ย้อนตำนาน The St. Valentine’s Day Massacre ในยุค Metaverse

MetaVerse มีที่มาจาก 2 ศัพท์คือ Meta คำในภาษากรีกที่แปลว่า “เหนือกว่า” หรือ Beyond และ Universe ที่หมายถึง “จักรวาล”

เมื่อรวมกันแล้ว MetaVerse จึงแปลว่า “จักรวาลที่ไร้ขอบเขต” หรือ “โลกคู่ขนาน” นั่นเอง
อธิบายง่ายๆ ก็คือ MetaVerse จะเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่าง “โลกแห่งความเป็นจริง” กับ “โลกเสมือนจริง”
ที่สามารถประสมประสานวัตถุรอบตัว และสภาพแวดล้อมให้เชื่อมต่อกันเป็นหนึ่งเดียวผ่าน Technology นั่นเอง
จุดมุ่งหมายของ MetaVerse คือการสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้คนในรูปแบบกิจกรรมหลากหลาย
ที่ทุกอย่างซึ่งเกิดขึ้น จะเหมือนเหตการณ์ใน “โลกแห่งความเป็นจริง” ผ่านระบบ Internet ความเร็วสูง หรือ 5G

ร่วมด้วย AR หรือ Augmented Reality แบบเกม Pokémon ที่สามารถสร้างตัวละคร Avatar เหมือนเราใน “โลกแห่งความเป็นจริง”
ผ่าน “แว่นตาอัจฉริยะ” หรือ Ray-Ban Smart Glasses ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ของ Facebook ที่ร่วมมือกับ Ray-Ban ใน Ecosystem เดียวกัน
และ VR หรือ Virtual Reality การจำลองภาพเสมือนจริงแบบ 360 องศา ผ่านการใช้งานแว่น Oculus VR
ที่จะสร้างภาพ 3 มิติ แบบ 360 องศา รองรับการใช้งานเต็มรูปแบบ หรือ Fully Immerse
และแม้ว่า จะการใช้งาน MetaVerse ผ่านอุปกรณ์ธรรมดาๆ อย่าง PC Tablet หรือ Smart Phone ก็สามารถสัมผัสกับ MetaVerse ได้เช่นกัน แม้จะไม่ตื่นตาตื่นใจเท่ากับ AR และ VR ก็ตาม
การผสมผสานอุปกรณ์ต่างๆ ที่กล่าวมา อยู่ภายใต้แนวคิดหลักของ MetaVerse นั่นคือ การเชื่อมโยงอย่าง “ไร้รอยต่อ”
ระหว่าง “โลกแห่งความเป็นจริง” กับ “โลกเสมือนจริง” หรือ MetaVerse นั่นเอง
และเมื่อเร็วๆ นี้ ได้มีการเปิดตัว Augmented Reality หรือ AR ต้อนรับ “วันวาเลนไทน์”
เป็น AR สุดตื่นเต้นในยุค Metaverse อย่างแท้จริงครับ!!!

นั่นคือ การย้อนตำนาน “วาเลนไทน์เศร้า” เพื่อบอกเล่าเรื่องราว “โศกนาฏกรรมครั้งใหญ่” ของ Chicago
โครงการนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง John Russick รองประธาน “พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ Chicago” หรือ Chicago History Museum
กับรองศาสตราจารย์ ดร. Alan Rhodes ผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารด้วยภาพจาก School of the Art Institute of Chicago
ที่ได้ร่วมกันเปิดตัว The Chicago 00 Project มีวัตถุประสงค์เพื่อแบ่งปันสื่อสาธารณะแนวใหม่ ผ่าน Video และ Application แบบ “เสมือนจริง” หรือ AR
ตั้งชื่อไว้ว่า “การสังหารหมู่ในวันวาเลนไทน์ที่น่าอับอายในปี ค.ศ. 1929”
The Chicago 00 Project เป็นโครงการเก็บรักษา รวมถึงผยแพร่โบราณวัตถุ และรูปภาพทางประวัติศาสตร์ จากที่จัดเก็บถาวรของ “พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ Chicago” เพื่อบอกเล่าเรื่องราวที่สำคัญ
แม้ว่า เรื่องราวเหล่านั้น มันจะน่า “สยดสยอง” เพียงไรก็ตาม!
เหตุการณ์ดังกล่าวมีชื่อว่า “การสังหารหมู่ในวันวาเลนไทน์”
“การสังหารหมู่ในวันวาเลนไทน์ที่น่าอับอายในปี ค.ศ. 1929” เกิดขึ้นจากแก๊งสเตอร์ ที่ได้รับคำสั่งจาก “อัล คาโปน” หัวหน้าแก๊งฝั่งใต้
ให้ “สังหารหมู่” สมาชิกแก๊งฝั่งเหนือของ “จอร์จ “บักส์” มอแรน”
โดยเหตุการณ์ดังกล่าว คือตำนานที่ใช้เป็นเบื้องหลังสำคัญในภาพยนตร์เรื่อง The St. Valentine’s Day Massacre ของ “โรเจอร์ คอร์แมน” ที่ออกฉายในปี ค.ศ. 1967

“เหตุการณ์นี้ เกิดขึ้นในช่วงเวลาปลายทศวรรษที่ 1920” John Russick รองประธาน “พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ Chicago” กระชุ่น
“มันเป็นยุคที่แก๊งสเตอร์ครองเมือง Chicago อย่างแท้จริง” John Russick กล่าว และว่า
“ทางการต้องการให้การบังคับใช้กฎหมายมีความแข็งกร้าว ส่งผลให้ตำรวจ เริ่มใช้มาตรการที่หนักหน่วงพวกแก๊งสเตอร์” John Russick สรุป
The Chicago 00 Project ใช้องค์ประกอบหลัก 3 ส่วนเพื่อทำให้เรื่องราวมีชีวิตชีวา
  • 1. คือเรื่องราวบน Website ของ Chicago00.org
  • 2. คือภาพถ่ายในอดีตของวันนั้น ที่ถูกจัดวางเป็นชั้นๆ ร่วมกับ Google Street View
  • 3. คือ Video Footage ที่นำเสนอในสไตล์สารคดีสั้น ซึ่งผนวกด้วยเนื้อหาเพิ่มเติมจาก “หอจดหมายเหตุ” ของ “พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ Chicago”
ไม่ว่าจะเป็น “รายงานการชันสูตรพลิกศพ” หรือ “หน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์”
The Chicago 00 Project เปิดตัวพร้อมกับ AR หนึ่งในฐานะเครื่องมือสำคัญของยุค MetaVerse
โดยนำเสนอ “ประสบการณ์เสมือนจริง” ที่อัดแน่นไปด้วยเนื้อหาจากเหตุการณ์จริง
ซึ่งผู้เยี่ยมชม สามารถสัมผัสสถานที่เกิดเหตุ คือ “สวนสาธารณะลินคอล์น” ซึ่งปัจจุบันเป็นพื้นที่ว่างเล็กๆ บริเวณ 2122 ถนน N. Clark St.

โดยคนที่สนใจ สามารถเรียกดูเอกสารทางประวัติศาสตร์ และภาพถ่าย ผ่านสมาร์ทโฟนได้ด้วยการดาวน์โหลดแอพ Chicago00
“แก่นแท้ของเหตุการณ์นี้ คือสิ่งที่เราต้องการนำเสนอ” John Russick ระบุ
“ผ่านกลวิธี และเครื่องมือที่ทรงพลังในยุค MetaVerse คือ Augmented Reality เพื่อให้คนรุ่นใหม่ ได้มีส่วนร่วมกับประวัติศาสตร์” John Russick กล่าว และว่า
“ประวัติศาสตร์ครั้งนั้น เกิดขึ้นไปทั่วทั้งเมือง Chicago และนี่ก็คือวิธีการเติมชีวิตชีวาให้กับคอลเล็กชั่นอันทรงพลังของเรา” John Russick ทิ้งท้าย
“แน่นอนว่า การค้นหาวิธีใหม่ๆ จะชักชวนให้ผู้คนได้เรียนรู้เกี่ยวกับอดีตของเมือง และอาจส่งผลต่อความรู้สึกนึกคิดของพวกเขาได้ไม่มากก็น้อย” รองศาสตราจารย์ ดร. Alan Rhodes กล่าวเสริม
“ผมคิดว่า ประวัติศาสตร์ช่วยให้เราเข้าใจ ว่าอะไรคือวิธีตอบสนองที่เหมาะสมสำหรับแต่ละเหตุการณ์” รองศาสตราจารย์ ดร. Alan Rhodes กล่าว และว่า
“อย่างน้อย ก็อาจช่วยให้เราความเยือกเย็นขึ้น” รองศาสตราจารย์ ดร. Alan Rhodes สรุป
John Russick และ รองศาสตราจารย์ ดร. Alan Rhodes วางแผนที่จะผลิต AR อื่นๆ ที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของ Chicago ต่อไปเรื่อยๆ
“เรากำลังจินตนาการว่า ผมทั้งสองคนจะอยู่ใน AR ในอนาคตบ้าง” รองศาสตราจารย์ ดร. Alan Rhodes ทิ้งท้าย