จากนี้ไปเราจะ ‘อยู่กับโควิด’ อย่างไร? คำถามที่ตอบได้ด้วย 3 ประเด็นอัปเดตต่อไปนี้

การแพร่เชื้อไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน ที่มาระบาดเป็นสายพันธุ์หลักแทนที่สายพันธุ์เดลต้า นับเป็นตัวเปลี่ยนเกม หรือ Game changer ที่กำลังทำให้ โรคโควิด-19 เป็น “โรคประจำถิ่น” เนื่องจากการระบาดของเชื้อโอมิครอนที่รวดเร็วก็จริง แต่ผู้ติดเชื้อมีอาการไม่รุนแรงเท่าเชื้อไวรัสโควิด “เดลต้า” รวมถึงล่าสุดที่กระทรวงสาธารณสุข ประกาศยกเลิกการกำหนดให้ผู้ป่วยโรคโควิด-19 เป็นผู้ป่วยฉุกเฉิน ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2565 ซึ่งส่งผลต่อการปรับเกณฑ์การเบิกค่าใช้จ่ายในระบบสาธารณสุขหลายรายการ รวมถึงหลักเกณฑ์เคลมประกันโควิดที่จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป และเหล่านี้คือสาเหตุที่เราต้องเปิดรับข้อมูลกันใหม่แล้วว่าต่อไปเราจะ ‘อยู่กับโควิด’ อย่างไร?

ทั้งนี้ ประเด็นที่เกี่ยวข้องและจะมาตอบคำถามว่า เราจะ อยู่กับโควิด อย่างไร? นั้น ประกอบอยู่ใน 4 ประเด็น ที่เราได้ไปหาข้อมูลมาสรุปให้ฟังง่ายๆ กัน

‘อยู่กับโควิด’ อย่างไร? เมื่อยกเลิกผู้ป่วยวิกฤตฉุกเฉิน (UCEP COVID-19)

สำหรับนิยามของ ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต หรือ สิทธิ UCEP (Universal Coverage for Emergency Patients) ที่สามารถเข้ารับการรักษาได้ในสถานพยาบาลทุกแห่ง คือ สิทธิการรักษาผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต สามารถเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลทุกแห่งที่ใกล้ที่สุดได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นรพ.ตามสิทธิที่ตัวเองมีอยู่ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย จนพ้นวิกฤตและสามารถคลื่อนย้ายได้อย่างปลอดภัย แต่ไม่เกิน 72 ชั่วโมง
แต่หลังการประชุม ศบค. ในวันที่ 11 ก.พ. 65 ที่ผ่านมา อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า เตรียมจะออกประกาศกระทรวงสาธารณสุข ยกเลิกการกำหนดให้ผู้ป่วยโรคโควิด-19 เป็นผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต หรือ มีสิทธิ UCEP ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2565
รวมถึงกำหนดค่าตรวจหาเชื้อที่ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จะจ่ายชดเชยให้สถานพยาบาล โดยหากใช้วิธี RT-PCR จะอยู่ที่ 900 บาท และ 1,100 บาท ขึ้นกับวิธีการตรวจ นอกจากนี้ยังปรับค่าตรวจ ATK 2 ชนิด 250-350 บาท และปรับค่าใช้จ่าย hospitel 1,000 บาท/วัน
โดย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้อ้างอิงการวิเคราะห์สถานการณ์ก่อนออกประกาศครั้งล่าสุดนี้ว่า “ถ้าเทียบสถานการณ์ปีต่อปี ปีที่แล้ว กับปีนี้ สิ่งที่มันต่างกันก็คือ ปีที่แล้วไม่มีวัคซีน พอมีการติดเชื้อระบาดขึ้นมากก็จะมีผู้ป่วยอาการหนักมากขึ้น เสียชีวิตจำนวนมาก แต่พอได้รับวัคซีน มีระบบ HI การเปิดเตียงในรพ.เพื่อให้ผู้ที่จำเป็นต้องใช้สถานพยาบาลจริงๆ ก็ทำให้ประคับประคองได้”

โดยประกาศของกระทรวงสาธารณสุขครั้งนี้ ครอบคลุมถึง
  • รัฐดูแลตามสิทธิของแต่ละคน เริ่ม 1 มี.ค. 65 (อยู่ระหว่างการหารือ อาจเลื่อนเป็น 1 เม.ย. 65)
  • บริการนอกเหนือจากสิทธิ หรือ รพ.เอกชน ประชาชนต้องจ่ายเอง เช่น มีสิทธิบัตรทอง รักษาโรงพยาบาลเอกชน เป็นต้น
  • เร่งฉีดวัคซีนเข็มบูสเตอร์
  • ดำเนินมาตรการ ใช้หลัก Covid Free Setting อย่างจริงจัง
แต่อย่างไรก็ตาม คนไทยทุกคนยังมีสิทธิประกันสุขภาพภาครัฐไม่สิทธิใดก็สิทธิหนึ่ง คือ สวัสดิการข้าราชการ ประกันสังคม และหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) ซึ่งสามารถเข้ารับการรักษาเมื่อเจ็บป่วยได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายได้ตามสิทธินั้นๆ
ฉะนั้น แม้ว่า โควิด19 ถูกยกเลิกจากสิทธิ UCEP จึงเป็นการยกเลิกกรณีที่ติดโควิด19แล้วไม่มีอาการ หรืออาการไม่รุนแรง ออกจากการเป็นผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตที่สามารถเข้ารับการรักษาได้ใน รพ.ทุกแห่ง ไม่เฉพาะแต่ รพ.ตามสิทธิที่มีอยู่เท่านั้น
แต่หากติดโควิด19 แล้วแพทย์วินิจฉัยให้เข้ารับการรักษาใน รพ. ก็ยังสามารถได้รับการรักษาฟรีตามสิทธิประกันสุขภาพภาครัฐของแต่ละบุคคลเช่นเดิม เหมือนกับโรคอื่นๆ หรือหากมีอาการเข้าตามนิยามเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤตก็ยังสามารถเข้ารับการรักษาฟรีตามสิทธิ UCEP ได้

อัปเดตอีกครั้ง แล้วอาการแบบไหนถึงเป็น “อาการฉุกเฉินวิกฤต”

ด้าน นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า
“การจำแนก “อาการฉุกเฉินวิกฤต” ต้องใช้เกณฑ์ที่ สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) กำหนด ซึ่งผู้ที่ติดโควิดบางครั้งไม่มีอาการ หากโควิดไม่เป็นฉุกเฉินวิกฤตแล้ว จะดูที่อาการและความฉุกเฉินของผู้ป่วยเป็นหลัก”
“เช่น ถ้าหากปอดบวม มีไข้สูง เหนื่อยหอบ หายใจเร็ว ความดันต่ำถือว่าเป็นฉุกเฉิน หากไม่มีอาการอะไร ไม่ได้เป็นฉุกเฉินก็เข้าสู่ระบบการรักษาตามปกติได้ ยืนยันว่าระบบการรักษายังมีสำหรับให้ผู้ป่วยทุกคนที่ติดโควิดเหมือนเดิม และหากมีอาการฉุกเฉินจากโควิดยังสามารถเข้ารับบริการยังหน่วยบริการนอกระบบได้”
สปสช. จึงยืนยันว่าระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ มีระบบดูแลผู้ป่วยทั้งที่ฉุกเฉินและไม่ฉุกเฉิน โรคทุกโรคให้บริการรักษาอยู่แล้ว ไม่ว่าเป็นโควิดหรือไม่เป็นโควิด ดูจากอาการผู้ป่วยเป็นหลัก หากอยู่ภาวการณ์ฉุกเฉินวิกฤต ไปรับบริการที่ใดก็ได้ใกล้บ้านที่สุดได้ทันที โดย 6 อาการที่เข้าข่ายฉุกเฉินวิกฤต มีดังนี้
  1. หมดสติ ไม่รู้สึกตัว ไม่หายใจ
  2. หายใจเร็ว หอบเหนื่อยรุนแรงหายใจติดขัดมีเสียงดัง
  3. ซึมลง เหงื่อแตก ตัวเย็น
  4. เจ็บหน้าอกเฉียบพลัน รุนแรง
  5. แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีกพูดไม่ชัดแบบปัจจุบันทันด่วนหรือชักต่อเนื่องไม่หยุด
  6. อาการอื่นที่มีผลต่อการหายใจ ระบบการไหลเวียนโลหิต และระบบสมองที่เป็นอันตรายต่อชีวิต

เตรียมปลด “โควิด-19” จากโรคระบาด เป็น “โรคประจำถิ่น”

ประเด็นต่อมา ที่คนไทยต้องรู้เพื่อเป็นข้อมูลในการปรับตัว อยู่กับโควิด ในยุคนี้ คือ เมื่อไทยเตรียมปลดโควิด-19 จากโรคระบาด ให้กลายเป็นโรคประจำถิ่น คล้ายๆ กับโรคที่เคยเป็นโรคอุบัติใหม่ในอดีต เช่น โรคไข้เลือดออก โรคเอดส์ ที่กลายมาเป็นโรคประจำถิ่นในปัจจุบันตามนิยามทางระบาดวิทยา และเป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวังตามนิยามของกฎหมาย
นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์
ในประเด็นนี้ นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค อธิบายปัจจัยว่าการที่ โควิด-19 จะกลายเป็นโรคประจำถิ่นหรือไม่ ดังนี้
“โอมิครอน มีความแตกต่างจากสายพันธุ์ที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นอัลฟ่า เดลต้า คือ แพร่ระบาดได้มากขึ้น เนื่องจากเชื้อจับทางเดินหายใจส่วนบน และแพร่กระจายออกมาเนื่องจากไอมากขึ้น และตัวเชื้อจับกับเซลล์ต่างๆ ได้ดี แต่อาการ จะรุนแรงน้อยกว่าเนื่องจากจับปอดได้ค่อนข้างน้อย”
“แต่การที่โรคนี้จะกลายเป็นโรคประจำถิ่น มี 3 ปัจจัย คือ ตัวเชื้อโรคเอง ตัวคนที่เป็นผู้ติดเชื้อ และสิ่งแวดล้อมเอื้อให้เกิดความสมดุลระหว่างเชื้อกับคน พูดง่ายๆ คือ เชื้ออยู่ได้คนอยู่ได้ ซึ่งหมายความว่าเชื้อค่อยๆมีความรุนแรงลดลง เช่น เชื้อโอมิครอน ในตอนนี้ ที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ต่อไปนี้
  • ผู้ติดเชื้อรายใหม่ไม่เกิน 10,000 ราย/วัน
  • อัตราป่วยเสียชีวิต ไม่เกิน 1:1,000 คน
  • กลุ่มเสี่ยงสูงรับเข็ม 2 ได้ 80%
  • การรักษาพยาบาลมีประสิทธิภาพ
ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ
นอกจากนั้น ยังมี 5 เหตุผลที่ โอมิครอน จะมาเป็นตัวแปรลดอาการรุนแรงของโควิด จาก ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยา คลินิกภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  1. การติดเชื้อในเด็กเพิ่มมากและมักจะไม่รุนแรง อาการเหมือนหวัดหรือไม่มีอาการ อาการจะรุนแรงสูงตามอายุที่มากขึ้น โดยเฉพาะผู้สูงอายุ
  2. ผู้ใหญ่ส่วนใหญ่ได้รับวัคซีนแล้วจำนวนมาก รวมทั้งผู้สูงอายุ ทำให้อาการของโรคลดลง
  3. การศึกษาในสถานการณ์จริง เช่น ในอเมริกาใต้ ปรับตัวแปรต่างๆ แล้ว โอมิครอนสร้างความรุนแรงน้อยกว่าเดลตา
  4. จากการศึกษาในเซลล์ทดลอง ไวรัสโอมิครอน ชอบเยื่อบุเซลล์ทางเดินหายใจส่วนต้นมากกว่าเนื้อเยื่อถุงลมปอด เป็นเหตุผลให้ไวรัสลงปอดได้น้อยกว่า
  5. เมื่อมนุษย์ติดเชื้อแล้วมีภูมิต้านทาน ไวรัสก็พยายามปรับตัว ให้อยู่กับเซลล์เจ้าถิ่นให้ได้ดีที่สุด ไวรัสทางเดินหายใจหลายตัวในระยะแรกก็ก่อให้เกิดความรุนแรงของโรคและปรับตัวเป็นโรคประจำถิ่นในที่สุด

ผู้สูงอายุ COVID-19

“ประกันโควิด” เคลมได้แค่ไหน เงื่อนไขเป็นอย่างไร?

เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่หลายคนสนใจเกี่ยวกับ ประกันโควิด ที่ทำไว้ว่าถ้าติดเชื้อโควิดแล้วจะยัง “เคลมประกัน” ได้อีกหรือไม่ สมาคมประกันชีวิตไทย ได้แจงข้อปฏิบัติสำหรับผู้เอาประกันภัยที่ติดเชื้อโควิด-19 ของบริษัทประกันชีวิต โดยจะปรับการเคลมประกันโควิดใหม่ที่จะจ่ายชดเชยตามเกณฑ์ผู้ป่วยใน แต่ไม่จ่ายชดเชยสำหรับ Home Isolation ซึ่งจะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของ สธ. “ข้อใดข้อหนึ่ง” ตามดุลยพินิจของแพทย์ โดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 15 ก.พ. 65 ดังต่อไปนี้
  • เมื่อมีอาการไข้สูงกว่า 39 องศาเซลเซียส ระยะเวลานานกว่า 24 ชั่วโมง
  • หายใจเร็วกว่า 25 ครั้ง/นาทีในผู้ใหญ่
  • Oxygen Saturation น้อยกว่า 94%
  • โรคประจำตัวที่ต้องติดตามอาการใกล้ชิด ตามดุลยพินิจของแพทย์
  • สำหรับเด็ก หากมีอาการหายใจลำบาก ซึมลง ดื่มนมหรือทานอาหารน้อยลง

เปิดรับข้อมูลล่าสุดที่สามารถนำมาใช้รับมือโควิดในตอนนี้ได้

โลกเปลี่ยนทิศ รับมือโควิด ด้วยการ ‘เปิดประเทศ’ ต่อไม่รอแล้วนะ

10 บทเรียน ที่ชาวโลกได้เรียนรู้ จากคำว่า “Pandemic” และเปลี่ยนชีวิตผู้คนไปตลอดกาล

หาคำตอบ COVID จะ End game กลายเป็น ‘โรคประจำถิ่น’…แน่หรือ?

Previous articleผู้ส่งออกไทย…หายไปไหน
Next articleสาลิกาคาบข่าว Vol.48
mm
เริ่มต้นขีดเขียนในฐานะ สื่อมวลชน กับงานผู้สื่อข่าวประจำกองประชาสัมพันธ์ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ในปี 2546 ก่อนไปหาประสบการณ์ชีวิตที่เมลเบิร์น ออสเตรเลียมา 1 ปี และกลับมายึดอาชีพ “นักเขียน” จริงจัง กับการเป็น กองบรรณาธิการนิตยสารชีวจิต 3 ปี หลังจากนั้นคิดว่าน่าจะเปลี่ยนสายไปทำงานในบริษัท PR agancy ได้ 6 เดือน เมื่อรู้ว่าไม่ถูกจริต เลยออกมาเป็นนักเขียนฟรีแลนซ์ประจำกองบรรณาธิการนิตยสารฟีลกู้ดอย่าง Happy+ อยู่ 1 ปี สัมภาษณ์ทั้งดาราและคนบันดาลใจ ก่อนเข้าสู่ระบบงานประจำอีกครั้งกับนิตยสาร MBA กับการเป็นนักเขียนที่รับผิดชอบในเซคชั่นหลักสูตร MBA ของสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ สั่งสมประสบการณ์อยู่ 3 ปี ก็ได้เวลา Upskill สู่งาน Online content writer ที่ใช้ความชอบและความหลงใหลในการถ่ายทอดเรื่องราวดีๆ ความรู้ใหม่ๆ ในยุค Education 4.0 อุตสาหกรรมทางการแพทย์ ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ และการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์