กระแสข่าวที่ว่าอีกไม่นาน โควิดจะเป็น ‘โรคประจำถิ่น’ ในช่วงนี้เริ่มจะหนาหู มีทั้งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ สถาบันการแพทย์ ทั้งในและต่างประเทศต่างหาข้อมูล การอ้างอิงทางการแพทย์มายืนยันความเชื่อนี้ ทว่า แนวคิดในอีกทางหนึ่งก็มีมาเช่นกันในทำนองว่า อย่าประมาท “โอมิครอน” ว่าเป็นไวรัสกลายพันธุ์ ระบาดเร็ว แต่อาการเบา ทำให้วิกฤตโรคระบาด Pandemic ครั้งนี้ จะกลายเป็น Endemic ได้ในเร็ววัน เพราะความเป็นจริงอาจไม่เป็นเช่นนั้นก็ได้
เพราะ องค์การอนามัยโลก (WHO) กล่าวเมื่อวันที่ 11 ม.ค. ที่ผ่านมา ว่าขณะนี้ยังเร็วเกินไปที่จะมองว่าโควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่นเหมือนกับไข้หวัดใหญ่ ขณะที่โควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนกำลังแพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นจำนวนมากและกลายเป็นสายพันธุ์หลักในหลายพื้นที่
ดังนั้น ด้วยกระแสข่าวที่ยังไม่มีข้อสรุป การเปิดรับความจริงด้วยเหตุผลรอบด้าน แล้วตั้งรับกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิดโอมิครอนอย่างมีสติด้วยการปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด น่าจะเป็นแนวทางที่ทำให้ทุกคนอยู่ร่วมกันในวันที่ “วิกฤตโรคระบาด” ยังไม่จากเราไปได้ดีที่สุดแล้ว
ฟังจาก WHO ที่มาเบรคเกมเสิร์ฟ ด้วยการย้ำว่า อย่าประมาท “โอมิครอน”
ดังที่กล่าวถึงข้างต้นว่า ตามมุมมองของ WHO แล้ว การแพร่ระบาดของไวรัสกลายพันธุ์สายพันธุ์โอมิครอน จะไม่ใช่ตัวแปรที่ทำให้ โรคโควิด-19 เป็น โรคประจำถิ่น ในอนาคตอันใกล้นี้แน่นอน โดยผู้ที่มาย้ำถึงแนวคิดนี้ เริ่มตั้งแต่…
เทดรอส อัดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก ที่กล่าวว่า “การระบาดใหญ่นี้ยังไม่สิ้นสุด โอมิครอนแพร่ระบาดไปทั่วโลกด้วยความเร็วที่น่าตกใจ มีรายงานผู้ป่วย 18 ล้านคนทั่วโลกในสัปดาห์เดียว โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาที่ผู้ป่วยโอมิครอนจะทุบสถิติและมีอัตราเพิ่มขึ้น โรงพยาบาลเต็ม เช่นเดียวกับ ออสเตรเลียและเยอรมนี แม้ว่าโอมิครอนจะมีความรุนแรงน้อยกว่าสายพันธุ์ก่อนหน้าก็ตาม”
“ดังนั้น สถานการณ์ในตอนนี้จึงยังห่างไกลจากจุดสิ้นสุด และขอเตือนถึงการตั้งสมมุติฐานผิดๆ ที่ว่า เชื้อโอมิครอนมีความรุนแรงน้อยลง จึงทำให้อันตรายจากไวรัสชนิดลดลงนี้ อย่าเข้าใจผิดเพราะโอมิครอนทำให้ผู้คนต้องเข้าโรงพยาบาลและเสียชีวิต แม้จะเป็นกรณีที่อาการไม่หนัก แต่ก็ทำให้ผู้ป่วยท่วมท้นโรงพยาบาลได้”
ด้าน แคทเธอรีน สมอลวูด เจ้าหน้าที่อาวุโสขององค์การอนามัยโลกประจำภูมิภาคยุโรป ฮิบายเพิ่มเติมถึงเงื่อนไขที่จะทำให้ โควิด-19 กลายเป็น โรคประจำถิ่น ได้นั้น จำเป็นต้องมีการแพร่เชื้อที่เสถียรและคาดเดาได้ แต่ขณะนี้การแพร่ระบาดของโควิด-19 เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ไวรัสยังคงพัฒนาอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดความท้าทายใหม่ๆ อยู่เสมอ ดังนั้น เราไม่ได้อยู่ในจุดที่เรียกว่าโรคประจำถิ่นอย่างแน่นอน
พร้อมเสริมว่า ท้ายที่สุดแล้วโควิด-19 อาจกลายเป็นโรคประจำถิ่นอย่างที่หลายๆ คนคาดการณ์ แต่จะเกิดขึ้นภายในปีนี้หรือไม่เป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากในสถานการณ์เช่นนี้

ส่วน ฮันส์ คลูจ ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลกประจำภูมิภาคยุโรปกล่าวว่ายุโรปพบผู้ติดเชื้อรายใหม่มากกว่า 7 ล้านรายในสัปดาห์แรกของปี 2022 และมีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัวภายในระยะเวลา 2 สัปดาห์ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่ากว่าครึ่งหนึ่งของประชากรในยุโรปจะติดเชื้อโอมิครอนในอีก 6 ถึง 8 สัปดาห์ข้างหน้า
จากคำกล่าวนี้ จึงนำมาสู่อีกประเด็นหนึ่งว่า โควิดสายพันธุ์โอมิครอน อาจทำให้วงจรการะบาดในประเทศทางฝั่งยุโรป ถึงจุด “End game” ก็ได้ โดย คลูจ ได้กล่าวกับสำนักข่าวเอเอฟพีว่าโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนจะแพร่เชื้อให้กับชาวยุโรปถึง 60% ภายในเดือนมี.ค.
“และเมื่อยุโรปผ่านการแพร่ระบาดของเชื้อโอมิครอนระลอกรุนแรงนี้ไปได้ จึงมีความเป็นไปได้ว่าโลกจะมีภูมิคุ้มกันหมู่ไปอีกหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน ไม่ว่าจะด้วยวัคซีนหรือการติดเชื้อ และการแพร่ระบาดจะลดลงตามฤดูกาลด้วย”
“แต่อย่างไรก็ตาม เราคาดว่าจะมีช่วงเวลาที่เงียบสงบช่วงหนึ่ง ก่อนที่โควิด-19 จะกลับมาแพร่ระบาดอีกในช่วงปลายปีนี้ แต่อาจไม่ได้กลับมาในรูปแบบของโรคระบาดใหญ่ (pandemic)”
แต่ที่สุดแล้ว คลูจยังกล่าวว่ายังเร็วเกินไปที่จะพิจารณาให้โควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่น เนื่องจากไวรัสนี้ทำให้โลกเซอร์ไพรส์มาแล้วหลายครั้ง จึงต้องระมัดระวังให้มาก อีกทั้งโอมิครอนที่แพร่ระบาดอย่างรวดเร็วอาจทำให้เกิดไวรัสสายพันธุ์ใหม่ขึ้นมาอีกก็ได้
ทำความเข้าใจ ถึงโควิดจะเป็น โรคประจำถิ่น แต่ก็ใช่ว่าจะวางใจได้
นอกจากนั้น ยังมีมุมมองของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอีกท่านหนึ่งของ WHO ที่มาให้ความรู้อีกมุมหนึ่ง โดย ไมค์ ไรอัน ผู้อำนวยการฝ่ายฉุกเฉิน องค์การอนามัยโลก (ดับเบิลยูเอชโอ) ได้กล่าวในเวที เวิลด์อีโคโนมิกฟอรัม ผ่านระบบออนไลน์ เมื่อวันที่ 21 ม.ค.ที่ผ่านมา ในหัวข้อความเท่าเทียมกันด้านวัคซีน ระบุว่า
“ผู้คนพูดกันมากเรื่องโรคระบาดใหญ่กับโรคประจำถิ่น โรคประจำถิ่นมาลาเรียคร่าชีวิตคนหลายแสน โรคประจำถิ่นเอชไอวี ความรุนแรงประจำถิ่นในเมืองชั้นใน โรคประจำถิ่นโดยตัวมันเองไม่ได้หมายความว่าดี แค่หมายความว่าจะคงอยู่ตลอดไป”
“ทั้งนี้ โควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนที่กระจายได้อย่างรวดเร็วติดต่อง่ายกว่าสายพันธุ์ก่อนหน้ามาก แต่ดูเหมือนรุนแรงน้อยกว่าสำหรับคนที่ฉีดวัคซีนแล้ว นั่นกระตุ้นให้เกิดการอภิปรายกันว่าโควิดกำลังเปลี่ยนจากการเป็นโรคระบาดใหญ่สู่โรคประจำถิ่น ซึ่งตีความได้ว่าผ่านจุดอันตรายไปแล้ว”
“แต่เราต้องอย่าลืมว่าสิ่งที่เราจำเป็นต้องทำคือ ทำให้เกิดโรคน้อยโดยฉีดวัคซีนประชากรให้ได้มากที่สุด เพื่อไม่ให้มีใครต้องเสียชีวิต นี่คือการสิ้นสุดภาวะฉุกเฉินในทัศนะของผม นั่นคือ การสิ้นสุดการระบาดใหญ่ เป็นไปได้ที่คลื่นการเสียชีวิตและเข้าโรงพยาบาลจะสิ้นสุดภายในสิ้นปี 2565 โดยใช้มาตรการสาธารณสุขนำโดยการฉีดวัคซีน”
“และถ้าเรายังหยุดไวรัสไม่ได้ในปีนี้ เราอาจหยุดมันไม่ได้เลย การระบาดใหญ่ของไวรัสจะสิ้นสุดลงด้วยการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศ สิ่งที่เราทำได้คือยุติภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุข”
อัปเดตมุมมองเรื่องโควิดจะกลายเป็น โรคประจำถิ่น ของหน่วยงานสาธารณสุขไทย
กลับมาทางฝั่งไทย แพทย์และผู้บริหารหน่วยงานสาธารณสุขทางภาครัฐดูจะแบ่งรับแบ่งสู่ในประเด็นเรื่อง โควิดจะกลายเป็น โรคประจำถิ่น หรือไม่ โดย นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ล่าสุดไว้ว่า
“ในตอนนี้การติดเชื้อโควิด 19 ในประเทศไทยกลุ่ม 8 จังหวัดนำร่องท่องเที่ยวพบแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ กทม. นนทบุรี ปทุมธานี ส่วนจังหวัดอื่นๆ ยังทรงตัว เช่น ชลบุรีแนวโน้มลดลง ภูเก็ตก็ยังทรงตัว เป็นต้น”
“ขณะเดียวกัน การติดเชื้อโควิดช่วงต้น ม.ค. 2565 เป็นต้นมา เป็นสายพันธุ์โอมิครอนประมาณ 87% โดยเฉพาะที่มาจากต่างประเทศเป็นโอมิครอนเกือบ 100% ผู้ที่เคยติดเชื้อมาก่อนและติดเชื้ออีกครั้งพบว่า เป็นโอมิครอน 100% ส่วนผู้ที่รับวัคซีนครบแล้วติดเชื้อส่วนใหญ่เป็นโอมิครอน แต่อาการไม่รุนแรง ดังนั้น การฉีดวัคซีน 2 เข็ม ป้องกันติดเชื้อไม่ค่อยได้ แต่ป้องกันป่วยหนักและเสียชีวิตชัดเจน จึงต้องมีภูมิให้มากเพียงพอ จึงต้องฉีดกระตุ้นเข็ม 3”
“ส่วนในประเด็นเรื่อง โควิดจะกลายเป็นโรคประจำถิ่นในปีนี้ ก็เป็นความตั้งใจ แต่ไม่ได้แปลว่าจะเป็นโรคประจำถิ่นแล้วไม่ต้องทำอะไร อย่างไข้หวัดใหญ่ก็ฉีดวัคซีนทุกปี และแม้จะเป็นโรคประจำถิ่นอย่างไข้หวัดใหญ่ ไข้เลือดออก มาลาเรีย ก็ยังมีผู้เสียชีวิตทุกปี แค่น้อยมาก ซึ่งก็มีวิธีบริหารจัดการควบคุมโรค ก็ต้องฉีดวัคซีนต่อไป และต้องดูแลป้องกันไม่ให้ติดเชื้อโรค”

ด้าน นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค อธิบายปัจจัยว่าการที่ โควิด-19 จะกลายเป็นโรคประจำถิ่นหรือไม่ ในงานแถลงข่าวอัปเดตสถานการณ์โควิด-19 เมื่อวันที่ 29 ธ.ค. 64 โดยอธิบายถึงประเด็นนี้ว่า
“โอมิครอน เป็นเชื้อไวรัสที่เป็นสายพันธุ์ย่อยสายพันธุ์หนึ่ง ซึ่งอาจจะมีความแตกต่างจากสายพันธุ์ที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นอัลฟ่า เดลต้า โดยพฤติกรรมที่เห็นตรงกัน คือ แพร่ระบาดได้มากขึ้น เนื่องจากเชื้อจับทางเดินหายใจส่วนบน และแพร่กระจายออกมาเนื่องจากไอมากขึ้น และตัวเชื้อจับกับเซลล์ต่างๆ ได้ดี แต่อาการ จะรุนแรงน้อยกว่าเนื่องจากจับปอดได้ค่อนข้างน้อย”
“ตอนนี้การระบาดของโควิด-19 ไม่ว่าจะสายพันธุ์ไหน มีการระบาดทั่วโลก และระบาดใหญ่ หลังจากผ่านไปสองปี เราเรียนรู้กับมันและพบว่าโอกาสที่คนทั่วโลกร่วมกันกำจัดเชื้อโควิด-19 ไม่ว่าจะสายพันธุ์ไหนให้หมดไป ดูจะเป็นไปได้ยาก”
“แต่อย่างไรก็ดี การที่โรคนี้จะกลายเป็นโรคที่อยู่กับเราคือโรคประจำถิ่น ซึ่งการที่จะเป็นโรคประจำถิ่นได้ มี 3 ปัจจัย คือ ตัวเชื้อโรคเอง ตัวคนที่เป็นผู้ติดเชื้อ และสิ่งแวดล้อมเอื้อให้เกิดการสมดุลระหว่างเชื้อกับคน หากพูดง่ายๆ คือ เชื้ออยู่ได้คนอยู่ได้”
“และการที่เชื้ออยู่กับคนได้ในสิ่งแวดล้อม คือ เชื้อมีความรุนแรงค่อยๆ ลดลง เพราะหากรุนแรงมากคนก็อยู่กับมันไม่ได้ต้องกำจัดมันให้หมด หรือคนก็ต้องถูกกำจัด หากจะกลายเป็นโรคประจำถิ่น เชื้อโรคจะต้องอยู่กับคนได้ ความรุนแรงจะต้องค่อยๆ ลดลง เช่น โอมิครอน ที่ความรุนแรงค่อยๆ ลดลง”
ศูนย์จีโนมฯ ชี้โควิด- 19 ใกล้ End game กลายเป็นโรคประจำถิ่นแล้ว
ด้าน ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ คณะแพทย์ศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊ก Center for Medical Genomics ว่า เริ่มได้เห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์กันแล้ว สำหรับไวรัสโคโรนา 2019 ซึ่งการตรวจสายพันธุ์ไวรัสโคโรนา 2019 จาก รพ. รัฐ และ เอกชน ใน กรุงเทพฯและปริมณฑล ระหว่างวันที่ 3-16 ม.ค.2565 พบโอมิครอน 97.1% (69/71) เดลตา 2.8% (2/71) และตัวอย่างสุ่มตรวจจากเรือนจำ เดลตา 100% (30/30)
หมายถึงในกรุงเทพฯ หากไม่นับในเรือนจำ “โอมิครอน” น่าจะเข้ามาแทนที่ “เดลตา” เกือบหมดแล้ว “Twindemic” หรือการติดเชื้อสองสายพันธุ์ ระหว่าง “โอมิครอน” และ “เดลตา” ไปพร้อมกันในระยะเวลาสั้นๆ ได้จบลงแล้ว
ไม่นาน “โอมิครอน” คงจะกระจายไปทั่วประเทศ ไม่ช้าคงเป็นตามที่ ดร.แอนโธนี เฟาซี ผู้อำนวยการสถาบันโรคติดต่อและภูมิแพ้แห่งชาติของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญคนสำคัญ ในคณะทำงานเพื่อต่อสู้กับการแพร่ระบาดใหญ่ของไวรัสโควิด-19 ของรัฐบาลสหรัฐฯ ได้เตือนว่า “ในที่สุดแทบทุกคนจะติดเชื้อไวรัสโอมิครอน”
ทั้งภูมิคุ้มกันจากวัคซีน และจากการติดเชื้อตามธรรมชาติจะพุ่งขึ้นสูง ลดความรุนแรงของโรคโควิด-19 และลดอัตราการเสียชีวิตลงอย่างรวดเร็ว เห็นปรากฏการณ์นี้ได้อย่างชัดเจน จากข้อมูลผู้ติดเชื้อรายใหม่และผู้เสียชีวิตทั่วโลกจากโอมิครอน
ประเทศไทยมีการติดเชื้อจากธรรมชาติไม่มาก ได้รับวัคซีนเชื้อตาย และสลับมารับวัคซีนที่ใช้ไวรัสเป็นพาหะ และ/หรือ วัคซีน mRNA เป็นเข็มกระตุ้น ได้ผลดีเช่นกัน
แม้จะเห็นผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้นจากโอมิครอน แต่ผู้เสียชีวิตลดต่ำลงอย่างต่อเนื่อง และหากเป็นเช่นนี้ต่อไป ไวรัสโคโรนา 2019 คงจะจบเกม (End game) กลายเป็นโรคประจำถิ่น (Endemic) เหมือนไข้หวัดใหญ่ ซึ่งมาตามฤดูกาล โดยมีผู้เสียชีวิตประมาณร้อยละ 0.1
หมอยง ชี้ 5 เหตุผล โอมิครอน ตัวแปรลดอาการรุนแรงของโควิด
ด้าน ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยา คลินิกภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ข้อความลงใน เฟซบุ๊กส่วนตัว “Yong Poovorawan” ในประเด็น โอมิครอน ก่อโรคโควิด-19 เหตุผลที่ทำให้อาการของโรครุนแรงน้อยลง โดยได้ระบุถึง 5 เหตุผลที่ โอมิครอน จะมาเป็นตัวแปรลดอาการรุนแรงของโควิดว่า
การติดเชื้อในเด็กเพิ่มมาก เด็กติดเชื้อส่วนใหญ่จะไม่รุนแรง อาการเหมือนหวัดหรือไม่มีอาการ อาการจะรุนแรงสูงตามอายุที่มากขึ้น โดยเฉพาะผู้สูงอายุ
ผู้ใหญ่ส่วนใหญ่ได้รับวัคซีนแล้วจำนวนมาก รวมทั้งผู้สูงอายุ ทำให้อาการของโรคลดลง
ด้วยตัวไวรัสเอง การศึกษาในสถานการณ์จริง เช่น ในอเมริกาใต้ ปรับตัวแปรต่างๆ แล้ว โอมิครอนสร้างความรุนแรงน้อยกว่าเดลตา
จากการศึกษาในเซลล์ทดลอง ไวรัสโอมิครอน ชอบเยื่อบุเซลล์ทางเดินหายใจส่วนต้นมากกว่าเนื้อเยื่อถุงลมปอด เป็นเหตุผลให้ไวรัสลงปอดได้น้อยกว่า
ตามหลักวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต ตามทฤษฎีของ ชาร์ล ดาร์วิน สิ่งมีชีวิตจะต้องปรับตัวให้เหมาะสมเพื่อความอยู่รอด ไวรัสปรับตัวเข้าหาเซลล์เจ้าบ้าน เพื่อความอยู่รอด มนุษย์ติดเชื้อแล้วก็มีภูมิต้านทาน ไวรัสก็พยายามปรับตัว ให้อยู่กับเซลล์เจ้าถิ่นให้ได้ดีที่สุด ถ้าทำลายเซลล์เจ้าบ้านมากก็ไม่มีบ้านอยู่เหมือนกัน เชื่อว่า ไวรัสทางเดินหายใจหลายตัว ในอดีตที่อุบัติขึ้นในระยะแรกก็ก่อให้เกิดความรุนแรงของโรค และปรับตัวเป็นโรคประจำถิ่น
“ขอยกตัวอย่างประเทศเดนมาร์ก ในช่วงระบาดหนักปลายปี 2563-2564 เข้าใจว่า เป็นสายพันธุ์แอลฟา หรืออังกฤษ 20 ธันวาคม 2563 มีผู้ป่วย 4,043 คน ค่าเฉลี่ย 7 วัน อยู่ที่ 3,332 คนต่อวัน มีผู้เสียชีวิตวันละ 30 คน เฉลี่ย 7 วัน อยู่วันละ 30 คนเช่นกัน มาระบาดในช่วงปีนี้ในวันที่ 27 ธันวาคม 2564 มีผู้ป่วย 41,035 คน (10 เท่า) และค่าเฉลี่ย 7 วัน ในช่วงดังกล่าวเสียชีวิต 12 คนต่อวัน แสดงการเสียชีวิตในรอบที่แล้ว กับรอบใหม่ อัตราการตาย ต่อ ผู้ป่วย ต่างกันอย่างมาก”
“การติดเชื้อทั่วโลก ขณะนี้เพิ่มมากขึ้นวันละเป็นล้าน แต่อัตราตายโดยเฉลี่ยลดลงกว่าที่ผ่านมาในอดีตมาก ตัวเลขขณะนี้จะนับจำนวนผู้ป่วย เฉพาะผู้ที่ทำการตรวจยืนยันแล้วเท่านั้น ผู้ป่วยส่วนมากที่มีอาการ แล้วไม่ได้ตรวจ เช่น ในประเทศที่การตรวจ RT-PCR ไม่ทั่วถึง และการที่ป่วยแบบไม่มีอาการ ก็มีอีกจำนวนมาก เมื่อรวมแล้ว น่าจะเป็นจำนวนมากกว่ายอดที่แจ้งให้องค์การอนามัยโลกหลายเท่า”

“เมื่อติดเชื้อแล้วก็จะมีภูมิต้านทานเกิดขึ้น และการติดเชื้อครั้งต่อไปอาการความรุนแรงก็จะลดลง เหมือนโรคทางเดินหายใจอื่นๆ ประกอบกับ มีผู้ที่ได้รับวัคซีนอีกจำนวนมาก (ปัจจุบันฉีดวัคซีนแล้วมากกว่า 9,000 ล้านโดส) เมื่อรวมกันแล้วน่าจะมีประชากรหลายพันล้านคนที่มีภูมิต้านทานแล้ว จากการติดเชื้อหรือได้รับวัคซีน”
“ด้วยเหตุผลดังกล่าว เมื่อประชากรส่วนใหญ่มีภูมิเกิดขึ้น และความรุนแรงของโรคน้อยลง อัตราตายของโรคในปัจจุบันจึงมีลดลงมาโดยตลอด และในที่สุดเชื่อว่า องค์การอนามัยโลก จะเลิกนับจำนวนผู้ป่วย และหลังจากนั้น ก็จะทำการตรวจเฉพาะผู้ที่มีอาการของโรคเท่านั้น จะไม่เหวี่ยงการตรวจ RT-PCR ที่มีราคาแพงมากมาย เหมือนในปัจจุบัน จะตรวจในผู้ที่มีอาการ หรือกลุ่มเสี่ยง ที่ต้องการรักษาหรือมีอาการมาก โดยเฉพาะเมื่อมียารักษาจำเพาะ เพื่อลดความรุนแรง และทุกคนก็จะยอมรับและปรับตัวได้มากขึ้น”
อัปเดตเรื่องน่ารู้ จะอยู่กับโควิดอย่างไร เมื่อโควิดยังไม่คลี่คลาย
วัคซีนเข็มกระตุ้น สู้ “โอมิครอน” ได้มากแค่ไหน อัปเดตจากข้อมูลทั่วโลก

















