Thursday, August 27, 2026

สาลิกาคาบข่าว Vol.51

มท. สั่งด่วนผู้ว่าฯทั่วประเทศรับมือโควิด-19 หลังยอดติดเชื้อพุ่ง

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย (มท.) ได้สั่งการโทรสารในราชการกระทรวงมหาดไทย “ด่วนที่สุด” ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด และผู้ว่าราชการจังหวัดกรุงเทพมหานคร ป้องกันการระบาด และควบคุมโรคโควิด-19 อย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งเฝ้าระวังตามแนวชายแดน สร้างการรับรู้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ผู้ติดเชื้อ และมาตรการควบคุมโรคในประเทศไทย สร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการป้องกันการแพร่ระบาดและลดจำนวนผู้ติดเชื้อให้ได้โดยเร็วที่สุด รณรงค์ให้ประชาชนปฏิบัติตามมาตรการควบคุมโรคอย่างเคร่งครัด โดยอาศัยกลไกในระดับพื้นที่ อาทิ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำหมู่บ้าน/ชุมชน ในการสื่อสารทำความเข้าใจและติดตามเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 รวมถึงจัดเตรียมเผนเผชิญเหตุ กรณีสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทวีความรุนแรงมากขึ้น รวมทั้งดำเนินมาตรการ ควบคุมการลักลอบเข้าประเทศ และการเคลื่อนย้ายแรงงานผิดกฎหมายตามแนวชายแดน พื้นที่ตอนในและหมู่บ้าน อย่างเคร่งครัด โดยบูรณาการและประสานการปฏิบัติกับกองกำลังป้องกันชายแดน เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุ่มชน และประชาชนในพื้นที่ ตรวจสอบบุคคลแปลกหน้าที่เดินทางเข้ามาในหมู่บ้าน/ชุมชน และสถานประกอบการ/โรงงานในพื้นที่ไม่ให้มีแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย พร้อมเน้นย้ำเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานให้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มงวด ตลอดจนสร้างการตระหนักรู้ให้กับประชาชนในพื้นที่ สืบสวนขยายผลการจับกุมแรงงานต่างด้าวที่ลักลอบเข้าประเทศ โดยเฉพาะนายหน้าผู้นำพา และสถานประกอบการที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย เรียกรับผลประโยชน์และนำเข้าแรงงานต่างด้าวให้ดำเนินการทางกฎหมายอย่างเด็ดขาด

มิติใหม่! ศธ. คิกออฟ ‘MOE SAFETY CENTER’ ระบบรับแจ้งเหตุในสถานศึกษา

ภายหลังกระทรวงศึกษา (ศธ.) ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการ “SAFE สถานศึกษาปลอดภัย” ระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กับ 8 กระทรวง 2 หน่วยงาน ประกอบด้วย กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย สํานักงานตํารวจแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงคมนาคม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงยุติธรรม และสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา ให้มีทักษะชีวิตในศตวรรษที่ 21 ล่าสุด กระทรวงศึกษาธิการ ได้เปิดระบบแจ้งเหตุความไม่ปลอดภัยในสถานศึกษา “MOE SAFETY CENTER” ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของการศึกษาไทยในการแก้ปัญหาที่มีผลต่อนักเรียน นักศึกษา ครู และบุคลากรทางการศึกษาใน 4 ด้าน ได้แก่ ภัยที่เกิดจากการใช้ความรุนแรง อุบัติเหตุ การถูกละเมิดสิทธิ์ และผลกระทบต่อสุขภาวะทางกายและจิตใจ ให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมีคุณภาพ มีความสุข สู่การยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยในอนาคต MOE SAFETY CENTER เปิดรับแจ้งเหตุผ่าน 4 ช่องทาง ได้แก่ แอปพลิเคชัน MOE Safety Center/ www.MOESafetyCenter.com/ LINE @MOESafetyCenter/ Call center 0-2126-6565 โดยจะมีการรายงานการแก้ไขปัญหาแบบ Real-time ช่วยให้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็ว ลดความเสี่ยง – ความรุนแรง พร้อมการติดตามความคืบหน้า ซึ่งมีความเป็นธรรมและโปร่งใสแก่ทุกฝ่าย 

ดีอีเอส พบมือปั่นข่าวปลอม มั่วข่าวสารราชการเชื่อมโยงประเด็นโควิด

นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง (ดีอีเอส) สรุปผลการมอนิเตอร์ และรับแจ้งข่าวปลอมประจำสัปดาห์ ระหว่างวันที่ 11–17 ก.พ. 65 โดยศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม พบข้อความที่เข้ามาจำนวน 11,465,622 ข้อความ จากการคัดกรองมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 215 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ 107 เรื่อง เป็นเรื่องโควิด 34 เรื่อง ขณะเดียวกัน พบแนวโน้มการสร้างข่าวปลอม และบิดเบือนข้อมูลในกลุ่มนโยบายรัฐบาล /ข่าวสารทางราชการที่ประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเฝ้าระวัง เนื่องจากหลายข่าวจะมีการเชื่อมโยงกับสถานการณ์แพร่ระบาดโควิดในปัจจุบัน ซึ่งอยู่ในกระแสความสนใจของประชาชนติดตามข่าวสาร เพื่อล่อลวงให้คนเข้ามาคลิกอ่าน ตื่นตระหนกหลงเชื่อ และแชร์ข่าวปลอมโดยรู้ไม่เท่าทันผู้ไม่ประสงค์ดี โดยจากจำนวนเรื่องที่ประสานงานและได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 60 เรื่องในรอบสัปดาห์ล่าสุด พบข่าวปลอมในกลุ่มนี้ ได้แก่ ข่าวคลิปเสียงการประชุมที่กระทรวงสาธารณสุข เรื่องรัฐบาลไม่เปิดเผยข้อมูลวัคซีนโควิด-19 กับประชาชน และข่าวเอกสารเกี่ยวกับการพิจารณาวัคซีนของทางสำนักงานอาหารและยา อีกทั้ง มีการเผยแพร่ข่าวปลอมหวังสร้างความตื่นตระหนกให้ประชาชน โดยเชื่อมโยงกับความกลัวที่เกี่ยวเนื่องกับโรคโควิด เช่น ข่าว สธ. เตือนไข้หวัดใหญ่ครั้งนี้มีความร้ายแรงมาก ให้งดการเดินทางและกิจกรรมทุกประเภทที่ไม่จำเป็น เป็นต้น

“โพล” ชี้ คนไทยสุดเครียด ปัญหารุมเร้า จี้รัฐแก้วิกฤตเศรษฐกิจก่อนถึงทางตัน

สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,148 คน (สำรวจทางออนไลน์) ระหว่างวันที่ 14-17 กุมภาพันธ์ 2565 พบว่า วิกฤติเศรษฐกิจ ณ วันนี้ ทำให้ประชาชนต้องประหยัดและวางแผนการใช้จ่ายมากขึ้น ร้อยละ 62.76 มองว่ามาตรการต่างๆ ของรัฐ เช่น คนละครึ่ง บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ฯลฯ ช่วยลดภาระได้บ้าง ร้อยละ 63.21 วิกฤติเศรษฐกิจส่งผลให้มีความเครียดในระดับมาก ร้อยละ 65.23 สิ่งที่รัฐบาลควรเร่งดำเนินการคือควบคุมราคาสินค้า ลดค่าครองชีพ ร้อยละ 89.90 ปัญหาเศรษฐกิจขณะนี้ทำให้รัฐบาลไม่มีเสถียรภาพ อาจยุบสภา ร้อยละ 78.82 จากข่าว “ยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่” น่าจะเป็นไปได้ ร้อยละ 59.88 หากได้รัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศ ประชาชนคิดว่าเศรษฐกิจไทยน่าจะดีขึ้น ร้อยละ 52.19 วิกฤติเศรษฐกิจทำให้ประชาชนรู้สึกเครียดมากขึ้น โดยพบมากในกลุ่มอายุ 30 – 39 ปี ที่มีความเครียดสูงกว่ากลุ่มอายุอื่น ๆ รองลงมาคือกลุ่มอายุ 40 – 49 ปี ซึ่งกลุ่มนี้เป็นวัยทำงานเป็นกำลังสำคัญของครอบครัว ถึงแม้จะมีมาตรการช่วยเหลือจากรัฐบาลแต่ก็เป็นเพียงการช่วยรักษาระดับการใช้จ่ายในระยะสั้น ๆ เท่านั้น ดังนั้นรัฐบาลจึงต้องเร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ไม่เช่นนั้นประชาชนก็จะยิ่งไม่เชื่อมั่นและนำไปสู่ทางตันของรัฐบาลก็เป็นได้

‘ออดี้’ จับมือ FAW ควัก 3 หมื่นล้านหยวน ลุยผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในจีน

เมื่อวันศุกร์ (18 ก.พ.) เอฟเอดับเบิลยู (FAW) ผู้ผลิตยานยนต์ชั้นนำของจีน และออดี้ (Audi) ผู้ผลิตยานยนต์สัญชาติเยอรมัน ได้เปิดตัวโครงการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าบริสุทธิ์อย่างเป็นทางการในนครฉางชุน เมืองเอกของมณฑลจี๋หลินทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน โครงการร่วมทุนดังกล่าว ซึ่งลงทุนรวมกว่า 3 หมื่นล้านหยวน (ราว 1.52 แสนล้านบาท) จะเริ่มดำเนินการช่วงราวสิ้นปี 2024 คาดว่าจะมีกำลังการผลิตรถยนต์ 150,000 คันต่อปี และจะกระตุ้นความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างจีนและยุโรป รวมถึงฟื้นฟูภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีน ฐานการผลิตใหม่นี้จะเป็นฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าบริสุทธิ์แห่งแรกของออดี้ในจีน และหลังสร้างเสร็จจะผลิตรถยนต์ไฟฟ้า 3 รุ่นแรก ซึ่งครอบคลุมรถยนต์อเนกประสงค์หรือเอสยูวี (SUV) และรถยนต์นั่งส่วนบุคคล โดยคาดว่าจะมีความเป็นกลางทางคาร์บอนไดออกไซด์ระหว่างการผลิตรถยนต์ และมีห้องประกอบแบตเตอรี่ของตนเอง ปัจจุบันออดี้และพันธมิตรทางธุรกิจได้ส่งมอบรถยนต์ในจีนมากกว่า 7 ล้านคัน โดยเมื่อปี 2021 ออดี้ส่งมอบรถยนต์สู่ตลาดจีนประมาณ 7 แสนคัน และมียอดจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าบริสุทธิ์ รุ่นอีตรอน (e-tron) เพิ่มขึ้นร้อยละ 68.7 เมื่อเทียบปีต่อปี ส่วนปีนี้ออดี้วางแผนส่งรถยนต์ไฟฟ้าสู่ตลาดจีน 9 รุ่น