ปาฐกถาพิเศษ “การสร้างความยั่งยืนให้กับความเป็นไทย” ในการประชุมการขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่ตามแนวพระราชดำริของกระทรวงมหาดไทย ที่เพิ่งจัดไปเร็วๆ นี้ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์เกษม วัฒนชัย องคมนตรี ได้สื่อสารให้เห็นถึงหลักการขับเคลื่อนและพัฒนาตามแนวพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ซึ่งภาครัฐทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็น กระทรวง ทบวง กรม สามารถนำมาปรับใช้เพื่อสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืนให้กับประเทศชาติได้
โดย Facebook : มูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ ได้สรุปใจความสำคัญของการปาฐกถาในโอกาสการประชุมการขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่ตามแนวพระราชดำริของกระทรวงมหาดไทยของ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์เกษม วัฒนชัย องคมนตรี ไว้ในหลากหลายประเด็น ดังนี้
“ปัจจัยหลักที่สร้างลักษณะเฉพาะให้แก่ชนชาติหรือประเทศชาติมี 3 เรื่อง ได้แก่ ประวัติศาสตร์ความเป็นมาของประเทศนั้นๆ รวมถึงวัฒนธรรม และวิถีชีวิตของผู้คน”
“โดยแกนหลักของ 3 เรื่องนี้ จะแตกต่างกันในแต่ละประเทศ และแต่ละชุมชน เป็นไปตามที่ ในหลวง รัชกาลที่ 9 เคยทรงใช้คำว่า “ภูมิสังคม” และในการทำงานด้านการพัฒนานั้น หากใช้ปัจจัยเหล่านี้มาพิจารณา จะทำให้เข้าถึงชุมชนได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น

โดยคำว่า “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” นั้นหมายถึง
“เข้าใจ” กันทั้ง 2 ทาง ทั้งข้าราชการและผู้เข้าไปสนับสนุนส่งเสริมการพัฒนา และชุมชน
“เข้าถึง” ก็คือสามารถเข้าถึงกันได้ทั้งสองทาง ไม่ว่าจะเป็นทางราชการเข้าหาชุมชน หรือชุมชนเข้ามาหาทางการ
หากทำได้ครบทั้ง 2 ทางแล้วถึงจะร่วมกัน “พัฒนา” ได้
ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์เกษม วัฒนชัย กล่าวต่อไปว่า หากย้อนประวัติศาสตร์ไป ประวัติกลุ่มชนไท แบ่งเป็น หนึ่ง ยุคชุมชนก่อนรับศาสนาพุทธ สอง ยุคที่รับศาสนาพุทธแล้วที่เรียกว่า “สยาม” และ สาม ยุคปัจจุบันที่ระบบทุนนิยมเข้ามา มากบ้างน้อยบ้าง เป็น “ยุคชุมชนนิยม”
“โดยอ้างอิงถึงผลการวิจัยเชิงวัฒนธรรมกลุ่มคนไทนอกประเทศไทย โดยศาสตราจารย์ ดร.ฉัตรทิพย์ นาถสุภา ว่า จากกลุ่มคนที่พูดภาษาไท 100 กว่าล้านคน มีกลุ่มหลักอยู่ในประเทศไทย 63 ล้านคน ที่เหลือแบ่งเป็นกลุ่มไทยดำ-ไทยขาว ในสิบสองจุไท ประเทศเวียดนาม, ชาวลาวในประเทศลาว, ชาวไทลื้อในสิบสองปันนา ประเทศจีน, ชาวฉาน หรือไทยใหญ่ ในพม่าและจีน, ชาวอาหม-แคว้นอัสสัม-อินเดีย, ชาวไทจ้วง มณฑลกวางสี ประเทศจีน, และอื่นๆ เช่น ชนกลุ่มน้อยในยูนาน, กุ้ยโจ และไหหลำ”

และต่อมา องคมนตรี อธิบายเพิ่มเติมว่า ดร.ฉัตรทิพย์ ยังได้อ้างงานวิจัยของ รศ.สุรพล นาถะพินธุ ว่า ชาวไทปลูกข้าวกว่า 7,500 ถึง 8,000 ปีมาแล้วทางตอนใต้ของจีน
“โดยเฉพาะการปลูกข้าวนาดำตามแม่น้ำ หนอง บึง ซึ่งเป็นที่ลุ่มมีน้ำท่วมถึง – เกิดเป็น วัฒนธรรมน้ำ, เหมือง, ฝาย, และหลาย (เอาหินก้อนใหญ่หรือดินไปกันน้ำไว้ให้กลายเป็นน้ำวนริน เป็นสาขาของเหมืองที่เข้าไปสู่พื้นที่ทำนาระดับครัวเรือน) เป็นระบบชลประทานชุมชน”
“ซึ่งเรียกได้ว่าเป็น “วัฒนธรรมข้าวกับปลา” ตามที่เรามักจะได้ยินคำพูดทักทาย-ถามไถ่ของคนไทยที่ว่า “กินข้าวกินปลาหรือยัง”
นอกจากนี้ ยังมีความเชื่อด้านพิธีกรรม, ขนบธรรมเนียมประเพณี ได้แก่ “ผี” หรือ วิญญาณบรรพบุรุษขวัญ หรือ จิตวิญญาน และการให้กำลังใจ รวมถึง ระบบผู้เฒ่าผู้แก่ ที่มีชุมชนเป็นหลัก มีผู้เฒ่าผู้แก่ที่ทุกคนเคารพ ทุกปีจะมีการแบ่งที่ดินใหม่เพื่อเป็นการประกันว่าทุกคนจะมีข้าวกินทั้งปี, เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน ที่ในสมัยก่อนเมื่อมี “เมือง” ก็จะมีบ้านบริวารอยู่รอบๆ และผู้ที่ปกครองโดยรวมจะเรียกว่า “เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน” เหล่านี้คือความเป็นไทยที่จับต้องได้

ทว่า ในส่วนของสิ่งที่จับต้องไม่ได้ ในโครงสร้างทางสังคมไทยนั้นมี 3 ระดับที่ควรรักษาไว้และทำให้เข้มแข็งและอบอุ่นเหมือนเดิม จึงจะทำให้เกิดความมั่นคง-ยั่งยืน ได้แก่
ระดับครอบครัว (=เรือน/เฮือน) และตระกูล มีความกตัญญูรู้คุณ และรู้จักการตอบแทนคุณท่าน มีความเป็นพี่น้องกัน รักในสายเลือดเดียวกัน
ระดับชุมชนเข้มแข็ง (=หมู่บ้าน/บ้าน) เป็นชุมชน ปลูกข้าว-ปลูกผัก-ล่าสัตว์-เลี้ยงสัตว์ มีความมีน้ำใจต่อการมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กัน
ระดับเมือง (เมืองเอก-เมืองหลวง-เวียง-เชียง) เจ้าฟ้า-เจ้าแผ่นดิน มีความจงรักภักดี มีความสามัคคีของชนเผ่าไท
นอกจากนั้น องคมนตรี ได้เสนอหลักคิดและแนวปฏิบัติเพื่อความยั่งยืน 3 ประการ ได้แก่
หนึ่ง : ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่ในหลวง รัชกาลที่ 9 พระราชทานให้คนไทยตั้งแต่ พ.ศ. 2540
และชาวต่างชาติได้ยอมรับแล้วว่าเป็นทฤษฎีเพื่อความยั่งยืน และเป็นแนวคิดเพื่อรับมือหรือแก้วิกฤตได้อย่างสัมฤทธิ์ผล (resilience) โดยได้อ้างอิงถึง พระปฐมบรมราชโองการ “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรมเพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” เมื่อวันที่ 5 พ.ค. 2493 และเสนอว่าหากคนไทยโดยเฉพาะคนที่เป็นข้าราชการอยากดำเนินตามรอยพระยุคลบาทต่อไปให้คิดว่า ตำแหน่ง คือโอกาสที่ได้ตอบแทนบุญคุณของบ้านเมืองและประชาชน

นอกจากนี้องคมนตรียังได้อ้างอิงถึง พระบรมราโชวาทพระราชทานสามัคคีสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์เพื่อเชิญไปอ่านในการประชุมใหญ่ประจำปีครั้งที่ 56
วันที่ 2 ถึง 10 สิงหาคม 2512 ความว่า
“ความสามัคคีและความถือตัวว่าเป็นไทยเป็นสมบัติมีค่าสูงสุดเพราะเป็นมรดกที่เราได้ศึกษาจากบรรพบุรุษและเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เราดำรงประเทศชาติและเอกราชสืบมาได้ทุกคนจะต้องรักษาความเป็นไทยและความสามัคคีนี้ไว้ให้มั่นคง” อันหมายถึงว่าให้คนไทยรักษาไว้ซึ่ง “ความเป็นไทย” และมี “ความสามัคคี” กันด้วย
รวมถึง พระราชดำรัสของในหลวง รัชกาลที่ 9 ในโอกาสเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมโครงการที่โรงเรียนร่มเกล้า บ้านคลองทราย อำเภอวัฒนานคร จังหวัดปราจีนบุรี เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2524 ความว่า
“…การพัฒนานี้ก็ต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจทั้งสองอย่างคือจิตใจที่หวงแหนที่ดินทำกินของเรา หวงแหนพื้นแผ่นดินของเรา และจิตใจที่จะต้องช่วยเหลือกันทุกคนเป็นสมาชิกของประเทศคือชาวไทยทุกคน…”
และ การ “ช่วยกันสร้างคนดีให้แก่บ้านเมือง” ที่ได้เคยมีพระราชดำรัสไว้ว่า “การสร้างคนดีนั้นเป็นเรื่องที่ยากและยาวแต่ก็ต้องทำ ขอให้ถือเป็นหน้าที่”
นอกจากนี้ องคมนตรีได้อธิบายว่า คนดีของพ่อหลวง คือ คนที่พึ่งตนเองได้ ใน 3 ด้าน ได้แก่ การพึ่งตนเองด้านจิตใจ (Spiritual self dependence) มีจิตใจเข้มแข็งมีจิตสำนึกที่ดีสร้างสรรค์ให้ตนเองและส่วนรวม เช่น เรื่องเด็กและเยาวชนกับการใช้สื่อโซเชียลมีเดียในปัจจุบัน เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ทุกคนต้องช่วยกัน, การพึ่งตนเองด้านสังคม มีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กัน, และการพึ่งตนเองด้านเศรษฐกิจ มุ่งลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ยึดหลักพออยู่พอกินพอใช้อยู่ได้ด้วยตนเองในระดับพื้นฐาน
ขณะที่ ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงยังเป็น
แนวทางการดำรงอยู่และปฏิบัติของประชาชนในทุกระดับตั้งแต่ระดับครอบครัวและระดับชุมชนจนถึงระดับรัฐ
เป็นทางสายกลาง
มีหลักสำคัญ คือ ความพอประมาณ, มีเหตุผล และไม่กระทบต่อภูมิคุ้มกัน
ทั้งนี้ เงื่อนไขก่อนนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ ประกอบด้วย
1) การฝึกฝนจิตใจให้มีคุณธรรมซื่อสัตย์สุจริต (training of moral code – honesty)
2) การรู้จริง ใช้ความรู้ทั้งขั้นวางแผนและขั้นปฏิบัติ (knowledgeable in planning and execution)
3) มีความขยันอดทนรอบคอบ (diligence – patience – thoughtfulness)
สอง : SDG 17 ข้อ ที่สหประชาชาติกำหนดเป็นแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนเป็นเวลา 15 ปี
ในช่วง ค.ศ. 2016 ถึง 2031 โดยให้แต่ละประเทศวิเคราะห์เองว่าต้องการพัฒนาด้านไหนมากน้อยต่างกันในแต่ละข้อ
สาม : ESG (Environment, Social, Governance) 3 ปัจจัยหลักที่จำแนกมาจาก SDGs เพื่อความยั่งยืน คือ
ปัจจัยสิ่งแวดล้อม (Environmental factors)
ปัจจัยด้านคนและสังคม (Social factors) และ
ปัจจัยด้านธรรมาภิบาล (Governance factors)
โดยองคมนตรีกล่าวว่า “นิยามของความยั่งยืน คือ การที่คนในยุคปัจจุบันใช้ทรัพยากรเพื่อความอยู่ดีกินดีของตนเอง และยังรักษาทรัพยากรเพื่อเหลือไว้ให้ลูกหลานได้สามารถใช้ทรัพยากรสร้างความอยู่ดีกินดีของเขาได้ด้วยในอนาคตได้ด้วย”
สร้างแรงบันดาลใจต่อ กับบทความบอกเล่าเรื่องราวของคนบันดาลใจต่อไปนี้
ติช นัท ฮันห์ ผู้ส่งสาส์นคำสอนนิกายเซน “สร้างสติตื่นรู้” ให้แก่ชาวโลก
Lean Operation & นโยบายความเป็นส่วนตัว ผลงานลบคำสบประมาทในรอบ 10 ปี ของ Tim Cook












