จากความขัดแย้งระหว่างรัสเซียกับยูเครน ที่มีแนวร่วมของแต่ละฝ่ายเข้ามาเกี่ยวข้อง และส่อเค้าว่าอาจจะเกิดความรุนแรงหรือความขัดแย้งที่สร้างความแตกร้าวไม่ทางใดทางหนึ่ง โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ ซึ่งส่งผลกระทบต่อธุรกิจและการใช้ชีวิตโดยปกติสุขของพลเมืองแต่ละประเทศ
ยิ่งหากประเทศนั้นไม่มีแหล่งผลิต “ก๊าซธรรมชาติ” ของตัวเอง จำเป็นจะต้องพึ่งพาการนำเข้าจากประเทศอื่น อย่างหลายประเทศในยุโรปที่พึ่งพารัสเซีย โดยก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียคิดเป็นประมาณ 1 ใน 3 ของก๊าซทั้งหมดที่ใช้ในยุโรป ซึ่งนั่นอาจทำให้ยุโรปอาจต้องเผชิญวิกฤตพลังงานครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ เมื่อหาญกล้าท้าทายปูติน ทั้งๆ ที่ต้องพึ่งพาก๊าซธรรมชาติจาก “รัสเซีย”
ก๊าซธรรมชาติ (Natural Gas) ถูกนำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นแหล่งพลังงานสำหรับการผลิตไฟฟ้า การทำความร้อน การปรุงอาหาร ใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับยานยนต์ รวมถึงเป็นวัตถุดิบในการผลิตพลาสติกและสารเคมีอินทรีย์ที่มีความสำคัญทางการค้า ตลอดจนการใช้งานในอุตสาหกรรมต่างๆ โดยก๊าซธรรมชาติถือเป็นแหล่งพลังงานที่สะอาดกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิลและเชื้อเพลิงชีวภาพอื่นๆ

ในขณะที่สหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปกำลังแสวงหาแหล่งพลังงานจากประเทศอื่นเพื่อแทนที่การนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียไปยังยุโรป หากรัสเซียปิดท่อก๊าซธรรชาติ เพราะไม่พอใจที่ยุโรปตะวันตกออกมากดดันท่าทีที่รัสเซียต้องการมีอำนาจเหนือยูเครน ขณะที่กาตาร์ หนึ่งในผู้ส่งออกก๊าซธรรมชาติรายใหญ่กล่าวว่า ณ ขณะนี้ยังไม่เห็นวิธีที่จะสามารถทดแทนปริมาณก๊าซธรรมชาติที่ยุโรปต้องการได้
ขณะเดียวกัน หากมีการแนะนำมาตรการคว่ำบาตรครั้งใหม่ต่อวลาดิมีร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย เป็นการส่วนตัวหรือทั้งประเทศรัสเซีย การกระทำเช่นนี้อาจก่อให้เกิดวิกฤตพลังงานในยุโรปอย่างแน่นอน จากการที่ยุโรปพึ่งพาก๊าซธรรชาติจากรัสเซียในปริมาณมหาศาล ซึ่งถูกลำเลียงส่งมาถึงทวีปนี้ผ่านทางท่อส่งก๊าซ
ตามรายงานของ Reuters ระบุว่า กาตาร์ ซึ่งเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดของสหรัฐอเมริกา ต้องการการรับประกันว่าก๊าซธรรมชาติที่เปลี่ยนเส้นทางไปยังยุโรปจะไม่ถูกนำไปขายต่อ และได้เรียกร้องให้ประเทศในยุโรปตรวจสอบและแก้ไขสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติของกาตาร์ เพื่อที่จะได้เป็นลูกค้าประจำด้วยตัวเอง ซึ่งหากสุดท้ายแล้วเห็นพ้องต้องกัน อาจทำให้ยุโรปเปลี่ยนการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียเป็นการถาวร
ขณะที่ข้อมูลจากหน่วยงานความร่วมมือเพื่อกำกับดูแลกิจการพลังงานยุโรป (European Union Agency for the Cooperation of Energy Regulators: ACER) แสดงให้เห็นว่าแหล่งพลังงานของประเทศใดบ้างในยุโรปที่จะมีความเสี่ยงมากที่สุดในกรณีที่รัสเซียปิดท่อส่งก๊าซธรรมชาติ

โดยพบว่าในบรรดาประเทศเศรษฐกิจหลักของยุโรป เยอรมนีนำเข้าก๊าซธรรมชาติราวครึ่งหนึ่งจากรัสเซีย ในขณะที่ฝรั่งเศสนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากแดนหมีขาวเพียง 1 ใน 4 ของความต้องการใช้งานทั้งหมดในประเทศ โดยแหล่งก๊าซธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดของฝรั่งเศสคือนอร์เวย์ คิดเป็นสัดส่วน 35% ขณะที่อิตาลีจะได้รับผลกระทบหนักเช่นกันจากการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียมากถึง 46%
ส่วนสหราชอาณาจักรถือว่าพึ่งพาก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียน้อยมาก โดยดึงก๊าซธรรมชาติครึ่งหนึ่งมาจากแหล่งผลิตในประเทศและส่วนใหญ่นำเข้ามาจากนอร์เวย์และกาตาร์ ส่วนสเปนก็ไม่ได้อยู่ในรายชื่อลูกค้ารายใหญ่ของรัสเซีย เพราะมีแอลจีเรียและสหรัฐอเมริกาเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุด
ขณะที่ประเทศเล็กๆ ในยุโรปบางประเทศ พึ่งพาก๊าซธรรมชาติจากรัสเซีย 100% เช่น มาซิโดเนียเหนือ บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา และมอลโดวา ส่วนที่ฟินแลนด์และลัตเวียก็พึ่งพาก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียเกินกว่า 90% ส่วนเซอร์เบียก็เช่นกัน ต้องนำเข้าจากเพื่อนบ้านอย่างรัสเซียมากถึง 89% เลยทีเดียว

ด้านข้อมูลของ Gas Infrastructure Europe ระบุว่า ขณะนี้คลังก๊าซธรรมชาติที่ใช้งานได้ในโรงเก็บก๊าซใต้ดิน (UGS หรือ Underground Gas Storage) ของยุโรปอยู่ที่ 27.3% (หรือ 14.4 พันล้านลูกบาศก์เมตร) เท่านั้น ซึ่งต่ำกว่าระดับของปีที่แล้ว ณ วันที่ 29 มกราคม ที่ผ่านมา
ระดับสำรองก๊าซธรรมชาติโดยรวมในโรงงาน UGS ของยุโรปอยู่ที่ 39% ในขณะที่โรงงานผลิต UGS ในเยอรมนีและฝรั่งเศสอยู่ที่ 37% และ 36% ตามลำดับ
นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 11 มกราคม ที่ผ่านมา ปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติในโรงงาน UGS ของยุโรปแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในประวัติศาสตร์อันยาวนานนับตั้งแต่มีการสังเกตการณ์ความเคลื่อนไหวนี้มา ขณะเดียวกัน ระดับเงินสำรองในโรงงาน UGS ของยูเครน ก็อยู่ในระดับต่ำสุดตลอดกาลเช่นกัน และเมื่อวันที่ 29 มกราคม ได้ลดลงเหลือ 11.5 พันล้านลูกบาศก์เมตร โดยลดลง 46.1% (หรือ 9.8 พันล้านลูกบาศก์เมตร) จากปีที่แล้ว และน้อยกว่าช่วงเริ่มต้นในเดือนเมษายน 2564 ถึง 3.8 พันล้านลูกบาศก์เมตร

อุตสาหกรรมก๊าซธรรมชาติของรัสเซียยิ่งใหญ่แค่ไหน
รัสเซียเป็นผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติรายใหญ่อันดับ 2 ของโลกรองจากสหรัฐอเมริกา (อันดับ 3-10 ได้แก่ อิหร่าน กาตาร์ จีน แคนาดา ออสเตรเลีย นอร์เวย์ ซาอุดีอาระเบีย และแอลจีเรีย) ประมาณ 1 ใน 5 ของปริมาณสำรองทั่วโลกของเชื้อเพลิงฟอสซิลนั้นอยู่ในรัสเซีย ส่วนใหญ่อยู่ในไซบีเรียตะวันตกและโวลก้า-อูราล ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อุดมไปด้วยน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ
นอกจากนี้ รัสเซียยังเป็นประเทศแรกในกลุ่มผู้ส่งออกก๊าซผ่านท่อเป็นหลัก ซึ่งจากการเติบโตของอุตสาหกรรมนี้อย่างต่อเนื่อง เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจของรัสเซียพัฒนารุดหน้าอย่างรวดเร็วหลังจากทศวรรษ 1950 เป็นต้นมา เมื่อมีการค้นพบแหล่งก๊าซขนาดใหญ่ในสหภาพโซเวียต ซึ่งเปิดโอกาสสำหรับการส่งออกไปยังประเทศต่างๆ โดยเฉพาะยุโรป
ในปี 1989 กระทรวงการผลิตก๊าซของสหภาพโซเวียตได้เปลี่ยนเป็นรัฐวิสาหกิจ ปัจจุบันคือ Gazprom มีสถานะเป็นบริษัทร่วมทุนสาธารณะ และเป็นผู้นำด้านการผลิตก๊าซธรรมชาติทั่วโลก โดยถือครองและผูกขาดตลาดส่งออกก๊าซธรรมชาติของรัสเซีย
ทั้งนี้ในปี 2020 รัสเซียส่งก๊าซผ่านท่อส่งก๊าซ 197.2 พันล้านลูกบาศก์เมตร และก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) 40.4 พันล้านลูกบาศก์เมตร ส่วนสหรัฐอเมริกาเป็นผู้ส่งออกก๊าซธรรมชาติรายใหญ่อันดับ 2 ของโลก รองลงมาคือกาตาร์และนอร์เวย์

รัสเซียส่งออกก๊าซธรรมชาติไปที่ไหน
ลูกค้าหลายหลักสำหรับก๊าซธรรมชาติของรัสเซียคือยุโรปดังที่กล่าวมา โดยเยอรมนีเป็นปลายทางส่งออกชั้นนำคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 19% ของปริมาณการส่งออกผ่านทางท่อก๊าซในปี 2020 นอกจากนี้ยังมีตุรกี โดยรัสเซียขนส่งก๊าซธรรมชาติส่วนใหญ่ผ่านทางท่อส่ง Nord Stream ในทะเลบอลติกซึ่งสามารถขนส่งได้ 55 พันล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี, เส้นทางผ่านยูเครนที่สามารถขนส่งต่อก๊าซธรรมชาติได้มากกว่า 40 พันล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี, Yamal-Europe ที่ส่งผ่านเบลารุสและโปแลนด์ มีกำลังการผลิต 33 พันล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี, TurkStream ที่ส่งผ่านจากรัสเซียไปยังตุรกี ในปริมาณ 31.5 พันล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี และ Blue Stream ท่อส่งก๊าซส่งออกใหม่ที่ทอดยาวจากรัสเซียด้วยการข้ามทะเลดำไปยังตุรกี เพื่อกระจายเส้นทางการส่งก๊าซของรัสเซีย ด้วยกำลังการผลิต 16 พันล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี มี Blue Stream Pipeline BV เป็นเจ้าของและเป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งเป็นกิจการร่วมค้าของเนเธอร์แลนด์ โดยลงทุนร่วมกันระหว่าง Gazprom ของรัสเซีย และ Eni ของอิตาลี
ทั้งนี้ รัสเซียลงทุนก่อสร้างท่อส่งก๊าซจากรัสเซียไปยังยุโรปอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดการก่อสร้าง Nord Stream 2 จากรัสเซียไปยังเยอรมนี เพิ่งแล้วเสร็จในปี 2021 ที่ผ่านมา และท่อก๊าซใหม่ที่จะก่อสร้าง กำลังรอการรับรองด้านเทคนิค ความปลอดภัย และกฎระเบียบต่างๆ
ไม่เพียงเท่านี้ ความสนใจของ Gazprom ในการส่งออกก๊าซธรรมชาติไปยังภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกก็เพิ่มขึ้นด้วย เช่นเดียวกับ Power of Siberia ซึ่งเป็นบริษัทข้ามแดนรายแรกของรัสเซีย ที่ดำเนินการท่อส่งก๊าซไปยังประเทศจีน ก็เริ่มดำเนินการในปี 2019 และยังวางแผนก่อสร้างโครงการใหม่ Power of Siberia 2 หรือท่อส่งก๊าซอัลไตในภูมิภาคนี้ด้วย
สถานการณ์ราคาก๊าซธรรมชาติในยุโรปในปี 2021 ที่ผ่านมา ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน
ประเทศในยุโรปต่างเผชิญกับปัญหาราคาก๊าซธรรมชาติที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนมีนาคม 2021 ซึ่งสูงกว่า 15 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อล้านบีทียูในเดือนสิงหาคมของปีผ่านมา โดยมีหลายปัจจัยที่ถูกระบุว่าเป็นสาเหตุที่เป็นไปได้ของการเพิ่มขึ้นของราคาก๊าซธรรมชาติ เช่น ระดับก๊าซคงคลังในยุโรปที่ต่ำ ผลที่ตามมาของอุบัติเหตุที่โรงงานแปรรูปก๊าซของ Gazprom ในเมืองโนวียูเรนกอย ของรัสเซีย ในเดือนสิงหาคม 2021 การส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลวของรัสเซีย (LNG) ของรัสเซียได้ย้ายไปยังภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมากขึ้น รวมถึงปริมาณก๊าซธรรมชาติที่ส่งโดยรัสเซียที่ลดลง เมื่อกว่า 43% ของก๊าซธรรมชาติที่สหภาพยุโรปนำเข้าจากนอกสหภาพยุโรปมาจากรัสเซีย นี่จึงเป็นปัญหาใหญ่ที่คาดว่าจะไปสู่วิกฤตพลังงานยุโรปในที่สุด หากไม่สามารถหาแหล่งพลังงานทดแทนได้เพียงพอ
โอกาสของรัสเซียในการส่งออก LNG
เพื่อกระจายแหล่งจ่ายก๊าซ ประเทศต่างๆ ในยุโรปได้เพิ่มการนำเข้า LNG หรือก๊าซธรรมชาติเหลว นำไปสู่แผนการของรัสเซียในการขยายอุตสาหกรรม LNG โดยการส่งออก LNG ของรัสเซียเพิ่มขึ้น 2.6 เท่าจากปี 2017-2020 นับเป็นอันดับที่ 4 ของโลก รองจากออสเตรเลีย กาตาร์ และสหรัฐอเมริกา
โดย Yamal LNG ของ Novatek และ Sakhalin-II ของ Gazprom เป็นโครงการ LNG ที่ใหญ่ที่สุดของรัสเซียในปัจจุบัน และมีการวางแผนโครงการเพิ่มเติม นอกจากนี้ยังมี Arctic LNG 2 หรือ Baltic LNG ที่เป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ของรัสเซียเช่นกัน
ที่มา :
- Which European Countries Depend on Russian Gas?
- The Gas Pipelines Linking Russia and Europe
- Russian natural gas industry – statistics & facts











