ท่ามกลางวิกฤตยูเครนที่กำลังเข้าสู่เดือนที่ 2 ในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ ไม่เพียงแต่ความเคลื่อนไหวของคู่กรณีโดยตรงเท่านั้นที่ได้รับการจับตาอย่างใกล้ชิด แต่ยังมีบทบาทและท่าทีของ “จีน” ที่ได้รับการคาดหวังจากทุกฝ่าย เพราะเชื่อว่าเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญที่จะเปลี่ยนเกมความขัดแย้งนี้ โดยหากพิจารณาจากถ้อยแถลงรวมถึงการใช้โซเชียล มีเดียต่างๆ ของทีมโฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นหัวหมู่ทะลวงฟันนั้น ก็พอจะมองออกว่าพญามังกรมีท่าทีต่อสถานการณ์ที่ทั่วโลกกำลังประหวั่นพรั่นพรึงนี้อย่างไร
ในยุคที่ห้ำหั่นและช่วงชิงพื้นที่ข้อมูลข่าวสารผ่านช่องทางโซเชียล มีเดีย ถือว่าทีมโฆษกกระทรงการต่างประเทศจีนซึ่งเรามักจะเห็นผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาออกฤทธิ์ออกเดชอยู่เนืองๆ ด้วยวาทกรรมที่เชือดเชือน บาดลึก และแสบสันเอาการ ในกรณีข่าวเด่นประเด็นร้อนต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง และพาดพิงกับจีนนั้น ต้องบอกว่าไม่ธรรมดาและทำได้ดีมากเลยทีเดียว โดยเฉพาะกรณีวิกฤตยูเครน ที่จีนประกาศชัดเจนไม่ยอมเป็นเบี้ยล่างให้กับใคร หรือเดินตามเกมที่ใครต้องการจะบงการ

นำโดยแม่ทัพ หัว ชุนหยิง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศโฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน และอธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศจีน ที่จัดจ้านไม่เบา นี่เป็นเพียงตัวอย่างเบาะๆ ที่ชุนหยิงจัดให้ผ่านทวิตเตอร์ของเธอ
เห็นได้ชัดว่า สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่ชอบ “สงคราม” และมักจะอยู่ใน “สงคราม” ทุกประเภท
อีกทวิตที่สั้นๆ แต่ยากจะปฏิเสธ คือ ในขณะที่ #US โหมกระพือเปลวไฟ #ยุโรปจ่ายราคา ที่มาพร้อมกับภาพราคาเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงขึ้นจากการที่ยุโรปคว่ำบาตรรัสเซียตามสหรัฐอเมริกา ทั้งๆ ที่ยุโรปต้องพึ่งพาการนำเข้าก๊าซจากรัสเซียเกือบ 45%
รวมถึงการอ้างถึงถ้อยแถลงของ หวัง อี้ มนตรีแห่งรัฐและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีน ว่า
หวัง อี้ มนตรีแห่งรัฐและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีน เน้นว่าในประเด็น #ยูเครน#จีนและประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่มีจุดยืนที่คล้ายกัน
1. สงครามหรือการคว่ำบาตรไม่ใช่วิธีที่มีประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาร้อนแรงในภูมิภาค วิธีเดียวที่ได้ผลคือผ่านการเจรจาและการเจรจา
2. ประชาชนในประเทศอื่นไม่มีส่วนรับผิดชอบในการจ่ายราคาของความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และเกมมหาอำนาจ
3. ทุกประเทศมีสิทธิที่จะตัดสินใจนโยบายของตนอย่างอิสระ และไม่ควรถูกบังคับให้เลือกข้าง
4. ควรเคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของทุกประเทศโดยไม่มีข้อยกเว้นและไม่กระทำการใดๆ ที่เป็นสองมาตรฐาน
เช่นเดียวกับอีกทวีตที่อ้างอิงการให้สัมภาษณ์ของหวังอี้ว่า
หวังอี้ : ทางออกระยะยาว (สำหรับวิกฤตยูเครน) คือการละทิ้งความคิดสงครามเย็น และการเผชิญหน้าระหว่างกลุ่ม แนวคิดด้านความปลอดภัยระดับภูมิภาคที่สมดุล มีประสิทธิภาพ และยั่งยืนอย่างแท้จริงเป็นวิธีเดียวที่จะบรรลุสันติภาพและความมั่นคงที่ยั่งยืนในทวีปยุโรป
นอกจากนี้ ยังมีคำถามไปถึงสหรัฐอเมริกาว่า
ตามรายงาน ผู้ลี้ภัยชาวยูเครน 7 คนเท่านั้นที่ได้รับการยอมรับจากสหรัฐอเมริกา และอีก 5 คนถูกควบคุมตัวในขณะที่ยุโรปยอมรับผู้ลี้ภัยชาวยูเครน 3 ล้านคน เหตุใดสหรัฐฯ จึงไม่สามารถยอมรับผู้ลี้ภัยจำนวนมากขึ้นและจัดหาอาวุธให้น้อยลงได้?
พร้อมยืนยันผ่านอีกทวีตว่า ชาวยูเครนต้องการสันติภาพและความปลอดภัยแทนที่จะเป็นอาวุธและกระสุน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าจีนไม่เห็นด้วยที่สหรัฐอเมริการวมถึงพันธมิตรนาโต้ส่งอาวุธและยุทโธปกรณ์ต่างๆ เข้าไปในยูเครน
รวมถึงทวีตนี้ที่ฟาดสหรัฐอเมริกาแบบไม่ไว้หน้าว่า
การอ้างว่าจีนอยู่ผิดด้านของประวัติศาสตร์ เป็นการเอาแต่ใจ แท้จริงแล้วสหรัฐอเมริกาต่างหากที่อยู่บนด้านที่ผิดของประวัติศาสตร์ หากสหรัฐฯ ให้เกียรติคำรับรอง ละเว้นจากการขยายนาโต้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า และให้คำมั่นว่านาโต้จะไม่ยอมรับยูเครน และไม่ได้จุดไฟด้วยการจัดหาอาวุธและกระสุนให้กับยูเครน สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจะแตกต่างกันมาก หากสหรัฐอเมริกาได้ปฏิบัติตามวัตถุประสงค์และหลักการของกฎบัตรสหประชาชาติอย่างแท้จริง จะทำให้เกิดสงครามโดยไม่รู้สึกผิดต่อประชาชนยูโกสลาเวีย อัฟกานิสถาน อิรัก และซีเรีย…ได้อย่างไร?
ก่อนจะฟาดซ้ำอีกดอกว่า
เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ บางคนขาดความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับประวัติศาสตร์หรือหลงลืมอดีต สิ่งที่พวกเขากล่าวในตอนนี้อาจฟังดูน่าเชื่อถือมากขึ้น หากประเทศนี้ปฏิบัติตามบรรทัดฐานพื้นฐานของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมาโดยตลอด และไม่เปิดฉากการโจมตีทางทหารต่อ ยูโกสลาเวีย อิรัก ซีเรีย ลิเบียและอัฟกานิสถาน หรือแทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่นอย่างโจ่งแจ้ง หรือปลุกปั่นให้เกิดการปฏิวัติสีและการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในประเทศอื่นๆ
ทั้งนี้ “การปฏิวัติสี” (Color revolution) การที่ประชาชนที่เป็นกลุ่มคนชั้นกลางวัยหนุ่มสาวลุกฮือขึ้นมาต่อต้านรัฐบาลโดยพร้อมเพรียงกันในหลายประเทศ โดยได้รับอิทธิพลจากสหรัฐอเมริกา เพื่อผลประโยชน์เชิงพานิชย์ของผู้จัดตั้ง โดยมากมักถูกจัดระเบียบอย่างดี มีการวางแผนอย่างรอบคอบรัดกุม ให้ดูเหมือนว่าเป็นปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่เบื้องหลังคือมีการปลุกระดม ให้เงินทุนมหาศาลในการสนับสนุน และดำเนินการโดยเครือข่าย Open Society ของพ่อมดการเงิน “จอร์จ โซรอส” และอีกส่วนได้รับเงินบริจาคจากกลุ่มหัวรุนแรง “ทรอทสกี้อิสต์” ในนามของกองทุนเพื่อประชาธิปไตยแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา NED

ด้าน จ้าว ลี่เจียน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน และรองอธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศจีน ก็เด็ดดวงอย่างต่อเนื่อง นี่คือตัวอย่างที่เขาต่อกรกับสหรัฐอเมริกาในกรณีวิกฤตยูเครน
การคว่ำบาตรในขณะที่แสวงหาการสนับสนุนและความร่วมมือจากจีนจะไม่เป็นผล สหรัฐฯ ไม่ควรบ่อนทำลายสิทธิ์และผลประโยชน์อันชอบธรรมของจีนในทุกรูปแบบ หากสหรัฐฯ ยืนกรานที่จะมีวิถีทางของตนเอง จีนก็จะมีมาตรการรับมือที่รุนแรงอย่างแน่นอน
นอกจากนี้ยังทวีตข้อความว่า “อย่าลืมว่าใครเป็นภัยคุกคามต่อโลกอย่างแท้จริง” พร้อมกับอินโฟกราฟิก USA The Bombing List: The Democracy World Tour ระบุถึงประเทศที่สหรัฐอเมริกาทิ้งระเบิดใส่โดยอ้างว่าเป็นภารกิจเพื่อประชาธิปไตยและสันติภาพ ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา จนกระทั่งถึงปี 2015 ดังนี้ (ประเทศเหล่านี้มีประชากรรวมกันเกือบ 1 ใน 3 ของประชากรโลก) เกาหลี-จีน (1950-1953) กัวเตมาลา (1954) อินโดนีเซีย (1958) คิวบา (1959-1961) กัวเตมาลา (1960) คองโก (1964) ลาว (1964-1973) เวียดนาม (1961-1973) กัมพูชา (1969-1970) กัวเตมาลา (1967-1969) เกรเนดา (1983) เลบานอน (1983-1984) ลิเบีย (1986) เอลซัลวาดอร์ (1980s) นิคารากัว (1980s) อิหร่าน (1987) ปานามา (1989)อิรัก (1991) คูเวต (1991) โซมาเลีย (1993) บอสเนีย (1994-1995) ซูดาน (1998) อัฟกานิสถาน (1998) ยูโกสลาเวีย (1999) เยเมน (2002) อิรัก (1991-2003) อิรัก (2003-2015) อัฟกานิสถาน (2001-2015) ปากีสถาน (2007-2015) โซมาเลีย (2007-2008, 2011) เยเมน (2009, 2011) ลิเบีย (2011, 2015) และ ซีเรีย (2014-2015)
รวมถึงกรณีที่กองทัพรัสเซียพบห้องปฏิบัติการลับอาวุธชีวภาพในยูเครนที่ได้รับการสนับสนุนจากเพนตากอน ว่า สหรัฐฯ เป็นประเทศเดียวที่ต่อต้านการจัดตั้งกลไกการตรวจสอบพหุภาคีของอนุสัญญาห้ามอาวุธชีวภาพในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา สหรัฐอเมริกากำลังทำอะไรอยู่ใน Fort Detrick รัฐแมริแลนด์ และห้องปฏิบัติการทางชีววิทยา 336 แห่งในต่างประเทศ? นี่ไม่ใช่สิ่งที่คุณสามารถกลบเกลื่อนได้
ขณะที่ทวิตอื่นๆ ของเขาก็ดุเดือดเลือดพล่านไม่แพ้ใคร เช่น การโกหกก็คือการโกหกไม่ว่าจะปรุงแต่งอย่างไร ยิ่งสหรัฐฯ พยายามบิดเบือนภาพลักษณ์ของจีนมากเท่าไร ความน่าเชื่อถือก็ยิ่งตกอยู่ในความเสี่ยงมากขึ้นเท่านั้น
รวมถึง บรรดาผู้ที่กล่าวหาว่าจีนยืนอยู่ข้างสนามในยูเครนควรถามตัวเองก่อนว่า พวกเขามีบทบาทอย่างไรในวิกฤตครั้งนี้? ใครเป็นผู้ขับเคลื่อนคลื่นทั้งห้าของการขยายตัวทางทิศตะวันออกของนาโต้? กรณีนี้เขาหมายถึง การขยายตัวของนาโต้ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ที่เปิดรับสมาชิกใหม่ 5 ประเทศยุโรปตะวันออก ที่รุกคืบเข้าไปใกล้รัสเซียมากขึ้นเรื่อยๆ

ส่วน หวัง เหวินปิน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน และรองอธิบดีกรมสารนิเทศกระทรวงการต่างประเทศ ก็เป็นอีกรายในทีมนี้ที่ไม่เคยแผ่ว โพสต์ข้อความในภาพว่า
#สหรัฐเช่นเคย
สหรัฐอเมริกา: ประเทศใหญ่ๆ กลั่นแกล้งประเทศเล็กๆ ไม่ได้
สหรัฐอเมริกาอีกเช่นกัน: รังแกคิวบาและปานามาในทศวรรษ 1960 เกรเนดาในทศวรรษ 1980
ยูโกสลาเวียในทศวรรษ 1990 อัฟกานิสถาน อิรัก ซีเรีย และลิเบีย ในศตวรรษที่ 21
อีกทั้งโพสต์. #ไม่คว่ำบาตร ที่แม้จะสั้นๆ แต่ได้ใจความ พร้อมกับภาพระบุถึงผลสำรวจจาก Ipsos ที่ชี้ว่าอเมริกันชน 70% ไม่พอใจในราคาก๊าซและเงินเฟ้อ
นอกจากนี้ยังมีโพสต์ที่อ้างอิง บทวิเคราะห์ของศาสตราจารย์ John Mearsheimer นักวิชาการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศชื่อดังชาวอเมริกันว่า
บทวิเคราะห์ของศาสตราจารย์ John Mearsheimer เกี่ยวกับยูเครน “ถ้าคุณเอาไม้เท้าไปจิ้มตาหมี หมีตัวนั้นคงจะโต้กลับ คำถามที่ว่าใครเป็นต้นเหตุและใครรับผิดชอบมันสำคัญจริงๆ ในตอนนี้…และในความคิดของผม คำตอบนั้นง่ายมาก, ประเทศสหรัฐอเมริกา”
ส่วนอีกโพสต์ก็สรุปผลการต่อสายคุยระหว่างผู้นำจีนและสหรัฐอเมริกาในกรณีวิกฤตยูเครนสั้นๆ ว่า
“ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง กำลังสนทนาทางวิดีโอกับประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา โจ ไบเดน ประธานาธิบดีสีชี้ให้เห็นว่าโลกไม่สงบและไม่มั่นคง วิกฤตยูเครนไม่ใช่สิ่งที่เราอยากเห็น เหตุการณ์แสดงให้เห็นอีกครั้งว่าเราไม่ควรมาถึงจุดนัดพบในสนามรบ ความขัดแย้งและการเผชิญหน้าไม่ได้เป็นผลประโยชน์ของใคร สันติภาพและความมั่นคงคือสิ่งที่ประชาคมระหว่างประเทศควรให้ความสำคัญมากที่สุด ในฐานะสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติและสองประเทศเศรษฐกิจชั้นนำของโลก จีนและสหรัฐฯ จะต้องไม่เพียงแต่ชี้นำความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ให้ก้าวไปในทางที่ถูกต้อง แต่ยังต้องแบกรับความรับผิดชอบระหว่างประเทศและทำงานเพื่อสันติภาพและสันติสุขของโลก”

รวมถึงโพสต์เมื่อวันที่ 18 มีนาคม ที่ถูกปักหมุดไว้ว่า
แฟนๆ เรดสตาร์ เบลเกรด คลี่ป้ายในเกมยูโรปาลีก เมื่อคืนที่ผ่านมา โดยมีชื่อของประเทศต่างๆ ที่มหาอำนาจตะวันตกรุกรานตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา
ฟุตบอลมีความทรงจำ
#NeverForget #NoMilitaryBlocs #Peace




















