การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ ที่จำเป็น เพื่อพิชิตเป้าหมาย Net Zero ให้ได้ในทศวรรษนี้

ในขณะที่ทั่วโลกกำลังพยายามบรรลุเป้าหมายในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์อย่างจริงจังมากขึ้นเรื่อยๆ มีหนึ่งประเด็นคำถามที่เป็นที่ถกเถียงกันมากขึ้น นั่นคือ ความพยายามนี้จะบรรลุเป้าหมายได้อย่างไร โดยปัจจัยหนึ่งที่จะนำสู่การพิชิตเป้าหมาย Net Zero นี้ คือ การสร้าง การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ ไปในทิศทางที่ทำให้เกิดความยั่งยืนมากขึ้น

ต่อประเด็นนี้ รายงานฉบับใหม่โดย แมคคินซีย์ แอนด์ คอมพานี ได้เผยข้อมูลที่ครอบคลุมกว่าผลสำรวจใดๆ ที่เคยมีมา ถึงลักษณะและขนาดของ การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ ที่จำเป็นเพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว ภายใต้รายงานชื่อ “The net-zero transition: What it would cost, what it could bring”
โดยหัวข้อสำคัญที่รายงานฉบับนี้สำรวจ คือ ปัจจัยด้านอุปสงค์ ค่าใช้จ่าย ต้นทุนการผลิต และตำแหน่งงานในภาคส่วนต่างๆ ที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวม 85% จากปริมาณทั้งหมดของโลก ร่วมกับผลวิเคราะห์เชิงลึกจาก 69 ประเทศ รวมถึงประเทศไทย
เมคะลา กฤษนันท์
เมคะลา กฤษนันท์
ทั้งนี้ ความเกาะเกี่ยวของ การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ กับ เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ เกิดขึ้นในรูปแบบใดบ้าง? เมคะลา กฤษนันท์ หุ้นส่วนสถาบันแมคคินซีย์ โกลบอล และหนึ่งในผู้เขียนรายงานวิจัย กล่าวสั้นๆ เพื่อตอบข้อสงสัยนี้ในเบื้องต้นว่า

“การเปลี่ยนผ่านสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ถือเป็น การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ ครั้งใหญ่ การเคลื่อนไหวขององค์กรต่างๆ และหน่วยงานภาครัฐ ควบคู่ไปกับความร่วมมือของภาคส่วน ประเทศ และสังคมกลุ่มเปราะบาง สามารถช่วยส่งเสริมการปรับตัวด้านเศรษฐกิจและสังคมที่จำเป็นได้”

อย่างไรก็ดี เป็นที่น่ายินดีว่าในบริบทของประเทศไทยและอีกหลายประเทศ ต่างให้ความสำคัญกับการที่องค์กรธุรกิจต่างๆได้ดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนแบบคำนึงถึงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental, Social, Governance: ESG) กันมากกว่าเดิม จนเกิดแนวทางการดำเนินธุรกิจใหม่ที่มุ่งเน้นไปสู่ความยั่งยืนมากขึ้น

อัปเดตความเคลื่อนไหวของการพิชิตภารกิจ Net zero ระดับโลก

ขณะที่ในปี 2563 – 2564 มีการตื่นตัวเรื่องภัยจากโรคระบาด แต่ในปีนี้ประเทศต่างๆ ทั่วโลกก็หันมาให้ความสำคัญกับผลกระทบจากสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อมอีกครั้งเช่นกัน อันเนื่องมาจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะภาวะโลกร้อน

ความตกลงปารีส

ข้อมูลจาก Intergovernmental Panel on Climate Change (IPCC) ค้นพบสัญญาณที่บ่งชี้ว่าสถานการณ์เริ่มรุนแรง เช่น โลกร้อนขึ้นกว่า 1.09 องศาเซลเซียส ความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงสุดในรอบ 2 ล้านปี การเกิดไฟป่าในออสเตรเลีย และระดับน้ำทะเลสูงกว่าในอดีตถึง 3 เท่า โดย IPCC คาดว่าระดับน้ำทะเลอาจสูงขึ้น 2 เมตรในศตวรรษนี้ และอาจสูงถึง 5 เมตรภายในปี 2693 หรือเพิ่มขึ้น 3.7 มิลลิเมตรต่อปี
ที่ผ่านมา ประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลก อาทิ สหรัฐอเมริกา จีน อังกฤษ สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น ได้ทยอยออกมาประกาศจุดยืนเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้ได้ภายในปี 2573 และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (net zero) หรือการไม่ปล่อยก๊าชเรือนกระจกไปมากกว่าที่สามารถกำจัดได้ภายในปี 2593
โดยอังกฤษเป็นประเทศแรกๆ ที่กำหนดเป้าหมายใหม่ในการลดคาร์บอนเป็นศูนย์ให้เร็วขึ้น พร้อมบรรจุเป็นกฎหมายเมื่อเดือนมิถุนายน 2564 และทยอยออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องตามมา เช่น กำหนดให้อาคารที่สร้างใหม่ทุกแห่งจะต้องมีที่ชาร์จสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า ปัจจุบันอังกฤษมีสถานีชาร์จรถไฟฟ้า 25,600 แห่งทั่วประเทศ และต้องเพิ่มขึ้นอีก 10 เท่าภายในปี 2573 เพื่อสนับสนุนการใช้รถยนต์ไฟฟ้าแทนรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเบนซินและดีเซลที่จะยกเลิกให้ได้ในปี 2573

ความกังวลเรื่องภาวะโลกร้อน ทำให้เวทีระดับโลกกำหนดทิศทางใหม่หลายเรื่อง เช่น European Green Deal ผลกระทบจากการเก็บภาษีคาร์บอน Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM) ข้อกำหนดเกี่ยวกับสินค้าที่ยั่งยืน (Sustainability Product Initiative) ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนและความรับผิดชอบในห่วงโซ่อุปทาน

และทุกเรื่องที่กล่าวมานี้ ภาคธุรกิจต่างต้องเข้ามามีบทบาทกำหนดยุทธศาสตร์การทำธุรกิจให้เอื้อต่อการช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งถ้าทำได้ ย่อมสร้าง การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ อย่างยั่งยืนได้อย่างแน่นอน

เปิดข้อมูลสำคัญ การทำให้ระบบการเงินเป็นสีเขียวของภาคธุรกิจ ที่ปรับเปลี่ยนแล้วสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้จริง

สำหรับรายงาน “The net-zero transition: What it would cost, what it could bring” โดย แมคคินซีย์ แอนด์ คอมพานี ได้ประเมินการเปลี่ยนแปลงใน 2 มิติ ได้แก่ ภาคส่วนและภูมิศาสตร์ และวิเคราะห์นับตั้งแต่ระยะเวลาที่เริ่มศึกษาตลอดจนเส้นทางสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามสมมติฐานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593 ของเครือข่ายของธนาคารกลางและหน่วยงานกำกับ เพื่อทำให้ระบบการเงินเป็นสีเขียว (Network for Greening the Financial System) ซึ่งได้ค้นพบข้อมูลสำคัญ ดังนี้
  • การเปลี่ยนผ่านนี้จะเกิดขึ้นทั่วโลก
ภาคเศรษฐกิจทั้งหมดจากทุกนานาประเทศจะได้รับผลกระทบหลังระบบด้านพลังงานและการใช้ที่ดินที่มีการปล่อยมลพิษได้รับการปรับปรุง
  • ขนาดของการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจจะมีนัยสำคัญ
ต้นทุนในการซื้อสินทรัพย์ที่จับต้องได้จะมีมูลค่ารวมประมาณ 275 ล้านล้านดอลลาร์ ภายในปี 2593 หรือราว 9.2 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี เพิ่มขึ้น 3.5 ล้านล้านดอลลาร์ จากการใช้จ่ายประจำปีในปัจจุบัน เนื่องจากกิจกรรมที่ส่งผลต่อการปล่อยมลพิษในปริมาณสูงนั้นมีจำนวนลดลง และกิจกรรมที่ส่งผลต่อการปล่อยมลพิษในปริมาณต่ำมีปริมาณเพิ่มมากขึ้น
ตัวอย่างเช่น ในปัจจุบันปริมาณการใช้จ่ายด้านพลังงานและทีดินกว่า 65% ถูกใช้สำหรับผลิตภัณฑ์ที่ปล่อยมลพิษสูง หากแต่ในอนาคต กว่า 70% จะถูกเปลี่ยนมาใช้กับผลิตภัณฑ์ที่มีการปล่อยมลพิษต่ำและการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งจะสวนทางกับกระแสปัจจุบัน จากรายได้และจำนวนประชากรที่เพิ่มมากขึ้น และนโยบายกฎหมายด้านการเปลี่ยนผ่านที่มีอยู่ในปัจจุบัน ค่าใช้จ่ายที่จำเป็นจะมีมูลค่าราวหนึ่งล้านล้านดอลลาร์

  • การจัดสรรแรงงานใหม่อาจเป็นเรื่องจำเป็น
ในอนาคตอันใกล้ จะมีตำแหน่งงานจากการจ้างงานทั้งทางตรงและทางอ้อมเพิ่มขึ้นกว่า 200 ล้านตำแหน่ง และมีตำแหน่งงานที่ต้องยุติลงกว่า 185 ล้านตำแหน่งภายในปี 2593 จากการเปลี่ยนผ่านสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์
  • ต้นทุนค่าใช้จ่ายจะสูงในปีแรกๆ
โดยเฉพาะในช่วงทศวรรษแรก รายจ่ายจะเพิ่มสูงขึ้นจาก 6.8 % ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของโลกในปัจจุบัน เป็น 8.8 % ระหว่างปี 2569 ถึง 2573 ก่อนที่จะลดต่ำลง
  • ผลกระทบจะกระจายออกสู่แต่ละภาคส่วน ประเทศ และชุมชน ในสัดส่วนที่ไม่เท่ากัน
ภาคที่มีการปฏิบัติงานหรือการผลิตที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงจะได้รับผลกระทบมากที่สุด รวมถึงประเทศที่มีรายได้ต่ำ ประเทศที่มีแหล่งเชื้อเพลิงฟอสซิลขนาดใหญ่ และชุมชนที่เศรษฐกิจท้องถิ่นต้องพึ่งพาภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด
โดยภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดในปัจจุบันคิดเป็นประมาณ 20%  ของผลิตภัณฑ์มวลรวมทั่วโลก และอีก 10% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมทั่วโลกเป็นกลุ่มภาคส่วนที่ห่วงโซ่อุปทานมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปริมาณสูง อาทิ อุตสาหกรรมก่อสร้าง ครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำจากทุกพื้นที่ อาจได้รับผลกระทบจากค่าไฟที่สูงขึ้นในช่วงแรก และค่าใช้จ่ายเบื้องต้นสำหรับผลิตภัณฑ์ที่มีการปล่อยมลพิษต่ำ เช่น เครื่องทำความร้อนรุ่นใหม่ หรือรถยนต์ไฟฟ้า

  • การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจจะมีขนาดใหญ่หากการจัดการไร้ระเบียบ
การเปลี่ยนแปลงมาพร้อมกับความเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็น การขาดแคลนด้านพลังงานและราคาที่เพิ่มสูงขึ้นหากไม่มีการจัดการที่ดี ถ้าการเปลี่ยนแปลงเกิดความล่าช้าหรือสะดุด อาจนำไปสู่ความเสี่ยงจากการตกค้างของสินทรัพย์และการกระจัดกระจายแรงงาน
  • ถึงแม้จะมีค่าใช้จ่ายและความเสี่ยง การปรับเปลี่ยนด้านเศรษฐกิจที่จำเป็นในการบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์จะมาพร้อมกับโอกาสมากมายและช่วยป้องกันความเสี่ยงด้านกายภาพอื่นๆ
ในขณะที่ผลกระทบจะกระจายออกไปในสัดส่วนที่ไม่เท่ากัน การเปลี่ยนแปลงที่ได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนมีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่า อาทิ ศักยภาพในการลดต้นทุนด้านพลังงานในระยะยาว ผลลัพธ์ด้านสุขภาพที่ดีขึ้น และการอนุรักษ์ต้นทุนทางธรรมชาติ มีโอกาสเติบโตในหลายด้าน
เช่น การดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิมจากการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการสร้างตลาดใหม่สำหรับสินค้าที่ปล่อยมลพิษต่ำ สิ่งสำคัญที่สุด คือ การบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์และการจำกัดภาวะโลกร้อนไว้ที่ 1.5 องศาเซลเซียส จะสามารถป้องกันผลกระทบที่ร้ายแรงที่สุดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ รวมถึงจำกัดความเสี่ยงวงจรสะท้อนกลับ (feedback loop) และทำให้เราสามารถหยุดยั้งปัญหาภาวะโลกร้อนที่อาจสูงขึ้นมากกว่านี้

แนะแนวทางปรับภาคธุรกิจไทย สร้าง การเปลี่ยนทางเศรษฐกิจ ใหม่ด้วยทิศทางสู่ความยั่งยืน

และเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นกับภาคธุรกิจไทย ที่จะมีผลให้เกิดแรงกระเพื่อมด้านการลดก๊าซเรือนกระจกได้ บทความเรื่อง “ถนนทุกสายมุ่งสู่ ESG” จากวารสาร BOT Magazine พระสยาม ได้ชี้ให้เห็นถึงการวางแนวทางกำหนดทิศทางธุรกิจใหม่มุ่งสู่ความยั่งยืน สำหรับภาคธุรกิจไทยไว้ชัดเจนว่า
การปรับเปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาดเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ชัดเจน อย่างไรก็ตาม ยังมีกิจกรรมอีกจำนวนมากที่ทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ รวมถึงการปล่อยของเสียสู่ธรรมชาติ สำหรับภาคธุรกิจสามารถเปลี่ยนกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจใหม่เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป และมีส่วนร่วมในการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าเพื่อขับเคลื่อนไปสู่อนาคตได้อย่างน้อย 3 แนวทาง นั่นคือ
  • แนวทางแรก การผลักดันความร่วมมือเพื่อสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน (circular economy)
หรือการนำผลิตภัณฑ์ที่ใช้แล้วกลับมาใช้ซ้ำ เพิ่มสัดส่วนการนำผลิตภัณฑ์ที่ใช้แล้วเข้าสู่กระบวนการผลิตตลอดห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งหลายประเทศ ภาครัฐได้ออกเป็นกฎหมาย เช่น การเก็บภาษีตามปริมาณขยะที่ทิ้ง หรือออกกฎหมายห้ามใช้พลาสติกแบบใช้แล้วทิ้ง ซึ่งหลายประเทศได้ทยอยออกกฎหมายในเรื่องดังกล่าวแล้ว
ขณะที่ประเทศไทยจะยกเลิกการใช้พลาสติกแบบใช้แล้วทิ้งในปี 2565 เป็นต้นไป (มติเห็นชอบจากการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2564) ในประเทศเนเธอร์แลนด์ มีหมู่บ้าน “The Aardehuizen” ในเมือง Olst ซึ่งแปลตรงตัวว่า “บ้านดิน” เป็นหมู่บ้านอีโคแห่งแรกที่ใช้โมเดลของเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยใช้ขยะและวัสดุธรรมชาติมาสร้างบ้าน ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนมาแบ่งปันกันใช้ รวมถึงการใช้น้ำแบบรีไซเคิล ตลอดจนกระบวนการผลิตอาหารตามหลักการ Permacultureเพื่อสร้างวิถีชีวิตกินอยู่อย่างยั่งยืน

  • แนวทางที่สอง คือ การประยุกต์ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ (AgriTech)
สาเหตุที่ให้ความสำคัญกับภาคการเกษตร เพราะปัจจุบันเกือบ 1 ใน 4 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกิดจากกระบวนการผลิตอาหาร เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดการแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ การลงทุนในเทคโนโลยีเกษตรสมัยใหม่ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จะช่วยให้เกษตรกรสามารถเพิ่มปริมาณและปรับปรุงคุณภาพของผลผลิต และใช้ทรัพยากรต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ตัวอย่างของการประยุกต์ใช้ AgriTech มีตั้งแต่การใช้ระบบเซนเซอร์เพื่อควบคุมและติดตามการเติบโตของผลผลิตแบบเรียลไทม์ ไปจนถึงการใช้ข้อมูลขนาดใหญ่ เช่น การใช้โดรนเพื่อการเกษตร ภาพถ่ายดาวเทียม และข้อมูลสภาพภูมิอากาศ การใช้บิ๊กดาต้าและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) มาช่วยในการวิเคราะห์และประมวลผลในขั้นตอนต่าง ๆ ของการเพาะปลูก
อย่างสิงคโปร์ แม้จะมีพื้นที่ทำการเกษตรน้อยกว่า 1% แต่เพิ่งประกาศตัวว่าจะเป็นศูนย์กลาง AgriTech ของภูมิภาคเอเชีย โดยใช้เทคโนโลยีในการทำฟาร์มภายในอาคาร (indoor farming) เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าอาหารที่สูงถึง 90%
ส่วนประเทศไทย ถือเป็นผู้ผลิตและผู้ส่งออกสินค้าเกษตรสำคัญของโลก AgriTech จะเข้ามาช่วยพัฒนาคุณภาพวัตถุดิบ เพิ่มคุณภาพในกระบวนการผลิต เพื่อตอบโจทย์ความปลอดภัยของอาหาร ซึ่งเป็นสิ่งที่ทั่วโลกให้ความสำคัญเพิ่มมากขึ้นหลังวิกฤตโควิด-19
  • แนวทางสุดท้าย ภาคธุรกิจต้องผนวกแนวคิดการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนเข้ากับกลยุทธ์ขององค์กร
ต้องวางแผนการจัดการกับปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นสาเหตุของวิกฤตสภาพภูมิอากาศอย่างจริงจัง เพื่อช่วยขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมให้เติบโตอย่างยั่งยืน

ไอเดียดีๆ ในการทำธุรกิจท่ามกลางกระแสความยั่งยืน

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ขานรับ SDGs เดินหน้าปั้น “เมืองยั่งยืน” ที่อาบูดาบี

ทำไม “เดนมาร์ก” ถึงเป็นผู้นำด้าน Green Economy

5 ความท้าทายใหม่ของ SME ด้านอาหาร ในยุคที่ความยั่งยืนเอาชนะทุกสิ่ง

Previous articleสร้างอุตสาหกรรม EV conversion อย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด
Next articleสาลิกาคาบข่าว Vol.26
mm
เริ่มต้นขีดเขียนในฐานะ สื่อมวลชน กับงานผู้สื่อข่าวประจำกองประชาสัมพันธ์ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ในปี 2546 ก่อนไปหาประสบการณ์ชีวิตที่เมลเบิร์น ออสเตรเลียมา 1 ปี และกลับมายึดอาชีพ “นักเขียน” จริงจัง กับการเป็น กองบรรณาธิการนิตยสารชีวจิต 3 ปี หลังจากนั้นคิดว่าน่าจะเปลี่ยนสายไปทำงานในบริษัท PR agancy ได้ 6 เดือน เมื่อรู้ว่าไม่ถูกจริต เลยออกมาเป็นนักเขียนฟรีแลนซ์ประจำกองบรรณาธิการนิตยสารฟีลกู้ดอย่าง Happy+ อยู่ 1 ปี สัมภาษณ์ทั้งดาราและคนบันดาลใจ ก่อนเข้าสู่ระบบงานประจำอีกครั้งกับนิตยสาร MBA กับการเป็นนักเขียนที่รับผิดชอบในเซคชั่นหลักสูตร MBA ของสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ สั่งสมประสบการณ์อยู่ 3 ปี ก็ได้เวลา Upskill สู่งาน Online content writer ที่ใช้ความชอบและความหลงใหลในการถ่ายทอดเรื่องราวดีๆ ความรู้ใหม่ๆ ในยุค Education 4.0 อุตสาหกรรมทางการแพทย์ ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ และการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์