Friday, August 28, 2026

สาลิกาคาบข่าว Vol.58

สกพอ. เชื่อมความร่วมมือนครโอซากา ยกระดับการลงทุนเศรษฐกิจไร้คาร์บอนฯในอีอีซี

เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2565 สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ อีอีซี และนครโอซากา ได้จัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจร่วมกัน (MOU) ในด้านการพัฒนาการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์เพื่อขับเคลื่อนนโยบายประเทศไทย 4.0 และเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างกันในการสร้างสังคมคาร์บอนต่ำ โดยมีนายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการ สกพอ. และ นายอิชิโระ มัตซุอิ นายกเทศมนตรีนครโอซากา เป็นผู้ลงนามของทั้งสองฝ่าย พร้อมด้วยนายสิงห์ทอง ลาภพิเศษพันธุ์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงโตเกียว นายกฤษณ์ ตันคณารัตน์ กงสุลใหญ่ ณ นครโอซากา และผู้บริหารระดับสูงจากทั้งภาครัฐและเอกชนของทั้งสองฝ่ายเข้าร่วมเป็นสักขีพยาน ผ่านระบบการประชุมออนไลน์ ภายใต้ความร่วมมืออีอีซีและนครโอซากาในครั้งนี้ มีเป้าหมายในการขยายความความร่วมมือระหว่างกันในด้านการพัฒนาการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์เพื่อขับเคลื่อนนโยบายประเทศไทย 4.0 ผ่านกิจกรรมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับนโยบายการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ในพื้นที่อีอีซี การสร้างสรรค์โครงการลงทุนใหม่ที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ การแลกเปลี่ยนข้อมูลและยกระดับโครงการที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจสีเขียว เศรษฐกิจหมุนเวียนในพื้นที่อีอีซี และด้วยนครโอซากาเป็นมหานครที่มี GPP สูงเป็นอันดับ 2 ของประเทศญี่ปุ่น และ 1 ใน 10 เมืองที่มี GPP มากที่สุดของโลก มีความโดดเด่นในการผลักดันเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม เป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ และฐานด้านการวิจัยและพัฒนาของบริษัทชั้นนำหลายแห่ง การขยายความร่วมมือระหว่างภาครัฐในครั้งนี้ จึงถือเป็นประตูสำคัญในการเชื่อมโยงไปถึงภาคเอกชนญี่ปุ่นในนครโอซากาที่สนใจลงทุนในพื้นที่อีอีซี โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

สธ. เผยวัคซีนเข็มกระตุ้นลดเสียชีวิต 41 เท่า ดึงผู้สูงอายุฉีดลดเสี่ยงช่วงสงกรานต์

กรมควบคุมโรค เปิดเผยข้อมูลการติดเชื้อโอมิครอนเฉลี่ย 14 วันที่ผ่านมา เพิ่มขึ้น 70% พบผู้ป่วยปอดอักเสบใส่ท่อช่วยหายใจ และเสียชีวิตเพิ่มขึ้น 2 เท่า แม้สายพันธุ์โอมิครอนรุนแรงน้อยกว่าเดลตา แต่การติดเชื้อจำนวนมากอาจแพร่ไปสู่ผู้สูงอายุและคนที่มีโรคประจำตัวได้มากขึ้น จึงเร่งค้นหาผู้สูงอายุที่ยังไม่ได้รับวัคซีน ให้ความรู้ สร้างแรงจูงใจ และกระตุ้นให้รับวัคซีน เพื่อป้องกันความเสี่ยงช่วงสงกรานต์ที่ลูกหลานจะกลับไปเยี่ยม โดยข้อมูลการฉีดวัคซีนโควิด-19 เข็มกระตุ้นพบว่า ช่วยลดอัตราการเสียชีวิตในผู้ป่วยสูงอายุได้ 41 เท่า เมื่อเทียบกับผู้สูงอายุที่ยังไม่ได้รับวัคซีน จากข้อมูลผู้สูงอายุที่ยังไม่ได้รับวัคซีน 2.2 ล้านคน เสียชีวิต 387 ราย อัตราเสียชีวิตสูงถึง 178 รายต่อล้านคน รับวัคซีน 1 เข็ม มี 6 แสนราย เสียชีวิต 66 ราย อัตราเสียชีวิต 112 รายต่อล้านคน ลดลงเล็กน้อย แต่รับวัคซีน 2 เข็ม 6.2 ล้านราย เสียชีวิต 197 ราย อัตราเสียชีวิตลดลงเหลือ 32 รายต่อล้านคน หรือลดลง 6 เท่าจากผู้ที่ไม่ได้รับวัคซีน และกรณีรับเข็มกระตุ้นแล้วมี 3.7 ล้านราย เสียชีวิต 16 ราย อัตราเสียชีวิตลดลงเหลือ 4 รายต่อล้านคน หรือเสี่ยงลดลงถึง 41 เท่าเทียบกับผู้สูงอายุที่ยังไม่ได้รับวัคซีน ซึ่งปัจจุบันไทยมีผู้สูงอายุรับวัคซีนแล้ว 82% ถือว่าเปอร์เซ็นต์สูง แต่ควรให้ได้รับเพิ่มอีก ด้วยการเร่งรัดดำเนินการค้นหาผู้สูงอายุที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีน ให้ความรู้ สร้างแรงจูงใจ และกระตุ้นให้รับวัคซีน รวมถึงรณรงค์ฉีดเข็มกระตุ้นสำหรับผู้ที่ฉีด 2 เข็มแล้วนานกว่า 3-6 เดือน หากทุกฝ่ายช่วยกันเต็มที่ในช่วง 1-2 เดือนข้างหน้านี้ จะทำให้ผู้สูงอายุรับวัคซีนในสัดส่วนที่สูงขึ้น ยิ่งมากยิ่งดีเพราะจะช่วยป้องกันความเสี่ยงในช่วงสงกรานต์ที่ลูกหลานจะกลับไปเยี่ยมจะได้ปลอดภัยมากขึ้น

หมอแนะผู้สูงอายุ-กลุ่มเสี่ยงบูสเตอร์ด้วย mRNA ป้องกันโอมิครอนลงปอด

นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินหายใจ โรงพยาบาลวิชัยยุทธ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว (หมอมนูญ ลีเชวงวงศ์ FC) มีข้อความระบุว่า คนสูงอายุ คนที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง 7 โรค และหญิงตั้งครรภ์ หากติดเชื้อไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน ถึงแม้จะได้รับวัคซีนแอสตร้าเซเนก้าแล้ว 2 เข็ม หรือถ้าได้วัคซีนเชื้อตายซิโนแวค หรือซิโนฟาร์ม 2 เข็ม ตามด้วยวัคซีนแอสตร้าเซเนก้าอีก 1 เข็ม เชื้อก็ยังอาจลงปอด เกิดปอดอักเสบได้ จำเป็นต้องฉีดเข็มกระตุ้นด้วยวัคซีน mRNA ไฟเซอร์ หรือโมเดอร์นาอีก 1 เข็มถึงจะปลอดภัยมากขึ้น พร้อมยกตัวอย่าง ผู้ป่วยหญิงไทยอายุ 93 ปี เป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หัวใจเต้นผิดจังหวะ เคยผ่าตัดมะเร็งเต้านม 2 ปีก่อน ฉีดวัคซีนแอสตร้าเซเนก้าเข็มแรกเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2564 และเข็ม 2 วันที่ 13 กันยายน 2564 เตรียมตัวจะฉีดวัคซีนไฟเซอร์ แต่ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เสียก่อน ผู้ป่วยไม่ได้ออกนอกบ้าน แต่ติดเชื้อโควิดวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2565 จากคนงานในบ้าน มีเจ็บคอ น้ำมูก ไอบ้าง ไม่มีไข้ ไม่เหนื่อย จมูกได้กลิ่น ลิ้นได้รส ไม่มีท้องเสีย มาโรงพยาบาลวันที่ 7 กพ. ตรวจ ATK ให้ผลบวก ยืนยันด้วยการตรวจ RT-PCR SARS-CoV2 วัดระดับออกซิเจนที่ปลายนิ้วปกติ 96 % เอกซเรย์ปอดปกติ คนไข้สมัครใจขอนอนรักษาตัวที่บ้าน โทรศัพท์ติดตามทุกวัน ไม่ได้ให้ยาฟาวิพิราเวียร์ เพราะผู้ป่วยกินยาเบาหวาน และไม่มีการศึกษาเปรียบเทียบยาฟาวิพิราเวียร์กับยาหลอกว่ายาฟาวิพิราเวียร์สามารถลดการป่วยหนักและการเสียชีวิตได้ ติดตามคนไข้ทางโทรศัพท์ทุกวันจนวันที่ 7 หลังติดเชื้อไวรัสโควิด ผู้ป่วยกินอาหารได้น้อย น้ำตาลในเลือดตกเหลือ 53 mg% เริ่มมีไข้ เหนื่อย ให้เข้ามานอนในโรงพยาบาลทันทีวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 65 มีไข้ อุณหภูมิ 39 องศาเซลเซียส ระดับออกซิเจนในเลือดตกเหลือ 92 % เอกซเรย์ปอดเริ่มมีฝ้าขาวทั้ง 2 ข้าง (ดูรูป) เม็ดเลือดขาวในเลือดต่ำ 4,490 ค่าอักเสบในเลือด hs-CRP 57 สูง (ค่าปกติ 0-5) LDH 312 สูงเล็กน้อย (ค่าปกติ 120-246) ได้ออกซิเจนทางจมูก (nasal cannula) 3 ลิตร/นาที ให้การรักษาด้วยยาสเตียรอยด์ทางเส้นเลือด 5 วัน ไข้ลง ไม่เหนื่อย ระดับออกซิเจนในเลือดดีขึ้น เอกซเรย์ปอดดีขึ้น คนไข้กลับบ้านได้ ไม่ต้องใช้ออกซิเจน หลังนอนโรงพยาบาล 6 วัน ติดตามเอกซเรย์ปอด 1 สัปดาห์หลังออกจากโรงพยาบาล เอกซเรย์ปอดกลับมาเป็นปกติ (ดูรูป) ปัจจุบันคนไข้สบายดี ไม่เหนื่อย ไม่ไอ กินอาหารได้ดี ถ้าก่อนหน้านี้คนไข้ได้รับวัคซีน mRNA ไฟเซอร์ หรือโมเดอร์นา กระตุ้นเป็นเข็มที่ 3 อาการหลังติดเชื้อโอมิครอนคงจะเบากว่านี้

กต. เร่งอพยพคนไทยออกจากยูเครน ยืนยันทุกคนปลอดภัย

กระทรวงการต่างประเทศและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทย ได้เข้าช่วยเหลือคนไทยในยูเครนจากสถานการณ์ฉุกเฉิน / ภัยสงคราม โดยมีคนไทยเดินทางมาเข้าพักที่ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือคนไทยในยูเครน เมืองลวิฟ (Lviv) รวม 47 คน และมีคนไทยอีก 43 คนที่อยู่ในระหว่างการเดินทางจากเมืองต่างๆ มายังเมืองลวิฟ ซึ่งนอกเหนือจากการเข้าช่วยเหลือให้คนไทยเดินทางมาที่ศูนย์ฯ ยังได้ติดตามสอบถามความเป็นอยู่กับกลุ่มคนไทยในเมืองต่างๆ ทราบว่า คนไทยทั้งหมดยังปลอดภัย ไม่มีใครได้รับอันตรายหรือบาดเจ็บ โดยยังมีคนไทยอีกประมาณร้อยกว่าคนที่ยังต้องอยู่ในเมืองที่พำนัก และไม่สามารถเดินทางออกมาได้เนื่องจากมีการประกาศปิดเมืองหรือสถานการณ์ยังไม่ปลอดภัย โดยแผนการนำคนไทยออกจากยูเครน ณ ขณะนี้ แบ่งเป็นสองส่วนคือ 1 ในวันนี้ (27 กุมภาพันธ์ 2565) นำคนไทยจากเมืองโอเดซา (Odessa) จำนวน 41 คน เดินทางไปยังจุดผ่านแดนยูเครน-โรมาเนียโดยรถบัสเช่า จากนั้น สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบูคาเรสต์จะช่วยรับช่วงต่อโดยนำกลุ่มคนไทยเดินทางโดยรถบัสเช่าไปยังกรุงบูคาเรสต์ ประเทศโรมาเนีย เพื่อเตรียมเดินทางกลับประเทศไทยโดยเครื่องบินพาณิชย์ในวันที่ 1 และ 2 มีนาคม 2565 และ 2 ในวันนี้ ( 27 กุมภาพันธ์ 2565) นำคนไทย จำนวน 43 คนซึ่งเข้าพักที่ศูนย์ปฏิบัติฯ เมืองลวิฟเดินทางโดยรถบัสเช่ามายังกรุงวอร์ซอ ประเทศโปแลนด์ และในวันจันทร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2565 จัดรถบัสเช่าไปรับคนไทย ชุดที่ 2 จากศูนย์ปฏิบัติฯ เมืองลวิฟเพื่อมายังกรุงวอร์ซอ และรอการเดินทางกลับไทยโดยเครื่องบินพาณิชย์ (ประมาณวันที่ 1-4 มีนาคม 2565)

ครั้งแรก! จีนออกใบอนุญาต ‘รถยนต์ไร้คนขับ’ เชิงพาณิชย์ให้ “ไป่ตู้”

(แฟ้มภาพซินหัว : รถยนต์ไร้คนขับรุ่นต่างๆ ณ อะพอลโล พาร์ก ในเมืองหยางเฉวียน มณฑลซานซีทางตอนเหนือของจีน วันที่ 25 ก.พ. 2022) // www.xinhuathai.com

สำนักข่าวซินหัว รายงาย เมื่อวันศุกร์ (25 ก.พ.) เมืองหยางเฉวียน มณฑลซานซี ทางตอนเหนือของจีน ออกใบอนุญาตสำหรับการให้บริการขับขี่อัตโนมัติแบบไร้คนขับในเชิงพาณิชย์ แก่ไป่ตู้ (Baidu) ยักษ์ใหญ่วงการอินเทอร์เน็ตจีน ซึ่งถือเป็นการออกใบอนุญาตประเภทดังกล่าวครั้งแรกในจีน เนี่ยอวี้เหริน ผู้จัดการทั่วไปของบริษัท ไป่ตู้ อินเทลลิเจนต์ ไดรฟ์วิง บิสซิเนส กรุ๊ป โซลูชันส์ (Baidu Intelligent Driving Business Group Solutions) ระบุว่าการออกใบอนุญาตครั้งนี้ส่งผลให้ไม่จำเป็นต้องมีผู้กำกับดูแลความปลอดภัยประจำที่นั่งคนขับของยานพาหนะขับเคลื่อนอัตโนมัติของไป่ตู้ ที่ให้บริการในพื้นที่ที่กำหนดของเมืองอีกต่อไป รวมถึงอนุญาตให้บริษัทสามารถเก็บค่าบริการได้อีกด้วย อนึ่ง ไป่ตู้ริเริ่มการวิจัยและพัฒนาการขับขี่อัตโนมัติของบริษัทในปี 2013 โดยปัจจุบันบริษัทได้ทำการทดสอบทางถนนในเมืองเกือบ 30 แห่งทั่วจีน นอกจากนี้ในวันเดียวกัน ไป่ตู้ได้เปิดอะพอลโล พาร์ก (Apollo Park) ฐานทดสอบระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติและระบบโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องแห่งที่ 5 ของบริษัท ในเมืองหยางเฉวียน หลังจากบริษัทได้เปิดฐานทดสอบดังกล่าวในกรุงปักกิ่ง นครกว่างโจว นครเซี่ยงไฮ้ และเมืองอูเจิ้นในมณฑลเจ้อเจียง