10 บทเรียน ที่ชาวโลกได้เรียนรู้ จากคำว่า “Pandemic” และเปลี่ยนชีวิตผู้คนไปตลอดกาล

ถึงตอนนี้หลายคนคงคุ้นเคยกันดีกับคำว่า “วิกฤตโรคระบาด” หรือภาษาอังกฤษก็อยู่ในนิยามของคำว่า “Pandemic” เพราะเราทุกคนต่างอยู่ร่วมกันในโลกยุค Pandemic กันมานานเกือบ 3 ปีแล้ว และนี่เป็นเวลานานพอที่จะสร้างกระบวนการเรียนรู้ ยอมรับ และปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การใช้ชีวิต เพื่ออยู่กับเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ในตอนนี้ยังไม่หยุดกลายพันธุ์ และยังไม่ถึงจุดสิ้นสุด ทว่า ในบทความเรื่อง “10 COVID-19 lessons that will change the post-pandemic future” ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ World Economic Forum ได้สื่อสารว่า ในเวลานี้พวกเราต่างอยู่ในยุค “the end of the beginning of the COVID-19 pandemic” กันแล้ว

โดยความหมายของคำกล่าวนี้ นั่นคือ 2 ปี ที่เราได้อยู่กับโรคระบาดนี้ และได้หาแนวทางที่จะปรับตัวต่อสู้กับ โรคโควิด-19 นี้มานั้น จนบัดนี้น่าจะถึงช่วงเวลาสิ้นสุด จากนี้ไปล้วนเป็นผลลัพธ์ที่ได้จากการเรียนรู้ ปรับตัว กับวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปตลอดกาลเพราะวิกฤตโรคระบาดนี้แล้ว
และต่อไปนี้ ก็เป็น 10 บทเรียน ที่ผู้เขียนบทความได้รีวิว ทั้งในแง่มุมของวิถีชีวิต การปรับตัว การต่อสู้ของผู้คนที่เปลี่ยนไป รวมถึงยืนยันถึงปัจจัยที่จะทำให้เราอยู่กันในโลกใบนี้ต่อไปได้ ทั้งที่โรคระบาดนี้ยังไม่จากเราไป


บทเรียนที่ 1 : มนุษย์เราปรับตัวได้ดีและรับมือกับโรคระบาดได้

ย้อนเวลากลับไปในเดือนมีนาคม ปี 2020 ในเวลานั้นประเทศทั่วโลกกว่า 100 ประเทศ อยู่ในสภาวะล็อคดาวน์ ตัดขาดการเดินทางถึงกันโดยสิ้นเชิง มาในวันนี้ มองย้อนกลับไป ชีวิตของพวกเรายังโกออนต่อไป แม้ยังเดินทางไม่ได้เหมือนเดิม เพราะโรคระบาดยังไม่สิ้นสุด แต่สภาพเศรษฐกิจโลกก็มีสัญญาณการฟื้นตัวที่ค่อนข้างดี
หลายภาคส่วนเริ่มมองอนาคต กำหนดกฎกติกา การทำการค้า การทำธุรกิจ รวมถึงการอยู่ร่วมกันในวิถีใหม่ ผู้เชี่ยวชาญหลายคนฟันธงว่าพฤติกรรมหลายอย่างของมนุษย์จะยังคงอยู่ไปเรื่อยๆ แม้ว่าวิกฤตโรคระบาดจะสิ้นสุดลง โดยเฉพาะการเปลี่ยนพฤติกรรมจากการช้อปในแบบออฟไลน์ หรือไปซื้อจากหน้าร้านมาเป็นการช้อปออนไลน์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
โดยในยุคนี้ แม้แต่ผู้สูงวัย ก็มีหลายคนที่ปรับตัว ช้อปออนไลน์กันเป็นแล้ว

บทเรียนที่ 2 : สุขภาพจิตสำคัญไม่แพ้สุขภาพกาย

ท่ามกลางวิกฤตโรคระบาดนี้เอง ที่ทำให้เราทุกคนตระหนักร่วมกันว่า “สุขภาพจิตสำคัญไม่แพ้สุขภาพกาย” โดยมีประชากรโลกไม่น้อยที่กล่าวว่า แม้ว่าจะไม่ได้ติดโรคโควิด-19 แต่หลายคนมีสภาพจิตใจที่แย่ลงเรื่อยๆ ทั้งจากความกังวล ความหวาดกลัว จากการแพร่ระบาดของโรค ทั้งความทุกข์ของการใช้ชีวิตในยุคที่ข้าวยากหมากแพง บางคนต้องถูกลดเงินเดือน หรือตกงานแบบไม่ได้เตรียมตัว
จนถึงตอนนี้ จากผลสำรวจล่าสุด คนทั่วโลกต่างยอมรับแล้วว่า สุขภาพจิตนั้นสำคัญไม่แพ้สุขภาพกายเลย และหลายคนต่างยอมจ่ายกันมากขึ้นกับอะไรก็ตามที่สร้างความสบายใจให้กับตัวเอง ทั้งอาหาร งานอดิเรก การเดินทางท่องเที่ยว เป็นต้น

บทเรียนที่ 3 : พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เดาทางยาก

นอกเหนือจากกำลังซื้อของผู้บริโภคในสินค้าเพื่อสร้างความรู้สึกปลอดภัยในยุคโรคระบาด ในรูปแบบของ Panic buying หรือการซื้อด้วยความวิตกกังวล แล้ว พฤติกรรมผู้บริโภคในยุคนี้ ยังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วแบบคาดเดาไม่ได้และมักจะยอมเสียเงินให้กับสินค้าพรีเมียมได้ง่ายขึ้นสำหรับลูกค้าที่มีรายได้สูง ทว่า ในภาวะเช่นนี้ ก็แสดงให้เห็นถึง “ความเหลื่อมล้ำ” ของผู้บริโภค ที่มีเส้นแบ่งชัดขึ้น คนที่เคยมีกำลังซื้อ เมื่อเกิดวิกฤตโควิด อาจมีกำลังซื้อลดลง ด้วยเหตุนี้เจ้าของแบรนด์หรือธุรกิจจึงจำเป็นต้องคอยมอนิเตอร์ความผันผวนของพฤติกรรมผู้บริโภคอยู่ตลอด เพื่อปรับสินค้าและบริการให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนไป

บทเรียนที่ 4 : ความเหลื่อมล้ำ ขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ

ผู้เขียนบทความนี้ย้ำอีกครั้งถึงผลกระทบที่วิกฤตโรคระบาดครั้งนี้สร้างไว้ นั่นคือ ความเหลื่อมล้ำของผู้คนในสังคมโลก ที่เกี่ยวข้องทั้งปัจจัยในเรื่อง อายุ เพศ ทัศนคติ ปรัชญาในการดำรงชีวิต โดยผลสำรวจระดับโลกชี้ว่า ความเชื่อของใครหลายคนอาจคิดว่าวิกฤตโรคระบาดครั้งนี้สร้างผลกระทบอันเลวร้ายให้กับกลุ่มผู้สูงวัยมากกว่ากลุ่มคนอายุน้อย แต่ในความเป็นจริง วิกฤตโรคระบาดนี้เป็นตัวขยายให้ช่องว่างระหว่างวัยกว้างขึ้น ขณะเดียวกันส่งผลกระทบอันเลวร้าย สร้างความทรงจำที่ย่ำแย่ให้กับคนวัยหนุ่มสาวมากกว่า
ทว่า ในแง่ดี วิกฤตโรคระบาดนี้ ได้มาปิดช่องว่างและความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึง “ดิจิทัล” ให้แคบลง เพราะผู้สูงวัยสามารถเข้าถึงดิจิทัลเทคโนโลยีกันมากขึ้น ไม่ว่าจะด้วยความจำเป็นที่ต้องใช้ชีวิตในช่วงยามของโรคระบาดนี้ และวิกฤตนี้กลุ่มคนวัยนี้ยังเปิดใจที่จะเรียนรู้การใช้อุปกรณ์ดิจิทัล เพื่อให้ติดต่อ สื่อสาร กับครอบครัวได้มากขึ้นไปโดยปริยายด้วย

บทเรียนที่ 5 : เด็กเกิดน้อยลงเรื่อยๆ เพราะต้องคิดให้หนักขึ้นกับการมีลูกในยุคโรคระบาด

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าวิกฤตโรคระบาดนี้ส่งผลให้อัตราการเกิดของเด็กลดลงไปอีก จากที่โลกต้องเผชิญกับวิกฤตเด็กเกิดใหม่ที่น้อยลงอยู่แล้ว เพราะการมีลูกสักคนในยุคที่โรคระบาดยังไม่ผ่านพ้นนั้น บรรดาพ่อ แม่ ต้องคิด ใคร่ครวญ กันไม่น้อยเลย หลายครอบครัวจึงปรึกษากันว่าจะเลื่อนเวลาที่จะมีลูกไปก่อน รอจนเหตุการณ์การแพร่ระบาดของโรคนี้ผ่านพ้นหรือคลี่คลายไปก่อน
ปรากฎการณ์นี้ไม่ได้ส่งผลแค่โครงสร้างประชากรโลกที่จะเปลี่ยนไปเท่านั้น แต่ทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจ ต่างต้องมองไปยังอนาคต เพื่อหากลยุทธ์ใหม่ ว่าจะพัฒนาและฟื้นฟูประเทศไปอย่างไร ในยุคที่มีคนเกิดน้อยลงเรื่อยๆ และหลายประเทศกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ

บทเรียนที่ 6 : โลกเรากำลังแคบลงเรื่อยๆ

ตั้งแต่เกิดวิกฤตโควิด-19 โลกเราก็ตกอยู่ภายใต้มาตรการล็อคดาวน์ แทบทุกประเทศทั่วโลกต่างปิดประตูใส่กัน ปิดพรมแดนประเทศ ด้วยเหตุผลว่าเป็นมาตรการปลอดภัย ป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งนี่เอง ที่จะทำให้โลกเราแคบลงเรื่อยๆ นั่นส่งผลถึง การค้า การทำธุรกิจ เศรษฐกิจระหว่างประเทศ และในหลายประเทศ ก็หันไปให้ความสำคัญกับนโยบายการสร้างเศรษฐกิจภายในประเทศให้มีความเข้มแข็ง ขยายการผลิตสินค้า เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ และแม้ว่า วิกฤตโควิดนี้จะคลี่คลาย สภาวะและแนวทางที่เปลี่ยนไปนี้ ก็คงจะยังอยู่กับหลายประเทศแน่นอน

ไทม์ไลน์วัคซีนโควิด-19

บทเรียนที่ 7 : การรักษาความน่าเชื่อถือสาธารณะไม่ใช่เรื่องง่าย

ที่ผ่านมา แพทย์ นับเป็นวิชาชีพที่รั้งอยู่ในอันดับต้นๆ ที่ได้รับความเชื่อถือจากผู้คน รองลงมาอาจเป็นวิชาชีพนักวิทยาศาสตร์ หรืออาชีพที่ผู้คนคาดหวังให้มีความน่าเชื่อถืออย่าง นักการเมือง หรือ ผู้บริหารองค์กร ทว่า ทันทีที่วิกฤตโควิดเกิดขึ้น การรักษาความน่าเชื่อถือ ในโมงยามนี้ดูจะเป็นเรื่องไม่ง่ายเลย เพราะ โควิด ทำให้รู้ว่า ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน
แต่อย่างไรก็ดี ในห้วงเวลาที่โรคระบาดยังคงอยู่ ภาคส่วนที่ผู้คนต่างคาดหวังว่าจะเชื่อถือ เชื่อมั่นได้ ก็สมควรเป็นภาครัฐและภาคสาธารณสุข ที่ต้องออกมาตรการซึ่งมีส่วนทำให้ประชาชนได้มั่นใจว่าจะสามารถรับมือกับโรคระบาดนี้ให้ได้อย่างดีที่สุด

ไวรัสโคโรน่า

บทเรียนที่ 8 : ความคาดหวังของประชาชนในประเทศเปลี่ยนไปโดยไม่ได้นัดหมาย

ทันทีที่วิกฤตโควิดส่งผลกระทบต่อผู้คน ความคาดหวังของคนในประเทศก็พุ่งประเด็นมาที่ภาครัฐว่าจะปกป้องเศรษฐกิจ รักษาสังคม ตลอดจนมอบสวัสดิการด้านสุขภาพ ให้ประชาชนอย่างไร จึงจะตอบโจทย์และสร้างความรู้สึกปลอดภัยให้กับคนในชาติ
ขณะที่ประเทศมหาอำนาจ ที่มีความสามารถในการผลิตวัคซีนโควิด ก็ก่อร่างสร้างภาพลักษณ์ของตนในฐานะเป็นผู้ช่วยให้ชาวโลกรอดพ้นจากโรคร้ายนี้ โดยภาพลักษณ์ความเป็นฮีโร่นี้จะติดตัวประเทศเหล่านั้นต่อไปหรือไม่ภายหลังที่วิกฤตนี้คลี่คลายหรือสิ้นสุดลง คำตอบในเรื่องนี้ ก็จำเป็นต้องติดตามกันต่อไปแบบยาวๆ

บทเรียนที่ 9 : จะทำอะไร? จะเดินทางไปที่ไหน? ต้องแบกรับ “ความกลัวและความเสี่ยง” ไปด้วยทุกที่

ในยุคนี้ผู้คนต่างวิตกกังวลและรู้สึกได้ถึงความไม่แน่นอน ในปัจจัยหลักที่ตนเองเคยควบคุมได้ เช่น ความปลอดภัยในสุขภาพ ชีวิต การเงิน ทว่า ตั้งแต่เกิดวิกฤตโควิด พวกเขาควบคุมปัจจัยเหล่านี้ไม่ได้อีกต่อไปเพราะความผันผวนของสถานการณ์การระบาดของโรค ที่ยังไม่มีอะไรจะมาหยุดมันได้
ความกลัวและการใช้ชีวิตที่ไม่มีอิสระเสรีเหมือนเคย เกิดขึ้นในใจของประชากรโลก ตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงสมมุติฐานนี้อย่างชัดเจน คือ การเดินทาง ท่องเที่ยว เพราะการตัดสินใจที่จะเดินทาง นั่นเท่ากับการเปิดรับความเสี่ยงในการติดเชื้อโรคโควิด-19 นั่นเอง

บทเรียนที่ 10 : อนาคตในการมีสิ่งแวดล้อมที่ดีอย่างยั่งยืน ต้องอาศัยผู้นำความเปลี่ยนแปลง

ในระหว่างที่เกิดโรคระบาดไปทั่วโลกนี้ วิกฤตสภาพอากาศ หรือ Climate change ก็ยังดำเนินควบคู่กันไปแบบเส้นขนาน แต่เพียงในบางช่วงที่เราไปโฟกัสกับมาตรการความปลอดภัยเพื่อป้องกันโรคระบาดนั้น เราอาจหลงลืมใส่ใจกับภารกิจกู้โลกจาก Climate change ไปชั่วขณะ
ทั้งที่ ภารกิจการต่อสู้กับวิกฤตสภาวะอากาศที่เปลี่ยนแปลงหรือภาวะโลกร้อน จำเป็นต้องอาศัย “ผู้นำความเปลี่ยนแปลง” ไม่ต่างกับผู้ที่จะมาประกาศตัวสู้กับวิกฤตโรคระบาดครั้งนี้ ดังนั้น ในโอกาสนี้ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคธุรกิจ และภาคประชาชน ต้องไปลืมที่จะมีบทบาทในการช่วยกู้โลกจาก Climate change เช่นกัน เพราะมีงานสำรวจล่าสุด ที่ชี้ว่าในตอนนี้ประชาชนเริ่มปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ในยุค New normal ซึ่งหลายพฤติกรรม ไม่ได้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเท่าไรนัก

อัปเดตบทเรียนหลากหลายที่ได้จากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด

หาคำตอบ COVID จะ End game กลายเป็น ‘โรคประจำถิ่น’…แน่หรือ?

หลังการแพร่ระบาดของสายพันธุ์โอมิครอน ทั่วโลกเห็นพ้องหรือเห็นต่างเรื่องมาตรการรับมือโควิด-19 และบังคับฉีดวัคซีนอย่างไร

มาตรการล็อกดาวน์ อาจไม่ใช่คำตอบคุมการระบาด ‘โอมิครอน’ เศรษฐกิจ ท่องเที่ยว การศึกษา โกออนอย่างไร จึงรัดกุมที่สุด

Previous articleไทยสมายล์บัส พลิกตำนานรถเมล์ไทย
Next articleเรียนรู้จาก นโยบาย Fintech 2025 ของ ฮ่องกง กับอีโคซิสเตมต้นแบบเมืองฟินเทคระดับโลก
mm
เริ่มต้นขีดเขียนในฐานะ สื่อมวลชน กับงานผู้สื่อข่าวประจำกองประชาสัมพันธ์ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ในปี 2546 ก่อนไปหาประสบการณ์ชีวิตที่เมลเบิร์น ออสเตรเลียมา 1 ปี และกลับมายึดอาชีพ “นักเขียน” จริงจัง กับการเป็น กองบรรณาธิการนิตยสารชีวจิต 3 ปี หลังจากนั้นคิดว่าน่าจะเปลี่ยนสายไปทำงานในบริษัท PR agancy ได้ 6 เดือน เมื่อรู้ว่าไม่ถูกจริต เลยออกมาเป็นนักเขียนฟรีแลนซ์ประจำกองบรรณาธิการนิตยสารฟีลกู้ดอย่าง Happy+ อยู่ 1 ปี สัมภาษณ์ทั้งดาราและคนบันดาลใจ ก่อนเข้าสู่ระบบงานประจำอีกครั้งกับนิตยสาร MBA กับการเป็นนักเขียนที่รับผิดชอบในเซคชั่นหลักสูตร MBA ของสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ สั่งสมประสบการณ์อยู่ 3 ปี ก็ได้เวลา Upskill สู่งาน Online content writer ที่ใช้ความชอบและความหลงใหลในการถ่ายทอดเรื่องราวดีๆ ความรู้ใหม่ๆ ในยุค Education 4.0 อุตสาหกรรมทางการแพทย์ ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ และการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์