกมา เขาไม่สมควรที่จะโดนลงโทษ เขาควรจะได้รับการช่วยเหลือ นั้นคือสัญญาณที่เขาส่งออกมา
  9. คนเราต้องเรียนรู้ต่อไป เราต้องเปิดใจ และเราต้องพร้อมสำหรับความรู้สิ่งใหม่ๆ ที่จะเข้ามา และความเข้าใจในความเป็นจริงมากขึ้น
  10. อีก 300 ร้อยปีข้างหน้า เธอจะกลายเป็นผงถ่าน คนที่เธอรักก็จะกลายเป็นผงฝุ่น เมื่อเธอสัมผัสกับความอนิจจังเช่นนี้ เธอก็จะเกิดปัญญาและรู้ว่า เป็นสิ่งที่โง่เขลามากที่เราทำตัวของเราให้เป็นทุกข์ต่อกัน (ที่มา : นิตยสาร Secret)

สร้างแรงบันดาลใจไปกับเรื่องราวและคำสอนของพระแท้

รำลึก 28 ปี วันละสังขาร ‘ท่านพุทธทาสภิกขุ’ ด้วยธรรมะปรับใจ สู้วิกฤตโรคระบาดได้อย่างมีสติ

7 วิธี ใช้ชีวิตให้ ‘สงบเย็นและเป็นประโยชน์” ปริศนาธรรม ท่านพุทธทาส ใช้ทบทวนชีวิตก่อนสิ้นปี

‘พระไพศาล วิสาโล’ แนะ เมื่อในร้ายมีดี ในวิกฤตโควิด-19 ก็มี ‘โอกาสแห่งการสร้างสติ’

Previous articleสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ขานรับ SDGs เดินหน้าปั้น “เมืองยั่งยืน” ที่อาบูดาบี
Next articleสาลิกาคาบข่าว Vol.23
mm
เริ่มต้นขีดเขียนในฐานะ สื่อมวลชน กับงานผู้สื่อข่าวประจำกองประชาสัมพันธ์ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ในปี 2546 ก่อนไปหาประสบการณ์ชีวิตที่เมลเบิร์น ออสเตรเลียมา 1 ปี และกลับมายึดอาชีพ “นักเขียน” จริงจัง กับการเป็น กองบรรณาธิการนิตยสารชีวจิต 3 ปี หลังจากนั้นคิดว่าน่าจะเปลี่ยนสายไปทำงานในบริษัท PR agancy ได้ 6 เดือน เมื่อรู้ว่าไม่ถูกจริต เลยออกมาเป็นนักเขียนฟรีแลนซ์ประจำกองบรรณาธิการนิตยสารฟีลกู้ดอย่าง Happy+ อยู่ 1 ปี สัมภาษณ์ทั้งดาราและคนบันดาลใจ ก่อนเข้าสู่ระบบงานประจำอีกครั้งกับนิตยสาร MBA กับการเป็นนักเขียนที่รับผิดชอบในเซคชั่นหลักสูตร MBA ของสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ สั่งสมประสบการณ์อยู่ 3 ปี ก็ได้เวลา Upskill สู่งาน Online content writer ที่ใช้ความชอบและความหลงใหลในการถ่ายทอดเรื่องราวดีๆ ความรู้ใหม่ๆ ในยุค Education 4.0 อุตสาหกรรมทางการแพทย์ ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ และการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์