
บอร์ด กนอ. อนุมัติตั้งนิคมฯร่วมแห่งใหม่ในพื้นที่อีอีซี ดึงลงทุน 4.58 หมื่นล้านบาท


เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ประชุมคณะกรรมการ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) (บอร์ด กนอ.) อนุมัติในหลักการให้จัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมใหม่ 1 แห่ง โดยร่วมดำเนินงานกับ บริษัท พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอุตสาหกรรมระยอง ไทย-จีน จำกัด ในรูปแบบของนิคมอุตสาหกรรมร่วมดำเนินงาน ซึ่งเป็นการเพิ่มพื้นที่เพื่อรองรับการลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) รับการขยายตัวของอุตสาหกรรมเป้าหมาย S-Curve และ New S-Curve และอุตสาหกรรมที่ได้รับการส่งเสริมตามโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก รวมถึงตอบสนองนโยบายส่งเสริมและสนับสนุนการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่ที่มีศักยภาพตามยุทธศาสตร์ของประเทศเชิงพื้นที่ (Area based) โดยเอกชนเป็นผู้ลงทุนพัฒนาและให้บริการระบบสาธารณูปโภคภายใต้การกำกับของ กนอ. โครงการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมหนองละลอก ตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบลหนองละลอก อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง พื้นที่ประมาณ 1,546 ไร่ ที่ตั้งของโครงการฯ ถือว่ามีความได้เปรียบจากการเป็นพื้นที่ดอน ไม่มีความเสี่ยงต่อการถูกน้ำท่วม ด้านหน้าโครงการติดถนนทางหลวงแผ่นดิน และห่างจากทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) เส้นทางชลบุรี-พัทยา ประมาณ 14 กิโลเมตร อยู่ห่างจากท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ประมาณ 24 กิโลเมตร ท่าอากาศยานอู่ตะเภา ประมาณ 40 กิโลเมตร ท่าเรือพาณิชย์แหลมฉบัง ประมาณ 60 กิโลเมตร และห่างจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ประมาณ 150 กิโลเมตร นอกจากนี้ ยังอยู่ใกล้พื้นที่เขตประกอบการอุตสาหกรรมและนิคมอุตสาหกรรมหลายแห่ง อาทิ เขตประกอบการอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ ระยอง ประมาณ 7 กิโลเมตร นิคมอุตสาหกรรมซีพีจีซี ประมาณ 8 กิโลเมตร และนิคมอุตสาหกรรม อาร์ ไอ แอล ประมาณ 15 กิโลเมตร เป็นต้น ทั้งนี้ ตัวโครงการแบ่งเป็นพื้นที่เขตอุตสาหกรรมทั่วไป ประมาณ 1,123 ไร่ พื้นที่โรงไฟฟ้า ประมาณ 22 ไร่ พื้นที่ระบบสาธารณูปโภค 181 ไร่ พื้นที่สีเขียวและแนวกันชน ประมาณ 218 ไร่ คาดว่าจะใช้ระยะเวลาพัฒนาพื้นที่ทั้งหมดและเปิดให้บริการได้ภายใน 2 ปี โดยหลังเปิดดำเนินการแล้วจะก่อให้เกิดมูลค่าการลงทุนประมาณ 45,840 ล้านบาท เกิดการจ้างแรงงานเพิ่มขึ้นประมาณ 11,460 คน อย่างไรก็ตาม โครงการฯ อยู่ในพื้นที่เป้าหมายของอีอีซี อยู่ในทำเลที่มีศักยภาพ อีกทั้งผู้ประกอบการยังได้รับสิทธิประโยชน์ภายใต้มาตรการส่งเสริมของอีอีซีด้วย ซึ่งคาดว่าจะสามารถขาย/ให้เช่าพื้นที่ทั้งหมดได้ในระยะเวลา 5 ปี

ชี้ “อีอีซี” แรงผลักดันผู้ประกอบการ SME ลงทุนเทคโนโลยีดิจิตอล สร้างโรงงานระบบอัตโนมัติ เพิ่มขีดความสามารถแข่งขันของประเทศ

ธีระ กิตติธีรพรชัย CEO – GREENWORLD ผู้จัดงาน AUTOMATION EXPO 2022 กล่าวในพิธีเปิดงาน ถึงแนวโน้มความสนใจของผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมไทยในช่วงที่ผ่านมาว่า “วิกฤตการณ์ Covid-19 คือปัจจัยเร่งที่สำคัญต่อการตื่นตัวของผู้ประกอบการไทย ในในการปรับใช้ระบบอัตโนมัติและเทคโนโลยีดิจิตอลในภาคอุตสาหกรรมการผลิต ที่ผ่านมาเรามักได้ยินว่าอุตสาหกรรมไทยยังอยู่แถว Industry 2.0 +/- หรืออย่างมากไม่เกิน 3.0 ในขณะที่ผู้ประกอบการเองก็ยังไม่มีทิศทางที่ชัดเจนว่าต้องพัฒนาอะไรก่อนหลัง แต่ด้วยแรงผลักดันจากโครงการต่างๆ ของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) คนไทยเริ่มมีข้อมูลมากขึ้น มีวิสัยทัศน์มองเห็นปลายทางชัดเจนขึ้น เราเห็นภาพว่า Smart Factory หรือ Digital Manufacturing ไม่ใช่เรื่องที่ไกลเกินเอื้อม จากที่เคยมองแค่ระบบหุ่นยนต์หรือเครื่องจักรอัตโนมัติ ผู้ประกอบการมองไกลถึงการนำระบบดิจิตอลมาเป็นรากฐานเพื่อรองรับการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การแข่งขันในอนาคต” โดยผลการสำรวจกลุ่มเป้าหมายผ่านช่องทาง Digital และ Webinar ในปีที่ผ่านมา พบว่าภาคอุตสาหกรรมให้ความสนใจความรู้ด้าน Data management, ERP, Low-cost automation, Predictive maintenance มากขึ้น ซึ่งทั้งหมดยังคงมุ่งไปที่เป้าหมายการเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุนเพื่อรักษาความแข็งแกร่งในการแข่งขัน จากการสำรวจผู้เข้าร่วมกว่า 6,025 คนถึงเทคโนโลยีที่สนใจอยากลงทุนในโรงงงาน 3 อันดับแรกล้วนเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีระบบอัตโนมัติและดิจิตอล ส่วนอันดับที่ 4 คือด้านการจัดการคลังและการลำเลียงวัสดุ คือ 18.60% FACTORY AUTOMATION & EQUIPMENT 15.50% DIGITAL FACTORY 13.20% INDUSTRIAL ROBOTICS 12.90% WAREHOUSE AUTOMATION, MATERIAL HANDLING EQUIPMENT & STORAGE SYSTEMS 10.10% MACHINE TOOLS & ACCESSORIES 9.00% INDUSTRIAL MEASUREMENT & METROLOGY 8.80% MACHINERY & EQUIPMENT 5.70% TOOLS & CUTTING TOOLS 4.80% FLOW & FLUID POWER COMPONENTS 1.50% OTHERS ผลสำรวจนี้มาจากอุตสาหกรรมหลายสาขาและมาจากหลายพื้นที่ และส่วนใหญ่เป็นโรงงานขนาดกลางซึ่งเป็นเป้าหมายที่เราเชื่อว่ามีศักยภาพในการพัฒนาและจะส่งผลต่อความสามารถทางการแข่งขันของประเทศไทยได้อย่างมีนัยสำคัญ

DITP แนะเจาะตลาดกลุ่มนักศึกษาในจีน 33 ล้านคน อาหาร ขนม เครื่องดื่ม เครื่องสำอาง มีโอกาส



รายงานจากสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองกวางโจว ถึงโอกาสในการเจาะตลาดกลุ่มนักศึกษาในประเทศจีน ซึ่งถือเป็นกลุ่มผู้บริโภค ที่มีแนวโน้มเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ จากการติดตามกลุ่มผู้บริโภคนักศึกษาในจีน พบว่า ในปี 2020 มีนักศึกษามหาวิทยาลัยจำนวน 32.85 ล้านคน โดยนักศึกษา 1 คนมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 2,082 หยวนต่อเดือน และในปี 2021 การบริโภคของกลุ่มนักศึกษาในประเทศจีนมีมูลค่าถึง 8.7 ล้านล้านหยวน โดยกิจกรรมที่สนใจมากสุด 3 อันดับแรก คือ การเลือกสรรร้านอาหารที่มีชื่อเสียง การดูหนัง ฟังเพลง การศึกษาหาความรู้ รวมถึงการเล่นเกมออนไลน์ ท่องเที่ยว และออกกำลังกาย โดยมีงานอดิเรก เช่น เพศชาย สนใจกีฬา e-Sport การ์ตูนเอนิเมชัน ฟิกเกอร์โมเดล และอุปกรณ์เทคโนโลยี เพศหญิง สนใจเรื่องแฟชั่น ความงาม กิจกรรมเอ็นเตอร์เทนเมนต์ต่างๆ สัตว์เลี้ยง และการ์ตูนแอนิเมชัน สำหรับพฤติกรรมการบริโภคสินค้า พบว่า มีความสนใจการบริโภคเอ็นเตอร์เทนต์ออนไลน์ แอปพลิเคชันเอ็นเตอร์เทนเมนต์ประเภทคลิปวิดีโอสั้น หรือแอปพลิเคชันสำหรับฟังเพลง ส่วนการบริโภคอาหาร ขนม และเครื่องดื่ม เนื่องจากมีข้อจำกัดด้านการเงิน การบริโภคจึงเลือกสินค้าที่มีราคาย่อมเยาและมีรสชาติอร่อย เช่น อาหาร ขนม กลุ่มนักศึกษาเพศหญิงจะนิยมขนมแป้งเส้นรสเผ็ด ขนมหรืออาหารกระป๋อง และคุกกี้หรือเค้ก กลุ่มนักศึกษาเพศชายจะนิยมบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ถั่ว และผลไม้อบแห้ง เครื่องดื่ม กลุ่มนักศึกษาที่เกิดหลังปี 2000 ไม่ว่าจะเป็นเพศหญิงหรือชายนิยมดื่มน้ำผลไม้และชานม ราคาของเครื่องดื่มที่ผู้บริโภคกลุ่มนี้นิยมจะอยู่ในระหว่างราคา 3-5 หยวน และเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์บำรุงผิว ไม่ใช่นิยมเฉพาะเพศหญิง แต่เพศชายนิยมใช้มากขึ้น เช่น ผลิตภัณฑ์สำหรับหนังศีรษะ ผลิตภัณฑ์อาบน้ำ น้ำหอม ผลิตภัณฑ์ดูแลผม และครีมกันแดด ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้า และบำรุงผิวหน้า นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กล่าวว่า จากแนวโน้มการเติบโตของกลุ่มนักศึกษา และพฤติกรรมการบริโภคดังกล่าว ถือได้ว่าตลาดกลุ่มนักศึกษาหรือตลาดคนรุ่นใหม่ในจีน เป็นตลาดผู้บริโภคที่น่าสนใจอีกตลาดหนึ่งที่มีแนวโน้มเติบโตได้อีกมาก และถึงแม้กลุ่มนักศึกษาจะมีข้อจำกัดทางการเงิน แต่มักจะเลือกบริโภคสินค้าตามความสนใจและมีความชอบที่จะทดลองสินค้าใหม่ๆ ซึ่งผู้ประกอบการไทยอาจจะเลือกเจาะกลุ่มผู้บริโภคกลุ่มนี้เป็นอันดับแรก เพื่อเปิดตลาดสินค้าไทยใหม่ๆ สู่ตลาดจีน และในอนาคตกลุ่มผู้บริโภคกลุ่มนี้จะเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ และกลายเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อต่อไป ซึ่งหากผู้ประกอบการไทยเริ่มทำการตลาดกับกลุ่มวัยรุ่น วัยมหาวิทยาลัย จะเป็นการสร้างการรับรู้ของแบรนด์ และคุณภาพของสินค้าที่ดีจะส่งผลให้กลุ่มลูกค้าเกิดความภักดีต่อแบรนด์ และเกิดการบริโภคซ้ำ จนทำให้สินค้าติดตลาดในที่สุด

สวทช. เปิดรับสมัครนักเรียนมัธยมสนใจด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เข้าร่วมโครงการ JSTP ชิงทุนเรียนจนจบปริญญาเอก


กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย โครงการพัฒนาอัจฉริยภาพทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสำหรับเด็กและเยาวชน เปิดรับสมัครนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาที่มีความสนใจด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้าร่วม โครงการพัฒนาอัจฉริยภาพทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสำหรับเด็กและเยาวชน (Junior Science Talent Project: JSTP) รุ่นที่ 25 ประจำปี 2565 เพื่อปลูกฝังให้เด็กและเยาวชนสนใจวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พร้อมเข้าใจถึงบทบาทของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีต่อความเจริญก้าวหน้าของประเทศชาติและมนุษยชาติ เป็นที่ยอมรับในระดับประเทศและระดับนานาชาติ โอกาสที่จะได้รับจากากรเข้าร่วมโครงการคือ เปิดโลกวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ผ่านกิจกรรมค่ายวิทยาศาสตร์ฝึกทักษะ และกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การทดลองด้านวิทยาศาสตร์ การบรรยายพิเศษ และทัศนศึกษานอกสถานที่ มีนักวิทยาศาสตร์พี่เลี้ยงและนักเทคโนโลยีพี่เลี้ยงชั้นนำของประเทศ (Mentor) คอยให้คำปรึกษาการทำงานทางวิทยาศาสตร์อย่างใกล้ชิดตลอดระยะเวลาที่เข้าร่วมโครงการ สามารถสร้างสรรค์ผลงานโครงงานวิทยาศาสตร์และสิ่งประดิษฐ์ เพื่อรับทุนทำโครงงานวิทยาศาสตร์ ม.ต้น 5,000 บาท/โครงงาน และม. ปลาย 10,000 บาท/โครงงาน และมีโอกาสได้รับคัดเลือกเพื่อรับทุนการศึกษาและทุนวิจัยจนจบปริญญาเอก โดยไม่ผูกพันการรับทุน เปิดรับสมัครทางออนไลน์ในระดับ ม.ต้น ตั้งแต่วันนี้จนถึง 31 มีนาคม 2565 และในระดับ ม.ปลาย เดือนมีนาคม – เมษายน 2565 ศึกษารายละเอียดและกรอกใบสมัครได้ที่ https://bit.ly/3J9fexa

ผลวิจัยพบวิถีชีวิต “อยู่เย็น” อาจช่วยยืดอายุขัยมนุษย์
(แฟ้มภาพซินหัว : ชาวประมงจับปลาในช่วงอากาศหนาวเย็นที่มณฑลเจียงซูทางตะวันออกของจีน ปี 2018) // www.xinhuathai.comคณะนักวิทยาศาสตร์จีนและสหราชอาณาจักรค้นพบว่า สัตว์ที่อาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมเย็นสบายอาจมีอายุขัยยืนยาวมากกว่า ซึ่งการค้นพบนี้อาจเป็นเบาะแสสำหรับความพยายามแสวงหาหนทางมีอายุยืนยาวของมนุษย์ สำนักข่าวซินหัว รายงานว่า คณะนักวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีขั้นสูงเซินเจิ้น สังกัดสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน ร่วมมือกับคณะผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยเวินโจว มหาวิทยาลัยเหลียวเฉิง และมหาวิทยาลัยแอเบอร์ดีน ดำเนินการทดลองในหัวข้ออุณหภูมิร่างกายส่งผลต่ออายุขัยของหนูอย่างไร ก่อนหน้านี้เหล่านักวิทยาศาสตร์คาดว่าสัตว์ที่มีอัตราการเผาผลาญอาหารสูงมักมีอายุขัยสั้นกว่าสัตว์ที่มีอัตราการเผาผลาญอาหารต่ำ ส่วนการศึกษาครั้งนี้ คณะนักวิจัยนำหนูแฮมสเตอร์อยู่ในสภาพอุณหภูมิสูงราว 32.5 องศาเซลเซียส และพบว่าอัตราการเผาผลาญอาหารของพวกมันลดลง ขณะอุณหภูมิร่างกายเพิ่มสูงขึ้น คณะนักวิทยาศาสตร์ของการศึกษาครั้งนี้ ซึ่งเผยแพร่ผลการศึกษาผ่านวารสารเนเจอร์ เมตาบอลิซึม (Nature Metabolism) ยังพบอายุขัยของหนูแฮมสเตอร์ เพศผู้และเพศเมีย ที่อยู่ในสภาพอุณหภูมิสูงดังกล่าวลดลงร้อยละ 41 และร้อยละ 28 ตามลำดับ เมื่อเทียบกับหนูที่อาศัยอยู่ในสภาพอุณหภูมิราว 21 องศาเซลเซียส นอกจากนั้นคณะนักวิจัยทดลองใช้พัดลมขนาดเล็กเป่าอากาศเหนือตัวหนูที่อยู่ในสภาพอุณหภูมิสูง และพบว่าการเป่าลมไม่ส่งผลต่ออัตราการเผาผลาญ เพียงแต่ลดอุณหภูมิร่างกายลง ซึ่งอุณหภูมิร่างกายที่ลดลงนี้ทำให้อายุขัยของหนูกลุ่มดังกล่าวฟื้นสู่ระดับเดียวกับหนูที่อยู่ในอุณหภูมิ 21 องศาเซลเซียส ทั้งนี้ คณะนักวิจัยตั้งสมมติฐานว่าอุณหภูมิร่างกายเป็นตัวแปรสำคัญต่ออายุขัยมากกว่าอัตราการเผาผลาญ ดังนั้นมนุษย์จึงอาจควรใช้ชีวิตแบบ “อยู่เย็นและแก่ตาย” แทนการดำเนินชีวิตเชื่องช้าและระแวดระวังเพื่อยืดอายุขัยก็เป็นได้
Post Views: 1,278