จับตาการใช้วิกฤตสร้างโอกาส ปั้น สายการเดินเรือแห่งชาติ พร้อมปลดล็อคการพัฒนาการขนส่งไทยทุกมิติ

หลังจากที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มอบนโยบายให้ ‘กระทรวงคมนาคม’ จัดตั้ง สายการเดินเรือแห่งชาติ เพื่อพัฒนาการขนส่งทางทะเลของไทยให้มีประสิทธิภาพ โดยในช่วงแรกของการผลักดันนโยบาย กระทรวงคมนาคมได้มอบหมายให้ การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) ศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งสายการเดินเรือแห่งชาติขึ้นมาใหม่นี้

เนื่องจาก จากอดีตถึงปัจจุบัน กองเรือพาณิชย์ของไทยที่ทำการขนส่งสินค้าทางทะเล มีขนาดเล็ก มีระวางบรรทุกน้อย ไม่สามารถขนส่งระยะไกล เรือสินค้าไทยมีสัดส่วนในการขนส่งสินค้าเข้า-ออกจากประเทศเพียง 9% และไทยต้องพึ่งพาเรือสินค้าต่างชาติถึง 91% ทำให้ไทยขาดดุลค่าระวางขนส่งสินค้าสูงถึงประมาณ 90% คิดเป็นเงินประมาณ 1.33 ล้านล้านบาทต่อปี
มาในวันนี้ได้มีความคืบหน้า ในการจัดตั้ง สายการเดินเรือแห่งชาติ อย่างเป็นรูปธรรมแล้ว โดย กระทรวงคมนาคม ได้พูดคุยกับการท่าเรือแห่งประเทศไทย เพื่อเร่งจัดตั้ง สายการเดินเรือแห่งชาติ อย่างเร่งด่วนแล้ว
และไม่ใช่แค่การพัฒนาในด้านการขนส่งทางน้ำเท่านั้น เพราะท่ามกลางวิกฤตโควิดนี้ ที่อัตราการเติบโตของภาคการขนส่งไทยเพิ่มขึ้นในทุกด้านอย่างมีนัยสำคัญ ในห้วงเวลานี้จึงเป็นจังหวะที่เหมาะสมอย่างยิ่งในการเดินหน้าพัฒนาภาคการขนส่งและโลจิสติกส์ของไทยให้ครบในทุกมิติ

ไทยเร่งเครื่องตั้งกองเรือพาณิชย์ และเดินหน้าเปิด สายการเดินเรือแห่งชาติ เต็มกำลัง

จากนโยบายและปัญหาในอดีตดังกล่าว เป็นผลให้กระทรวงคมนาคมจัดตั้งคณะกรรมการเตรียมการจัดตั้งสายการเดินเรือแห่งชาติขึ้น เพื่อให้คณะกรรมการเป็นกลไกเร่งรัดการดำเนินงานและการขับเคลื่อนเพื่อจัดตั้งสายการเดินเรือแห่งชาติให้สำเร็จโดยเร็วต่อไป ซึ่งในการทำงานเบื้องต้น นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้สั่งการให้คณะกรรมการดำเนินการในทุกมิติ ดังนี้
ข้อสรุปแนวทางการศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งสายการเดินเรือแห่งชาติ ซึ่งผลการศึกษาเบื้องต้นระบุว่า ควรจัดตั้งสายการเดินเรือแห่งชาติ 2 เส้นทาง คือ

หนึ่ง : การเดินเรือภายในประเทศ (Domestic Marine Line)

เชื่อมโยงการเดินทางอ่าวไทย ซึ่งเป็นการร่วมมือกับภาคเอกชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยกระทรวงคมนาคมจะสนับสนุนเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานและท่าเทียบเรือ เพื่อรองรับการดำเนินการดังกล่าว รวมทั้งการพิจารณาอนุญาตเกี่ยวกับสายการเดินเรือ
ปัจจุบันกรมเจ้าท่าได้ร่วมกับบริษัท ซีฮอร์ส เฟอร์รี่ จำกัด นำเรือ Ro-Ro Ferry, The Blue Dolphin เดินเรือเฟอร์รี่ข้ามอ่าว เส้นทางระหว่าง จ.ชลบุรี-จ.สงขลา เปิดให้บริการเส้นทางสัตหีบ-สงขลา ซึ่งเป็นการดำเนินงานภายใต้การพัฒนาสายการเดินเรือภายในประเทศ เพื่อพัฒนาระบบโลจิสติกส์ทางน้ำของประเทศ
โดยได้เริ่มทดสองให้บริการเดินเรือเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา และมีแผนเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในปี 2565 โดยระยะแรกจะเปิดให้บริการเส้นทางท่าเรือพาณิชย์สัตหีบ (จุกเสม็ด)-ท่าเรือสวัสดิ์ จ.สงขลา ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการจราจร ลดปริมาณรถในการขนส่งสินค้าได้ประมาณ 90,000 คันต่อปี

สอง : การเดินเรือในระดับ International

แบ่งเป็น สายการเดินเรือฝั่งตะวันออก (East) ตั้งแต่กัมพูชา เวียดนาม เกาหลีใต้ จีน ญี่ปุ่น และฝั่งตะวันตก (West) ได้แก่ แอฟริกา และยุโรป หรือกลุ่ม BIMSTEC คาดว่าจะแล้วเสร็จในไตรมาสที่ 2 ของปี 2565
การเปิดให้บริการเดินเรือดังกล่าว จะทำให้ประชาชนและผู้ใช้บริการที่ต้องการเดินทางหรือขนส่งสินค้าระหว่าง ภาคตะวันออก-ภาคใต้ มีทางเลือกในการเดินทาง การขนส่งสินค้าและการท่องเที่ยวมากยิ่งขึ้น รวมทั้งช่วยลดปัญหาการจราจรทางบก ลดความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุทางถนน ลดต้นทุนการบำรุงรักษาถนน เสริมศักยภาพสายการเดินเรือภายในประเทศ และสนับสนุนการพัฒนาระบบขนส่งเชื่อมโยงพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี อีกทางหนึ่งด้วย
นอกจากนี้ กระทรวงได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (แลนด์บริดจ์) ระหว่าง จ.ชุมพร-จ.ระนอง ให้เป็นเส้นทางหลักในการขนส่งสินค้าเชื่อมโยงมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิก
ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการศึกษาพิจารณาบทเรียนและความสำเร็จของช่องทางการเดินทาง โดยเป็นการร่วมลงทุนกับภาคเอกชน ซึ่งจะมีการจัดโรดโชว์ในงานแสดงสายการเดินเรือระดับโลก เพื่อแสดงให้เห็นถึงความคุ้มค่าในการเดินทางและค่าใช้จ่ายและมาร่วมลงทุน ซึ่งได้รับความสนใจจากหลายประเทศ อาทิ ญี่ปุ่น ตุรกี ฝรั่งเศส และอังกฤษ
คาดกว่าจะดำเนินการให้แล้วเสร็จในไตรมาสที่ 2 ของปี 2565 ซึ่งจะมีปริมาณสินค้าเข้าประมาณ 20 ล้านทีอียู ถือเป็นความท้าทายที่จะดึงดูดให้ผู้ประกอบการจากทั่วโลกมาใช้เส้นทางแลนด์บริดจ์ เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจของประเทศต่อไป
โดยสิ่งเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของการเดินหน้าศึกษา การจัดตั้งสายการเดินเรือแห่งชาติ ซึ่งผลสำเร็จอาจจะไม่ได้เห็นในเร็วๆ นี้ แต่เมื่อการศึกษาแล้วเสร็จ กระทรวงคมนาคมมั่นใจว่าการจัดตั้งดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติแน่นอน

วิกฤตสร้างโอกาส ติดเครื่อง การขนส่งและโลจิสติกส์ไทย ให้เติบโตได้ในทุกมิติ

เป้าหมายในการลดต้นทุนโลจิสติกส์ หนุนส่งออกและนำเข้า เพื่อพัฒนาภาคารขนส่งและโลจิสติกส์ไทย ยังเดินหน้า เพราะตั้งแต่ช่วงวิกฤตโควิดนี้ ภาคการขนส่งไทยก็ยังมีตัวเลขการเติบโตที่น่าพอใจ ยืนยันได้จากอัปเดตรายได้ของการท่าเรือไทย ในยุคโควิด
  • รายได้ปี 64 เพิ่มจากปีก่อน 600 ล้านบาท
  • ปี 64 ท่าเรือแหลมฉบัง ติด 1 ใน 20 ของโลก ปริมาณตู้สินค้า 8.4 ทีอียู
  • คาดเปิดท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 ปี 68
  • ตู้สินค้าเพิ่ม 18 ล้าน ทีอียู เกิน 100 เปอร์เซ็นต์
  • ติดอันดับ 1 ใน 9 ของโลก ถือได้ว่าอยู่ในระดับเวิลด์คลาส
อย่างไรก็ดี การตั้งเป้าหมายหลังจากที่ท่าเรือแหลมฉบังเปิดเฟส 3 นี้ ก็ต้องยอมรับว่าเป็นเป้าหมายที่ท้าทาย แต่ถ้าทำได้ นอกจากจะทำให้ประเทศไทยมีแสนยานุภาพด้านการขนส่งทางน้ำอยู่ในระดับเวิลด์คลาสแล้ว ยังทำให้ประเทศไทยพึ่งพาต่างชาติน้อยลงด้วย

ศูนย์ซ่อมเครื่องบิน อู่ตะเภา

ขณะเดียวกัน กระทรวงคมนาคมก็ลงนามในพิธีสารเพื่ออนุมัติข้อผูกพันชุดที่ 12 ของข้อตกลงการขนส่งทางอากาศควบคู่ไปด้วย โดยสามารถให้บริการคลังสินค้าในท่าอากาศยานได้ทั้ง 7 แห่ง ซึ่งจะทำให้ไทยเป็นฮับการค้าอาเซียนได้
  1. ท่าอากาศยานอู่ตะเภา
  2. ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย
  3. ท่าอากาศยานหาดใหญ่
  4. ท่าอากาศยานอุดรธานี
  5. ท่าอากาศยานอุบลราชธานี
  6. ท่าอากาศยานสุราษฎร์ธานี
  7. ท่าอากาศยานแม่สอด
โดยจะเป็นการเพิ่มจำนวนผู้ให้บริการที่มีความเชี่ยวชาญ และมีเทคโนโลยีใหม่ๆ และเป็นการเพิ่มทางเลือกให้กับสายการบิน และผู้ประกอบการขนส่งทางอากาศให้สามารถบริหารต้นทุนและลดค่าระวางลงมาได้

พัฒนา การขนส่งสินค้าการเกษตร ด้วยระบบขนส่งและโลจิสติกส์อัจฉริยะ

นอกจากการพัฒนาการขนส่งและโลจิสติกส์ในมุมของวิธีการขนส่งแล้ว การพัฒนาการขนส่งในสินค้าประเภทต่างๆ ก็มีความสำคัญเช่นกัน โดยในบริบทของประเทศไทย สินค้าที่เป็นพระเอกของประเทศเรา นั่นคือ การขนส่งสินค้าการเกษตร ซึ่งมีหัวใจสำคัญอยู่ที่การขนส่งที่รวดเร็ว เพื่อที่สินค้าจะได้สด ใหม่ ตลอดเวลา โดยโอกาสที่เกิดขึ้นตอนนี้คือการมี รถไฟ จีน-ลาว และเรื่องโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ รวมถึงระบบรางด้วยที่จะมา support เรื่องการขนส่งสินค้าการเกษตรของไทยด้วย
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้มีการจัดทำร่างแผนปฏิบัติด้านการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ด้านการเกษตรในระยะ 5 ปี ตั้งแต่ปี 2566-2570 เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรและสถาบันเชื่อมโยงกับแผนพัฒนาโลจิสติกส์ของประเทศที่ดำเนินการโดยสำนักงานสภาพัฒน์ ซึ่งทางสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร หรือ สสก. ก็เตรียมเสนอแผนความก้าวหน้าและการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ภาคการเกษตร ต่อ คณะกรรมการพัฒนาระบบการขนส่งสินค้าและการให้บริการของประเทศ หรือ กบส. ซึ่งคาดว่าจะพิจารณาภายในเดือนมีนาคมนี้
สำหรับสาระสำคัญด้านแผนการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ด้านการเกษตร ก็มีเป้าหมายที่จะลดต้นทุน ในขณะเดียวกัน ก็เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพโลจิสติกส์ภาคการเกษตรด้วย วิสัยทัศน์คือประเทศไทยต้องเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาคอาเซียน โดยตัวชี้วัดอยู่ที่ต้นทุนโลจิสติกส์ด้านสินค้าเกษตรที่สำคัญต่อยอดขาย ต้องปรับตัวลดลงมาไม่น้อยกว่า ร้อยละ 3 ต่อปี ส่วนมูลค่าการรวบรวมของสหกรณ์การเกษตรจะต้องเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 3 ต่อปี การอำนวยความสะดวกให้บริการด้านโลจิสติกส์การเกษตรก็ต้องเป็นไปตามที่กำหนดเอาไว้ให้ได้ โดยยึดโลจิสติกส์เป็นสิ่งสำคัญที่จะนำไปสู่ความสำเร็จเหล่านี้ได้

ดังนั้นจึงมีการกำหนดประเด็นการพัฒนาด้านโลจิสติกส์ไทย ใน 3 เรื่องหลักด้วยกัน
  1. สร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรและสถาบันการเกษตรในการบริหารจัดการโลจิสติกส์การเกษตร
  2. เดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโลจิสติกส์การเกษตรให้แข็งแรงมากขึ้น
  3. ส่งเสริมการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ขับเคลื่อนโลจิสติกส์ภาคการเกษตร
โดยในตอนนี้ หน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องก็ต้องมาร่วมมือกันในการผลักดันในประเด็นต่างๆในทุกมิติ หน่วยงานรัฐเพียงหน่วยงานเดียวทำ ความสำเร็จคงไม่เกิด โดยบริษัทเอกชนก็มองว่า สินค้าเกษตร บ้านเราเป็นพระเอกอยู่แล้ว แต่ในช่วงหลัง ต้องยอมรับว่า เมื่อไปเปรียบเทียบกับประเทศในภูมิภาคเดียวกัน ผลิตผลหรือ Productivity ของเรา น้อยกว่าประเทศต่างๆอยู่เยอะ
ขณะที่ในต้นทุนตอนนี้ ต้องยอมรับว่าผลกระทบจากความขัดแย้งที่เกิดขึ้นกับ รัสเซียและยูเครน ทำให้ต้นทุนสูงขึ้นมาก นั่นหมายความว่า ถ้าเรายังคงสร้างผลิตผล หรือมี Productivity ที่ไม่ดีมากเพียงพอ ในอนาคตอาจมีปัญหา ซึ่งในประเด็นนี้ ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณืก็พยายามไปเป็นพาร์ทเนอร์กับทางภาคเอกชน เช่น Kerry เพื่อส่งสินค้าเกษตรให้ได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน หรือร่วมกับ การบินไทย ในการส่งสินค้าเกษตรได้อย่างรวดเร็วผ่านสายการบิน เป็นต้น

ที่มา :


เรียนรู้เรื่องการพัฒนาอุตสาหกรรมการขนส่งและโลจิสติกส์ของไทยในหลากมิติ

เหตุใด “การขนส่งทางถนน” จึงเป็นโลจิสติกส์ที่ร้อนแรง ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

หุ่นยนต์คัดแยกสินค้าอัจฉริยะ ผู้ช่วยแขนกล จัดการพัสดุ ดันอุตสาหกรรมโลจิสติกส์โตได้ต่อเนื่อง

จับตามอง ธุรกิจขนส่ง ของไทย กับการปรับตัวในวันที่ โลกโลจิสติกส์ ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป