แม้ว่าสถานการณ์โรคระบาดจะยังไม่คลี่คลาย จนทำให้การเดินทางท่องเที่ยวตอนนี้ต้องสะดุดไปชั่วคราว แต่ผู้ประกอบการท่องเที่ยวสามารถใช้ช่วงเวลานี้เตรียมตัว และถอดบทเรียนจากสถานการณ์ในอดีต เพื่อวางแผน Reopening อีกครั้ง เมื่อวิกฤตการณ์เริ่มคลี่คลาย
และเพื่อเป็นแนวทางให้กับผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว ศูนย์พัฒนาวิชาการด้านตลาดการท่องเที่ยว (TAT Academy) จึงจัดเสวนาออนไลน์ขึ้นในหัวข้อ “ปลุกการท่องเที่ยวไทยให้ปัง ! หลัง Reopening” เพื่อแนะแนวทางในการเตรียมความพร้อมทำตลาดและอัปเดตพฤติกรรมของนักท่องเที่ยว หลังเปิดประเทศอีกครั้ง โดยหนึ่งในวิทยากรของงานนี้มี ยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย มาบรรยายในหัวข้อเดียวกันชื่องานเสวนา
อัปเดต ความพยายาม Reopening เพื่อปลุกการท่องเที่ยวไทยให้ฟื้นคืนชีพ
ก่อนเริ่มต้นบรรยายข้อมูลที่น่าสนใจในหลายประเด็นที่จะช่วย ปลุกการท่องเที่ยวไทยให้ปัง ! หลัง Reopening อย่างที่หัวข้อการเสวนาครั้งนี้กำหนด คุณยุทธศักดิ์ ได้อัปเดต เรื่องราวการเปิดประเทศที่ผ่านมาของไทย ซึ่งเป็นความพยายามเพื่อฟื้นภาคการท่องเที่ยวไทย ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตโรคระบาดมานานให้มีรายได้เพิ่มขึ้น
“ดังรายงานข่าวที่ผ่านมา หลายคนอาจทราบว่าจริงๆรัฐบาลมีความประสงค์ที่อยากเปิดประเทศ หรือ Reopening มานานแล้ว โดยเราเริ่มจาก ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ ก่อน เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2564 เป็นต้นมา และต่อมาก็มีการเปิดในส่วนของหมู่เกาะทะเลใต้อย่าง เกาะสมุย เกาะพงัน และเกาะเต่า และต่อมา ในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2564 ก็มีการดำเนินการเปิดประเทศตามนโยบายของท่านนายกรัฐมนตรีอีก”
“เหตุผลเบื้องหลังของทุกมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวนี้ ก็เนื่องจากเราตระหนักดีว่าวิกฤตโรคระบาดครั้งนี้ส่งผลอย่างรุนแรงกับภาคการท่องเที่ยวของไทย เพราะเมื่อเทียบในปี 2562 ก่อนที่การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 จะเข้ามานั้น ประเทศไทยมีรายได้จากการท่องเที่ยวสูงมาก ถึง 3 ล้านล้านบาท แต่ในช่วงที่เกิดวิกฤตโควิดนี้ ลดลงอย่างน่าใจหายในระดับ 3 แสนล้านบาทเท่านั้น”
“ในเวลานี้คงไม่ใช่เวลาที่จะพูดว่า ใครสูญเสียมากน้อยขนาดไหน แต่อยากให้มองไปในอนาคตมากกว่าหลังจากที่เรา Reopening แล้ว จะดำเนินนโยบาย มาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างไรกันต่อไป”
“แต่ในตอนนี้ สิ่งที่ผมยืนยันกับทุกคนได้ คือ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยน่าจะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว ดังที่ได้กล่าวว่า ปี 2564 ที่ผ่านมา เราเหลือมูลค่าในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว 3 แสนกว่าล้านบาท โดยเราเชื่อว่าในปี 2565 น่าจะมีรายได้ในส่วนนี้เข้ามาเพิ่ม ซึ่งเป็นสิ่งที่เราต้องติดตามไปในอนาคต”
“และทาง ททท. ได้ตั้งเป้าหมายรายได้ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในปี 2565 ไว้ 1.49 ล้านล้านบาท ส่วนจำนวนคน เราคาดหวังว่าจะมีคนเข้ามาท่องเที่ยวสัก 20 ล้านคน ซึ่งเท่ากับ 80 เปอร์เซ็นต์ของปี 2562 ที่มีคนเข้ามา 39.8 ล้านคน ดังนั้นนี่แสดงให้เห็นว่า นโยบายการท่องเที่ยวของไทยต่อจากนี้ไปจะเน้นในเชิงคุณภาพมากขึ้น”
“ช่วงเวลาจากนี้ไป จึงเป็นช่วงที่เราจะฟื้นตัวกลับมา หลังจากที่เรา Reopening โดยตั้งเป้าหมายสร้างรายได้จากภาคการท่องเที่ยวให้ได้ 80 % ของรายได้ในปี 2562 ภายในปี 2566”
“พลิกโฉมการท่องเที่ยวไทย” โจทย์ใหญ่ที่ต้องทำ เพื่อให้การท่องเที่ยวของไทย ปัง! หลังเปิดประเทศ
ดังนั้น โจทย์ที่สำคัญในตอนนี้ของการฟื้นฟูการท่องเที่ยวของไทย คือ “เราจะพลิกโฉมประเทศไทยอย่างไร?” ผู้ว่าการ ททท. เน้นย้ำ ถึงประเด็นที่จะกล่าวต่อเพื่อตอบคำถามในประเด็นนี้
“จากเดิมที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวเยอะมาก ก่อนจะเกิดวิกฤตโควิด-19 แน่นอนว่า เม็ดเงินที่ได้จากการท่องเที่ยวนั้นมีชัดเจน แล้วรายได้ประเทศที่มาจากการท่องเที่ยวก็คิดเป็น 18-20 เปอร์เซ็นต์ ของ GDP ของประเทศ แต่หลังจากนี้ไป เราเชื่อว่าทุกอย่างจะกลับมาสู่จุด Set Zero หรือจุดเริ่มต้นใหม่กันหมด”
“โดยทุกประเทศหันมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาในเชิงคุณภาพมากขึ้นในทุกภาคส่วน และโจทย์สำคัญของการพัฒนาภาคการท่องเที่ยวไทยต่อจากนี้ไป คือ ทำอย่างไรที่เราจะเปลี่ยนแปลงห่วงโซ่อุปทาน ที่มีปัญหาในหลายพื้นที่ เช่น มีการสร้างโรงแรมเพิ่มจำนวนมาก และสินค้า บริการ ด้านการท่องเที่ยวที่ประเทศไทยเคยมีอยู่ก็อาจไม่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพ ที่ททท. อยากนำเข้ามาจากนี้เป็นต้นไป”
“ด้วยเหตุนี้ เราอาจต้องพัฒนาผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวที่จะมาตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่จะเข้ามาเดินทางท่องเที่ยวในไทยในยุค Post-covid ต่อไป ดังนั้นทิศทางการท่องเที่ยวไทยจากนี้ไปจึงมุ่งตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไป และต้องเน้นย้ำว่าเราจะให้ความสำคัญกับ “การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ” เป็นหลัก”
“และเราตระหนักดีว่า การพัฒนาการท่องเที่ยวไทยจากนี้ เราจะต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาให้เกิดประสิทธิผลอย่างเป็นรูปธรรม เพราะฉะนั้นในการยกระดับห่วงโซ่อุปทาน เราจึงจำเป็นต้องสร้าง Tourism Business Ecosystem ขึ้นมาใหม่ ซึ่งนี่เป็นอนาคตการท่องเที่ยวที่จะตอบสนอง การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพได้ โดยสิ่งที่จะดำเนินการ คือ
หนึ่ง : เปลี่ยนสินค้าการท่องเที่ยวจากเดิมที่มีรูปแบบที่ตายตัว ไม่ยืดหยุ่น แน่นอนว่าแต่เดิมเราเน้นเรื่อง Product centric คือโฟกัสว่าผลิตภัณฑ์นั้นซื้อไปเป็นที่ระลึกอย่างเดียว แต่ตอนนี้ เราต้องเปลี่ยนให้ผลิตภัณฑ์นั้น ออกแบบมาโดยเน้นเรื่อง Customer centric คือ ให้ความสำคัญว่าผลิตภัณฑ์นั้นต้องตอบโจทย์ความต้องการของนักท่องเที่ยวมากกว่า
สอง : จากที่เคยนับจำนวนคนรายหัว ว่ามีนักท่องเที่ยวเข้ามาเท่าไร จับจ่ายใช้สอยไปเท่าไร หรือเป็นแบบ Mass marketing ก็ต้องเปลี่ยนแปลงไป เพราะที่ผ่านมาเราพึ่งพานักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่เพียงไม่กี่กลุ่ม ทำให้เกิดความเสี่ยงสูงในการสูญเสียรายได้ เมื่อเกิดเหตุการณ์วิกฤตอย่างช่วงโควิดที่ผ่านมา และต้องยอมรับว่า ที่ผ่านมาก่อนเกิดโควิด เราก็เปิดรับนักท่องเที่ยวซึ่งเป็นกลุ่มที่ไม่ได้มาใช้จ่ายในไทยสูงมากนัก
ดังนั้น ต่อจากนี้เราจึงต้องมองหานักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพ มีศักยภาพในการใช้จ่ายสูง ควบคู่กับสร้างการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน เพราะฉะนั้น จาก Mass Tourism ต้องเปลี่ยนมาเป็น การสร้าง Experienced Tourism เพราะเมื่อนักท่องเที่ยวที่เข้ามา เขาได้รับประสบการณ์ดีๆกลับไป อย่างที่เขาคาดว่าจะได้รับ เราเชื่อว่าเขายินดีจะจ่ายไม่ว่าจะเป็นราคาเท่าไร
นี่เป็นสาเหตุว่า เราต้องเน้นการสร้างประสบการณ์ที่นักท่องเที่ยวจะได้รับจากการไปซื้อสินค้า บริการจากการท่องเที่ยวนั้นด้วย แทนที่จะได้รับจากการเดินทางไปท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว เน้นทำในเรื่องของ Story telling ให้มากขึ้น อยากมา อยากเที่ยว อยากใช้จ่าย มากขึ้น
สาม : การจับมือ ทำงานร่วมกัน ในทุกภาคส่วน เราต้องยอมรับว่าที่ผ่านมา เราทำงานกันแบบรับผิดชอบหน้าที่หน่วยงานใครหน่วยงานมัน เป็นไซโลหรือเบี้ยหัวแตกบ้าง แต่ต่อจากนี้ เราต้องมองข้ามชอตไปว่า ทำอย่างไร ถึงจะได้เห็นผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งภายในและภายนอก มาร่วมมือกันในลักษณะของ Collaboration หรือการสร้างเครือข่ายระหว่างภาครัฐและเอกชนมากขึ้น ด้วยจุดหมายเดียวกัน คือ ทำอย่างไรให้การท่องเที่ยวไทยนั้นฟื้นฟูกลับมา
Keywords ช่วยชีวิต ต่อลมหายใจให้การท่องเที่ยวไทย กลับมาบูมอีกครั้ง
มาถึง Keywords สำคัญ ที่ ผู้ว่าการ ททท. เน้นย้ำว่า จะช่วยนำทางให้เกิดการพัฒนาการท่องเที่ยวไทย หลัง Reopening ได้แบบไม่หลงทาง
“ต่อมา มี Keywords บางคำที่จะทำให้การท่องเที่ยวไทยนั้นปังได้อย่างที่คาดหวัง คำนั้นก็คือ Value over Volume (VoV) หรือคุณค่าที่มากกว่าจำนวน โดย Value ในที่นี้ มาในรูปแบบของ การใช้จ่าย จำนวนเงิน อย่างที่เกริ่นไปว่า เราต้องการคนที่มีศักยภาพในการใช้จ่ายสูง อย่างที่กล่าวไป เราอยากเห็นการใช้จ่ายในภาคการท่องเที่ยวที่กระจายลงไปในเศรษฐกิจฐานรากมากขึ้น เช่น การท่องเที่ยวชุมชน การท่องเที่ยวที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยขอให้เกิดความสมดุลใน เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม”
“ส่วนความหมายของ Value อีกส่วนหนึ่ง คือ ประสบการณ์ที่เขาจะได้รับ ดังนั้น เราต้องการแสวงหานักท่องเที่ยวที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ที่จะได้รับ ไม่ใช่แค่มา แล้วมองหาแต่สินค้าราคาถูก ไม่ได้ใช้จ่ายอะไร ดังนั้น กลยุทธ์ที่ต้องเปลี่ยนและต้องทำ คือ
ขยายตลาดนักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพสูง ที่มุ่งเน้นคุณค่าของประสบการณ์เหนือราคา
จัดการพื้นที่เพื่อการท่องเที่ยวที่ปลอดภัย สร้างประสบการณ์ที่แตกต่าง มีคุณค่า น่าประทับใจ
ต่อจากนี้ไป แนวคิดของผู้ประกอบการ ที่คิดแค่ว่า มีอะไรก็เอาออกมาขาย หรือ Make and sale เป็นแนวคิด หรือ Paradigm เก่าไปแล้ว ต้องมีการปรับเปลี่ยนเป็น Sent and Respond มากขึ้น คือ ต้องแสวงหานวัตกรรมหรือโซลูชันให้ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวให้ได้
ททท. ยุคใหม่ กับการเปิดกว้าง ร่วมมือกับทุกฝ่าย เพื่อเป้าหมายเดียวกัน
ขณะเดียวกัน ด้าน Demand side ผู้ว่าการ ททท. สื่อสารแบบตรงไปตรงมาว่า “ยินดีที่จะทำงานร่วมกับทุกคน โดยเฉพาะเพื่อจุดประสงค์ ดังนี้”
เพิ่มสัดส่วนนักท่องเที่ยวคุณภาพ คนที่มีรายได้สูง เพื่อยกระดับให้การท่องเที่ยวไทยมีรายได้เข้ามาที่สูงขึ้น
แบ่ง Segment หรือกลุ่มลูกค้า และทำการตลาดให้ตรงกับ Segment หรือกลุ่มลูกค้านั้นๆ
เน้นการทำการตลาดด้วยเทคโนโลยี และ Storytelling ซึ่งจะมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลมากกว่า
พัฒนาระบบนิเวศที่เอื้อต่อการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ
สนับสนุนการท่องเที่ยวที่หลากหลาย ไม่กระจุกตัว เช่น การท่องเที่ยวในพื้นที่เมืองรอง การส่งเสริมให้คนไปเที่ยวในวันธรรมดามากขึ้น หรือ การท่องเที่ยวในเชิงสร้างสรรค์และนวัตกรรม การท่องเที่ยวในเชิงการประชุมและสัมมนา เหล่านี้มีส่วนทำให้ที่ท่องเที่ยวต่างๆไม่กระจุกตัว
ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เป็นการต่อยอดการควบคุมโรคระบาดที่ไทยทำได้ดี ความพร้อมในเรื่องของโรงพยาบาลและบุคลากรการแพทย์ของไทยที่เก่ง บวกกับความโดดเด่นในเรื่องบุคลิกคนไทย หรือ Thai Hospitality
“ที่ผ่านมา เราต้องยอมรับว่าการท่องเที่ยวสร้างรายได้เข้าประเทศเราสูงจริง ในช่วงก่อนโควิดจะมา ทว่า สิ่งที่เราต้องแลกมาคือ การท่องเที่ยวแบบ Mass tourism นั้น ทำให้สภาพแวดล้อม ระบบนิเวศ ของสถานที่ท่องเที่ยวนั้น เสียหายไปอย่างมาก และเมื่อมีการท่องเที่ยวแบบ Mass เข้ามา ก็มีส่วนทำให้ นักท่องเที่ยวคุณภาพ นั้น ไม่อยากเดินทางมาท่องเที่ยวที่เมืองไทย”
“ดังนั้น ในโอกาสนี้ เราจึงควรหาโอกาส ปรับปรุง เปลี่ยนแปลง การท่องเที่ยวไทย ให้เป็นอย่างที่ควรจะเป็น มุ่งสู่การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ นี่น่าจะเป็นทางรอดของการท่องเที่ยวไทยยุคนี้ ซึ่งถ้าเราไม่ทำ การท่องเที่ยวของเราคงไม่ปังอย่างที่เราต้องการจะเห็น” ผู้ว่าการ ททท. กล่าวสรุป
เรื่องราวของการวางกลยุทธ์เพื่อปลุกการท่องเที่ยวไทยให้ปัง หลัง Reopening ยังไม่จบ เพราะจากที่ ผู้ว่าการ ททท. เน้นย้ำว่า ทางรอดของการท่องเที่ยวไทย คือ ต้องปรับให้เป็น การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพนั้น ในตอนต่อไป จะต้องไปดูว่า แล้ว นักท่องเที่ยวคุณภาพ ที่ควรมองหาและเจาะกลุ่มลูกค้านี้ คือใคร? และประเทศไทยจะสร้างระบบนิเวศการท่องเที่ยวให้มีความยั่งยืนได้อย่างไร? รอติดตามกันต่อได้เลย
หลากหลายไอเดีย พลิกฟื้นภาคอุตสาหกรรมไทย ให้โดดเด่นอีกครั้ง หลังโควิดคลี่คลาย
เจาะกลยุทธ์ ติดเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่ อุตสาหกรรมอวกาศ ให้ก้าวไกลบนเวทีโลก
จุดพลังซื้อ ตลาดกลุ่ม YOLD ให้ติด เพื่อดัน ‘อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ’ ให้โตแบบไร้ขีดจำกัด
รู้จักก่อนเปิดตัว ‘ศูนย์ SMC สวทช.’ @ EECi ตอบโจทย์การผลิตยุคใหม่ เดินหน้าอุตสาหกรรมเป้าหมาย 4.0


















