“พิชัย แก้ววิชิต” ส่งต่อ “แรงบันดาลใจ” คนรุ่นใหม่ จาก “มอเตอร์ไซค์รับจ้าง” สู่บทบาท “คอลัมนิสต์”

บทบรรณาธิการ “ขอแสดงความนับถือ” นิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 2165 ประจำวันที่ 11-17 กุมภาพันธ์ 2565 ได้เปิดตัว “เอก” หรือ “พิชัย แก้ววิชิต” เจ้าของคอลัมน์ “เอกภาพ”


“เวลาผมถอดเสื้อวินแล้วไปถือกล้องเดินถ่ายรูป ผมรู้สึกเหมือนว่าเราอยู่กับตัวเอง ผมตามหาตัวตนนี้มานานแล้ว อีกโลกหนึ่งเราพยายามดูแลครอบครัวให้อยู่รอด และตัวเราก็มาอยู่อีกโลกหนึ่ง มันเป็นโลกที่ประกอบไปด้วยเส้น แสง เงา รูปร่าง รูปทรง”
“เอก-พิชัย แก้ววิชิต” หนุ่มผู้อาชีพมอเตอร์ไซค์รับจ้างแห่งวินราชเทวี เขาเป็นแบบอย่างของคนที่ “ไม่ปล่อยเวลาในชีวิตให้เปล่าประโยชน์”
“เอก” ใช้เวลาว่างช่วยน้าชายขายสัปปะรดที่ตลาดมหานาค และเรียน กศน. ไปด้วยจนจบ ม.6 ได้ในที่สุด ก่อนไปเรียนต่อจนจบปริญญาตรีที่คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
มีช่วงหนึ่งที่เขาเข้าเรียนสารพัดช่าง แม้ว่าราคาค่าอุปกรณ์ถ่ายภาพจะเป็นอุปสรรค แต่ “เอก” หลงรักการถ่ายภาพเข้าแล้ว
www.trueplookpanya.com
อย่างไรก็ดี ต้องยอมรับว่า การใช้วุฒิปริญญาตรีสมัครงานในยุคนี้ กอปรกับการเริ่มงานใหม่ในวัยเลข 4 ไม่ใช่เรื่องง่าย “เอก” จึงเลือกปักหลักที่เดิม
พร้อมแสวงหาที่ว่างในหัวใจ ใช้วิชาความรู้ที่ร่ำเรียนจากสถาบันการศึกษา คือการถ่ายรูป เดินหามุมสวยๆ เพื่อกดชัตเตอร์ในเมืองใหญ่ ผ่านทฤษฎีถ่ายรูปและประสบการณ์ชีวิต ว่าด้วย เส้น แสง เงา รูปร่าง สี
พลันเมื่อนำภาพถ่ายลง Instagram มีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็น และชื่นชมภาพถ่ายอย่างล้นหลาม ถือเป็นจุดเริ่มต้นแห่งชื่อเสียงในวงการถ่ายภาพ
เมื่อผลงานของเขาเป็นที่รู้จักมากขึ้นเรื่อยๆ แกลเลอรีหลายแห่งได้เปิดให้งานของเขาไปแสดง
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การได้รับการยอมรับจากผู้อ่าน “มติชนสุดสัปดาห์” ที่ถือเป็นเวทีใหญ่ในวงการสื่อไทยในปัจจุบัน
SALIKA ได้รับเกียรติจาก “เอก-พิชัย แก้ววิชิต” เจ้าของคอลัมน์ “เอกภาพ” ใน “มติชนสุดสัปดาห์” มาเปิดมุมมองด้านงานเขียน การถ่ายภาพ เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจคนรุ่นใหม่

ถาม: ผลตอบรับเป็นอย่างไรบ้างตั้งแต่มาเขียนคอลัมน์ที่มติชนสุดสัปดาห์ได้ 4 ตอน

ตอบ: ผลตอบรับในช่วงที่เริ่มขียนคอลัมน์จะเป็นไปในลักษณะของการที่ผู้อ่านหลายท่านบอกกับผมว่าได้ติดตามอ่านคอลัมน์ในมติชนสุดสัปดาห์ ทุกท่านตามอ่าน และให้กำลังใจครับ

ถาม: มติชนสุดสัปดาห์นี่เป็นที่แรกหรือไม่ที่คุณเอกได้เขียนคอลัมน์

ตอบ: มติชนสุดสัปดาห์เป็นที่แรกที่ผมได้เริ่มเขียนหนังสือครับ ก่อนหน้านี้ผมไม่เคยทำอะไรที่เกี่ยวกับงานเขียนมาก่อนเลยในชีวิต

ถาม: อยากให้เล่ากิจวัตรประจำวันสักเล็กน้อย

ตอบ: กิจวัตรประจำวันปกติจะออกไปวิ่งรถช่วง 8.00 น. -20.00 น. ครับ โดยประมาณ ส่วนเวลาในการถ่ายภาพก็จะอาศัยช่วง 10 โมง-บ่ายโมงครับ ที่จริงอยากบอกว่า ผมไม่ได้วิ่งรถมาพักใหญ่แล้วครับ เพราะจะมีงานถ่ายภาพเข้ามาเป็นระยะ เป็นโปรเจ็คต่างๆ แล้วแต่ทางลูกค้าจะจัดการโปรโมท เช่น พวกคอนโด หรือการขายภาพให้ลูกค้าครับ หลังๆ ก็ไม่ค่อยมีเวลาชีวิตเหมือนเมื่อก่อน แต่จะเป็นรูปแบบการรับงานถ่ายภาพ ขายภาพ และล่าสุดคอลัมนิสต์ครับ

ถาม: แบ่งเวลาการเขียนคอลัมน์ และการถ่ายรูปอย่างไร กับงานประจำ

ตอบ: เรื่องแบ่งเวลานั้น ตอนนี้ยังพยายามจัดระเบียบตัวเองอยู่เลยครับ เวลายังไม่ค่อยจะเข้าร่องเข้ารอย เพราะเพิ่งจะเริ่มเขียนคอลัมน์ได้ไม่นาน ผมยังงงกับเวลาชีวิตในช่วงนี้ แต่คิดว่าคงสักพักน่าจะลงตัวในทุกๆ ด้านครับ

ถาม: ช่วงที่ผ่านมาได้รับเชิญไปแสดงภาพถ่ายแล้วกี่ครั้ง และประทับใจงานไหนมากที่สุด

ตอบ: ช่วงเวลาที่ผ่านมา ผมได้รับเชิญไปแสดงงานภาพถ่าย เท่าที่ผมจำได้ในช่วงเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมาประมาณ 6-7 ครั้งครับ ครั้งแรกในชีวิตของผมที่ได้รับเชิญจะเป็นงานที่ประทับใจมากที่สุด เพราะมันเป็นสิ่งที่ผมไม่กล้าที่จะคิดหรือฝันถึงกับการแสดงงานภาพถ่ายของคนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้าง และก็ไม่คิดว่าผลงานที่ผมถ่ายภาพเอาไว้จะมีคนสนใจกับมุมมองแปลกๆ มันเป็นเรื่องเกินกว่าที่จะจินตนาการถึงจริงๆ ครับ

ถาม: คุณเอกมีแรงบันดาลใจอะไร ที่ได้เริ่มทำงานเขียน

ตอบ: สำหรับเรื่องแรงบันดาลใจในงานเขียนนั้น จริงๆ แล้วในตอนแรก ผมไม่กล้าที่จะเขียนหนังสือ เพราะผมยังรอความพร้อม และลังเลในความสามารถของตัวเอง ว่าจะทำอะไรที่เกี่ยวกับงานเขียนได้ดีแค่ไหน แต่พอมองออกไปว่าถ้าจะมีคนๆ หนึ่งจะเขียนหนังสือโดยไม่มีประสบการณ์ ไม่มีความพร้อม แต่เลือกที่จะลงมือทำและเรียนรู้จากสิ่งที่คิดว่าทำไม่ได้ ถ้าจะบอกใครให้เข้าใจในเรื่องนี้ ผมคงต้องทำให้เป็นตัวอย่างให้ได้ ก่อนที่จะพูดออกไป ยิ่งกว่านั้น สิ่งผมพยายามสื่อสารมาโดยตลอดก็คือ เรื่องของความเป็นคน ที่เป็นมากกว่าอาชีพในชีวิตประจำวัน เราเปลี่ยนตัวเองได้จากการรู้จักตัวเอง เรียนรู้ ไม่อยากให้ใครถูกกักขัง จากสำนึกนิยม “วาสนาน้อยด้อยค่า” เพราะ ผมคิดว่า มนุษย์เราพัฒนากันได้ตลอดเวลา

ถาม: แรงบันดาลใจในงานภาพถ่าย

ตอบ: ผมเป็นคนชอบศิลปะตั้งแต่เด็ก แต่ไม่มีโอกาสได้เรียนทางด้านนี้ครับ แต่ก็ไม่ได้ได้คิดอะไร โตมามักจะดูงานศิลปะผ่านหนังสือ สื่อต่างๆ หรือไปหอศิลป์ แค่ได้เสพศิลปะผมก็จะพอใจ ส่วนในประเด็นแรงบันดาลใจเรื่องมันมีอยู่ว่า เมื่อผมต้องไปช่วยพี่ที่เป็นข่างภาพที่รู้จักกัน ชวนให้ไปช่วยแขวนรูป ในวันนั้น เป็นวันที่ผมเริ่มค้นพบตัวเอง ว่าผมชอบบรรยากาศในห้องที่แขวนรูปมากๆ จนคิดไปว่าอยากมีบรรยากาศของชีวิตแบบนี้บ้าง แต่ในความเป็นจริง มองออกไปข้างนอกผมเห็นตัวเองใส่เสื้อวิน ที่มันเป็นของจริงสำหรับผม ในตอนนั้นผมอยากตายแล้วไปเกิดใหม่ หลังจากกลับมาจากการช่วยพี่ช่างภาพ ผมก็บอกกับตัวเองว่าอาจถึงขั้นตายได้กับศิลปะ แสดงว่ามันต้องมีอะไรมากว่านั่น ผมจึงเริ่มหาวิธี วาดรูปไม่เป็นแน่ แต่การถ่ายภาพ เมื่อ 10 ปี ก่อนที่เคยเรียนมา จะเอามาทำอะไรได้บ้าง และจะไปถ่ายอะไร ที่ไหน ในเมื่อต้องหาเงินอยู่แต่ในกรุงเทพฯ ที่มีแต่รถติด มีแต่ตึกสูงๆ มีสายไฟที่ระโยงระยางเต็มไปหมด ผมจึงถามตัวเองว่า ในเมื่อการถ่ายภาพมันเป็นศิลปะ แล้วศิลปะมาจากไหน? ศิลปะก็มาจาก เส้น รูปร่าง รูปทรง แสงเงา สีสัน จะเป็นยังไงถ้าจะมองสิ่งที่อยู่รอบตัวให้เป็นองค์ประกอบศิลปะ? ผมจึงเริ่มจากใช้มือถือถ่ายขาโต๊ะ ขาเก้าอี้ แล้วค่อยๆ พัฒนาไปเป็นกล้องคอมแพคที่ได้มาจากการที่เอารถจักรยานยนต์ที่ใช้อยู่ไปจำนำไฟแนนซ์ แล้วก็ค่อยๆ นำภาพถ่ายโพสต์ลง IG จนเป็นที่รู้จักครับ

ถาม: ความแตกต่างระหว่างการถ่ายภาพ กับการเขียนหนังสือ ในแง่ความชอบ และในมุมของการสื่อสาร

ตอบ: งานเขียนกับการถ่ายภาพสำหรับผมไม่ต่างกันในแง่มุมของศิลปะ เพราะเป็นการเล่าเรื่องเหมือนกัน เพียงแต่ความแตกต่างอยู่ที่วิธีการที่เรานำเสนอ คืองานเขียนจะเล่าผ่านตัวหนังสือ ส่วนการถ่ายภาพจะเล่าสิ่งต่างๆ และแสงเงาที่อยู่ตรงหน้า แต่ไม่ว่าจะเป็นงานเขียน หรือการถ่ายภาพ หลักสำคัญเดียวกันก็คือ ผมจะใช้ความรู้สึกของตัวเองเป็นสิ่งสำคัญในการเล่าเรื่อง ทั้งงานเขียน และการถ่ายภาพครับ

ถาม: หนังสือที่คุณเอกได้อ่านเล่มล่าสุด หรือกำลังอ่าน เป็นงานของใคร

ตอบ: เล่มล่าสุดที่ผมกำลังอ่านอยู่ เป็นนวนิยายแปล ที่มีชื่อว่า A Passage to India ที่แปลโดยคุณนพมาศ แววหงส์ครับ

ถาม: จริงๆ ชอบอ่านหนังสือประเภทไหน และมีใครเป็นนักเขียนคนโปรด

ตอบ: ผมอ่านหนังสือได้ทุกแนวครับ ถ้าผมสนใจในเรื่องนั้นๆ ส่วนนักเขียนที่ชอบหลากหลายมากครับ เพราะแต่ละท่านก็จะมีรูปแบบเอกลักษณ์ต่างกันออกไป เป็นครูอาจารย์ด้านงานเขียนได้ทั้งหมด เพราะผมอ่านหลากหลายแนวจริงๆ

ถาม: เท่าที่ติดตามอ่านคอลัมน์ “เอกภาพ” พบว่า การใช้ภาษามีความลงตัวพอสมควร ตรงนี้อยากถามว่าคุณเอก ประทับใจ หรือสะสมประสบการณ์ด้านการอ่าน หรือเรียนรู้แนวทางเขียนบทความของนักเขียนท่านใดเป็นแบบอย่างบ้าง

ตอบ: ในงานเขียนคอลัมน์เหมือนที่ผมบอกในตอนแรกว่า ผมใช้ระบบเดียวกันกับการถ่ายภาพ คือการใช้ความรู้สึก ผมมักจะใช้คำที่มีความรู้สึกว่ามันตรงกับความต้องการของใจที่อยากสื่อสารออกไป บางครั้งผมก็ไม่แน่ใจนักว่าจะถูกหลักภาษาหรือไม่อย่างไร อย่างไรก็ตาม งานเขียนทำให้ผมรู้ถึงสีสันของคำที่ใช้ มันอาจจะดูฉูดฉาด เรียบง่าย ดุดันอย่างไร มันขึ้นอยู่กับอิทธิพลของคำนั้นๆ ครับ ว่าเราอยากใช้คำแบบไหนให้ถูกจริตอารมณ์ในขณะนั้นครับ แต่คงต้องใช้วิจารณญาณในการอ่านด้วย เพราะผมเองก็ไม่รู้อะไรมากมายเกี่ยวกับภาษา หนังสือ ผมถนัดด้านภาษาใจมากกว่าครับ ส่วนที่ว่าผมเดินตามแนวทางของนักเขียนท่านใดนั้น ผมคงเทียบท่านเหล่านั้นยากยิ่งครับ แต่จะถนัดเขียนตามความรู้สึกที่มีอยู่ในแบบที่ผมอยากสื่อคำนั้นๆ ออกไปครับ

ถาม: ความเป็นคนสู้ชีวิต และขวนขวายเรียนต่อจนจบปริญญาตรี คิดว่าสิ่งที่ได้เรียนมา มีส่วนเอื้อในการดำเนินชีวิต โดยเฉพาะการเขียนหนังสือ หรือถ่ายภาพมากน้อยแค่ไหน

ตอบ: ช่วงที่เรียนในระหว่างที่ผมต้องทำงานไปด้วย สำหรับผมแล้วมันไม่ใช่การเพิ่มภาระให้ชีวิต แต่มันเป็นการบอกตัวเองเสมอว่าเราต้องให้โอกาสตัวเอง การเรียนรู้ทำให้ผมรู้สึกเป็นอิสระ ถึงแม้ว่าการเรียนรู้จะไม่ทำให้ผมมีเงินในบัญชีมากขึ้น แต่ก็ปฎิเสธไม่ได้ว่า บางครั้งหนังสือดีๆ สักเล่มมันสามารถยกระดับความคิด และจิตใจของคนๆ นั้นได้ไม่ยาก พร้อมไปกับการใช้ชีวิตอย่างสังเกต การเป็นคนชอบอ่านที่ยังไม่ถึงขั้นนักอ่าน เพียงแค่นี้ก็เอื้อให้ผมมองเห็นชีวิต และมีผลต่อมุมมองการถ่ายภาพของผมด้วยครับ

ถาม: ถ้ามีเพื่อนๆ หรือน้องๆ ได้อ่านบทสัมภาษณ์ หรืออ่านคอลัมน์ คุณเอกมีอะไรจะฝากในแง่การเริ่มต้นเขียนหนังสือ

ตอบ: สิ่งที่ผมอยากฝากถึงเพื่อนๆ น้องๆ ที่ได้อ่านบทสัมภาษณ์ และได้อ่านคอลัมน์ “เอกภาพ” สิ่งสำคัญก็คือ “การลงมือทำ” เราจะเริ่มจากสิ่งที่เราไม่พร้อม ประสบการณ์จะเกิดขึ้นทันทีเมื่อเริ่มเขียน ความรักจะทำให้เกิดความต่อเนื่องในสิ่งที่ทำ เมื่อรักที่จะเขียนก็แค่ลงมือเขียนครับ
ขอบคุณมากมายครับ