
“อีอีซี” คาด “แอร์โชว์” ปั๊มเงินสะพัด “อู่ตะเภา” เฉียดหมื่นล้าน

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ผ่านระบบ Video Conference โดยที่ประชุม กพอ. พิจารณาให้ สกพอ. ร่วมกับกองทัพเรือ และสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ สสปน. จัดงานแสดงสินค้านานาชาติด้านอุตสาหกรรมการบินในประเทศไทย (Thailand International Air Show) ในพื้นที่สนามบินอู่ตะเภา เพื่อแสดงศักยภาพและความพร้อมธุรกิจการให้บริการซ่อมบำรุงอากาศยาน และจะส่งเสริมให้ประเทศไทยก้าวสู่ศูนย์กลางด้านอุตสาหกรรมการบินในภูมิภาค อีกทั้งทำให้เกิดแรงจูงใจกับนักลงทุน และเชื่อมโยงนักธุรกิจในอุตสาหกรรมการบินระดับโลกเข้ามาลงทุนในเขตส่งเสริมเมืองการบินภาคตะวันออก เกิดการเจรจาจับคู่ทางธุรกิจร่วมกัน จุดนี้ถือเป็นกำลังสำคัญ เสริมแกร่งการลงทุนเข้าสู่ในพื้นที่ อีอีซี ตามเป้าหมายเม็ดเงินลงทุน 2.2 ล้านล้านบาท ภายใน 5 ปี ทั้งนี้ การจัดงานฯ จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในปี 2568 สอดคล้องกับระยะเวลาเปิดบริการสนามบินนานาชาติอู่ตะเภา คาดว่าจะมีผู้ร่วมงานรวมประมาณ 5,425 คน และการจัดงานอย่างเต็มรูปแบบในปี 2570 จะมีผู้เข้าร่วมงานประมาณ 36,300 คน มีผู้เข้าแสดงงานประมาณ 1,240 ราย ทั้งนี้ การดำเนินงานภายใต้โครงการฯ จะมีการจัดงานที่เกี่ยวข้องทั้งงานใหม่และงานที่จัดต่อเนื่อง เริ่มตั้งแต่ปี 2566 – 2570 จำนวน 28 งานในพื้นที่ อีอีซี ซึ่งเมื่อรวมมูลค่าทางเศรษฐกิจของงาน Thailand International Air Show ทั้งหมด จะสามารถสร้างรายได้รวมให้แก่ประเทศ มากถึงประมาณ 8,200 ล้านบาท

สกพอ. จับมือกรมโยธาธิการฯ เปิดประชาพิจารณ์แผนผังการใช้ประโยชน์ที่ดินเพิ่มเติมในอีอีซี


ตามที่สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ร่วมกับกรมโยธาธิการและผังเมือง (ยผ.) จัดการประชุมรับฟังความคิดเห็นต่อประกาศคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกเรื่อง แผนผังการใช้ประโยชน์ในที่ดินและแผนผังการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2562 หรือแผนผังการใช้ประโยชน์ในที่ดิน อีอีซี (แก้ไขเพิ่มเติม) ในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง ระหว่างวันที่ 1 ถึง 7 มีนาคม 2565 ที่ผ่านมา รวมทั้งสิ้น 7 ครั้ง แบ่งเป็นระดับจังหวัด 3 ครั้ง และระดับอำเภอ 4 ครั้ง ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และประชาชนในพื้นที่ที่มีการเปลี่ยนแปลงแผนผังการใช้ประโยชน์ในที่ดิน อีอีซี ประมาณ 1,100 คน สำหรับการจัดประชุมรับฟังความเห็นในครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากในปี 2564 ที่ผ่านมาคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) เห็นชอบการตั้งและเปลี่ยนแปลงเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษในอีอีซี เพิ่มเติม 7 แห่ง เพื่อเตรียมพร้อมด้านพื้นที่รองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายอย่างเพียงพอ ซึ่งจะทำให้มีพื้นที่รองรับอุตสาหกรรมและการประกอบกิจการเพิ่มขึ้นกว่า 5,919 ไร่ เป้าหมายการลงทุนเพิ่มขึ้น 308,772.23 ล้านบาท ภายใน 10 ปีข้างหน้า (ปี 2564-2573) และสืบเนื่องจากมติการประชุม กบอ. ครั้งที่ 4/2564 วันที่ 21 มิถุนายน 2564 มีมติให้มีการเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดการบังคับใช้โครงการถนนในแผนผังระบบคมนาคมและโครงสร้างพื้นฐาน ที่มีข้อกำหนดการบังคับใช้ที่เข้มงวด ส่งผลให้ต้องมีการแก้ไขเพิ่มเติมแผนผังการใช้ประโยชน์ในที่ดิน อีอีซี ที่ประกาศใช้มาตั้งแต่ปี 2562 ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลง “การจัดประชุมรับฟังความคิดเห็น เรื่อง แผนผังการใช้ประโยชน์ในที่ดิน ฯ ในครั้งนี้ เป็นขั้นตอนสำคัญในการรับฟังข้อคิดเห็นข้อเสนอแนะจากประชาชนในพื้นที่ หน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง รวมถึงผู้สนใจทั่วไป ได้มีส่วนร่วมในการเสนอความเห็นและข้อมูลเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการพัฒนาพื้นที่ อีอีซี และแผนผังการใช้ประโยชน์ในที่ดินฯ” นางสาวทัศนีย์ เกียรติภัทราภรณ์ ที่ปรึกษาพิเศษด้านพื้นที่และชุมชน สกพอ. กล่าว โดยจากการรวบรวมข้อมูลที่ได้รับจากการประชุมครั้งนี้ พบว่า ประชาชนในพื้นที่ยอมรับและต้องการให้เกิดการพัฒนาในพื้นที่ รวมถึงการจัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจ เนื่องจากจะทำให้เกิดการลงทุนโดยเฉพาะอุตสาหกรรมเป้าหมายที่เป็นอุตสาหกรรมใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย สะอาดเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ก่อให้เกิดการจ้างงานและเศรษฐกิจหมุนเวียนในพื้นที่มากขึ้น แต่ยังมีข้อห่วงใยด้านการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม ความเพียงพอของน้ำ ด้านพลังงาน ต้องการให้ใช้พลังงานสะอาด การบริหารจัดการขยะอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างการพัฒนาและสิ่งแวดล้อม

อว. ตั้ง ‘ธนาคารหน่วยกิตแห่งชาติ’ รับฝากสะสมหน่วยกิต รองรับการเรียนรู้ตลอดชีวิต
นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (รมว.อว.)นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (รมว.อว.) กล่าวว่า ขณะนี้ อว.กำลังเร่งดำเนินการจัดทำ “ธนาคารหน่วยกิตแห่งชาติ” (National Credit Bank) เพื่อรองรับการพัฒนากำลังคนตลอดทุกช่วงวัย (Lifelong learning) ตามนโยบายของตนที่ต้องการเปิดโอกาสให้คนในทุกช่วงวัย โดยเฉพาะวัยทำงานและวัยเกษียณสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ รวมถึงได้พัฒนาและเรียนรู้ทักษะใหม่ที่จำเป็นในโลกยุคปัจจุบัน เพื่อเอาไปต่อยอดในการทำงาน พัฒนาตนเอง ตลอดจนสามารถสะสมไว้เพื่อการศึกษาต่อในระดับต่างๆได้ โดยได้มอบหมายให้สำนักงานปลัด อว. เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินงานอย่างเร่งด่วน เพื่อให้ธนาคารหน่วยกิตแห่งชาตินี้เกิดขึ้นให้เร็วที่สุด รองรับการศึกษาทุกช่วงวัย สอดรับกับการปฏิรูปอุดมศึกษา ที่ตนได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งธนาคารหน่วยกิตแห่งชาติจะทำหน้าที่ในการรับฝากหน่วยกิตของผู้เรียน ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัย แต่เป็นใครก็ได้ที่เมื่อไปเรียนในหลักสูตรต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหลักสูตรประกาศนียบัตร หลักสูตร Non Degree หรือหลักสูตรการฝึกอบรมทั่วไป ก็จะสามารถนำหน่วยกิตมาเก็บสะสมไว้ได้ในธนาคารกลางแห่งนี้ ซึ่งการฝากและสะสมหน่วยกิตนี้ จะเป็นไปตามเงื่อนไขของแต่ละมหาวิทยาลัยหรือสถาบันฝึกอบรมที่ได้รับการรับรองคุณภาพจาก อว. โดยเมื่อสะสมหน่วยกิตได้ถึงระดับหนึ่งจะสามารถได้รับใบประกาศนียบัตรความเชี่ยวชาญ หรือปริญญาบัตร เพื่อแสดงถึงการเป็นผู้มีความรู้และทักษะในด้านต่างๆ ซึ่งสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการทำงานและการทำธุรกิจต่อไป

สุดเจ๋ง! นักศึกษาเทคนิคสตูล คิดค้นหน้ากากอนามัยเส้นใยธรรมชาติ ย่อยสลายได้ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
นายฐิติกานต์ สุขวินยานายฐิติกานต์ สุขวินยา ปวส.2 สาขาการจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชน วิทยาลัยเทคนิคสตูลเล่าว่า หน้ากากอนามัย มีส่วนสำคัญในการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโควิด-19 ได้อย่างเป็นอย่างดีและมีประสิทธิภาพ โดยจากการสำรวจหน้ากากอนามัยที่มีจำหน่ายในท้องตลาดนั้น ผลิตจากเส้นใยสังเคราะห์ กำจัดได้ยาก และสุดท้ายแล้วก็จะกลายเป็นไมโครพลาสติกที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ตนและเพื่อนๆ จึงมีแนวคิดที่จะพัฒนาหน้ากากอนามัยที่สามารถย่อยสลายได้ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จากการจัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์เรื่องการพัฒนากระดาษบรรจุภัณฑ์จากเส้นใยหญ้าขจรจบ และเส้นใยไบโอเซลลูโลส พบว่า กระดาษบรรจุภัณฑ์จากเส้นใยหญ้าขจรจบและเส้นใยไบโอเซลลูโลส มีสมบัติความหนาแน่นเสมือนค่อนข้างดี และมีความเหนียว จึงได้นำมาพัฒนาต่อยอดร่วมกับสารสกัดไคโตซานที่ได้จากเปลือกปูและเปลือกกุ้งซึ่งมีคุณสมบัติไม่ละลายน้ำ จนพัฒนาได้เป็นผลิตภัณฑ์หน้ากากอนามัยจากเส้นใยธรรมชาติที่ย่อยสลายได้ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยผลิตภัณฑ์หน้ากากอนามัยจากเส้นใยธรรมชาติ (Bio-Mask) ประกอบด้วย เส้นใยหญ้าขจรจบ เส้นใยไบโอเซลลูโลส สารละลายไคโตซาน ผ้าเยลซี่กาว (ผ้าที่ทำให้เกิดทรง) ยางยืดชนิดแบน โดยหน้ากากฯ มีความหนา 2 ชั้น ชั้นแรกเป็นชั้นของวัสดุชีวภาพที่ทำมาจากเส้นใยหญ้าขจรจบและเส้นใยไบโอเซลลูโลส ซึ่งเคลือบสารละลายไคโตซานที่ช่วยต้านทานการซึมผ่านของของเหลว และสามารถย่อยสลายได้ในธรรมชาติ และชั้นที่ 2 เป็นชั้นของผ้าเยลซี่กาว ซึ่งเป็นส่วนที่สัมผัสกับผิวหน้า และใช้ยางยืดชนิดแบบเป็นวัสดุสำหรับคล้องหู ซึ่งสามารถช่วยบรรเทาอาการปวดหู และปริมาณออกซิเจนในเลือดมีค่าปกติขณะสวมใส่หน้ากากอนามัยจากเส้นใยธรรมชาติ (Bio-Mask) ซึ่งผลิตภัณฑ์หน้ากากอนามัยจากเส้นใยธรรมชาติ (Bio-Mask) มีประสิทธิภาพในการกรองจุลินทรีย์ ฝุ่นละออง และอนุภาคขนาดเล็ก สามารถหายใจเข้าและออกได้ปกติ ที่สำคัญสามารถย่อยสลายได้ง่าย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผลิตภัณฑ์หน้ากากอนามัยจากเส้นใยธรรมชาติ (Bio-Mask) บรรจุกล่องละ 3 ชิ้น ราคา 69 บาท สนใจติดต่อได้ที่วิทยาลัยเทคนิคสตูล ทาง Facebook : Bio-products หรือ ID LINE : nususci หรือ โทร. 094-584-0749

‘สหรัฐฯ’ พบโอมิครอนพันธุ์ย่อย แพร่เชื้อทวีคูณทุกสัปดาห์ “วัคซีน” ช่วยเซฟยอดป่วย

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐฯ (CDC) เปิดเผยว่าสหรัฐฯ มีผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ก่อโรคโควิด-19 ที่เป็นสายพันธุ์ย่อยของสายพันธุ์โอไมครอน เพิ่มขึ้นเท่าตัวในแต่ละสัปดาห์ของเดือนกุมภาพันธ์ โดยผู้เชี่ยวชาญกำลังจับตาดูอย่างใกล้ชิด พร้อมเตือนประชาชนเฝ้าระวังและไม่ประมาทในการป้องกันโรค
ศูนย์ฯ ระบุว่าเชื้อไวรัสฯ สายพันธุ์ย่อยดังกล่าว หรือ “บีเอ.2” (BA.2) ครองสัดส่วนเพียงร้อยละ 1 ของผู้ป่วยใหม่ในสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 5 ก.พ. ก่อนเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 2.2 ในสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 12 ก.พ. ร้อยละ 3.8 ในสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 19 ก.พ. ร้อยละ 6.6 ในสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 26 ก.พ. และร้อยละ 11.6 ในสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 5 มี.ค. ที่ผ่านมา เชื้อไวรัสฯ สายพันธุ์บีเอ.2 มีการแพร่กระจายอย่างเชื่องช้าแต่ต่อเนื่อง แม้การระบาดของสายพันธุ์โอไมครอนในสหรัฐฯ จะทยอยลดลงแล้ว โดยการทดลองในห้องปฏิบัติการและในสัตว์ทดลองชี้ว่าสายพันธุ์บีเอ.2 อาจก่ออาการป่วยหนักกว่าสายพันธุ์โอไมครอนดั้งเดิม ขณะผลการศึกษาช่วงแรกพบสายพันธุ์บีเอ.2 อาจแพร่เชื้อได้มากกว่าสายพันธุ์โอไมครอนดั้งเดิมถึงร้อยละ 30 บรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขมองว่าหากปราศจากมาตรการป้องกันต่างๆ อาทิ สวมหน้ากากอนามัย ล้างมือ และเว้นระยะห่างทางสังคม สายพันธุ์บีเอ.2 จะแพร่ระบาดในชุมชนอย่างรวดเร็ว สำนักข่าวซินหัวรายงานว่าปัจจุบันสหรัฐฯ มีผู้ป่วยโรคโควิด-19 เพิ่มขึ้นเฉลี่ยวันละประมาณ 40,000 ราย และผู้ป่วยเสียชีวิตเฉลี่ยวันละประมาณ 1,200 ราย ขณะผู้เชี่ยวชาญบางส่วนมองว่าสายพันธุ์บีเอ.2 น่าจะไม่ทำให้ยอดผู้ป่วยพุ่งสูง เพราะประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศมีภูมิคุ้มกันจากการติดเชื้อก่อนหน้านี้หรือจากการฉีดวัคซีนแล้ว
Post Views: 1,461