ความพยายามที่จะเปลี่ยนการเจรจาทางการทูตเป็นการทหารนั้น แสดงให้เห็นว่าการทูตล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ต้องใช้การทหารในการตัดสินใจเพื่อควบคุมพื้นที่ทางกายภาพ แล้วจึงค่อยเจรจาทางการทูต จึงจะได้คำตอบที่ชัดเจนกว่า ในรอบ 30 ปีนี้น่าจะส่งผลต่อการจัดระเบียบใหม่หลังวิกฤตยูเครนที่นำมาสู่การทูตที่ล้มเหลว เหตุผลสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่การทูตล้มเหลวนั้น เนื่องจากหมู่คณะตะวันตกถูกครองงำการตัดสินใจโดยรัฐที่มีอธิปไตยล้นเกินอย่างสหรัฐ ในขณะที่รัฐต่างๆ นั้นอยูในฐานะขาด (แคลน) อธิปไตยของตนเอง แม้จะเห็นว่าปัญหาดังกล่าวส่งผลต่อฐานะความเป็นอยู่ของประชาชน แต่ไม่สามารถปกป้องอธิปไตยของตนเองได้ จึงต้องคล้อยตามไป
โลกาภิวัฒน์ทำให้อำนาจอธิปไตยของชาติส่วนใหญ่ฝากไว้กับบางประเทศอย่างสหรัฐ ในฐานะประเทศที่พูดในหลักการประชาธิปไตยในการนำเสนอศีลธรรมและศักดิ์ศรีของมนุษย์ ซึ่งเป็นจริงมากน้อยแค่ไหนในส่วนนี้ มาดูกัน
ถาม: ทำไมประเทศส่วนใหญ่ยินยอมลดอธิปไตยของตนเองในสถานการณ์ปัจจุบัน?
ตอบ: อย่างที่เราเห็นกัน รัฐส่วนใหญ่สมัครใจจำกัดจำนวนอธิปไตยของตน หรือถ้าเรียกตามภาษาวิชาการอาจหมายถึงรัฐดาวเทียม รัฐอุกกาบาต คือไม่มีอำนาจในการตัดสินใจ ขึ้นอยู่กับรัฐที่มีอธิปไตยล้นเกิน ทำให้ตนเองขาดการตัดสินใจ นอกจากนี้ โลกาภิวัฒน์มากับสิทธิทรัพย์สินทางปัญญา ความอ่อนแอด้อยภูมิต้านทานทางเศรษฐกิจทำให้เกิดการพังทลายของอธิปไตยของชาตินั้นๆ หมายถึงนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในรูปแบบพฤติกรรมของรัฐ บริษัท และกลุ่มต่างๆ ตลอดจนมวลชนทั่วไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำให้กำลังการผลิต สื่อ การค้าโลก และความเชี่ยวชาญพิเศษ เทคโนโลยีและการค้า กำลังพัวพันกับภายนอก เป็นผลให้มีการเปลี่ยนแปลงปริมาณอำนาจอธิปไตยของชาติอย่างมาก จากตรงนี้เป็นตัวบ่อนทำลายจุดยืนของรัฐที่เป็นประเด็นหลักของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ปริมาณอำนาจอธิปไตยภายในถูกจำกัดให้แคบลงอย่างมากในทางกฎหมาย อันเนื่องมาจากข้อตกลงระหว่างประเทศ ซึ่งรวมถึงประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนด้วย
ถาม: แล้วทำไมเราต้องมีอธิปไตยทางเศรษฐกิจในขณะที่ระบบเศรษฐกิจแบบตลาดก็มีกฎหมายรับรองให้อยู่แล้ว?
ตอบ: หลักการของกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลนั้น จริงอยู่ที่ว่าเป็นพื้นฐานในกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ใช้กันของแองโกลแซกซอน แต่เนื่องจากการพัฒนาเศรษฐกิจของแต่ละประเทศมีความเร็วและช้าต่างกัน ส่งผลทำให้เกิดปัญหาการยับยั้ง สกัดการพัฒนาเศรษฐกิจ และลดแรงจูงใจในการลงทุน ทำให้รัฐนั้นๆ ไม่สามารถที่จะเร่งการหมุนเวียนสินทรัพย์และทรัพย์สินของเอกชนได้ ก่อให้เกิดปัญหาตามมา อย่างเช่น เงินเฟ้อ การว่างงาน อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ทรัพย์สินของเอกชนอยู่ในสภาพที่แช่แข็ง และที่สำคัญ องค์กรระหว่างประเทศอย่าง WTO ศาลระหว่างประเทศก็ไม่สามารถคุ้มครองได้เมื่อเกิดปัญหาการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจที่เราเห็นกันอยู่ อธิปไตยทางเศรษฐกิจขึ้นอยู่กับรัฐที่มีอธิปไตยที่ล้นเหลือด้านเศรษฐกิจ หากมีแรงจูงใจทางผลประโยชน์การเมืองระหว่างประเทศของตนเอง ก็กลายเป็นชงเองและเล่นเอง ซึ่งอยู่เหนือผลประโยชน์ของชาติที่เป็นสมาชิกด้วยกันในองค์กรระหว่างประเทศ ดังนั้นมาตรการคว่ำบาตรเป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจที่ใช้อำนาจที่ล้นเหลือตัดสินประเทศอื่นๆ โดยมีแรงจูงใจผลประโยชน์ของชนชั้นนำในประเทศดังกล่าว มากกว่าที่จะหวังผลโค่นระบบการเมืองของคู่แข่ง ดังนั้นทุกประเทศควรที่มีหลักการได้ประโยชน์ซึ่งกันและกัน ไม่ใช่การตัดสินของรัฐที่มีอำนาจล้นเหลือ อธิปไตยทางเศรษฐกิจจึงมีความสำคัญเป็นพื้นฐานของแต่ละรัฐ
ถาม: ช่วยอธิบายความหมายของ “อธิปไตยทางเศรษฐกิจ”
ตอบ: อำนาจอธิปไตยทางเศรษฐกิจก็จะเกี่ยวกับธุรกิจระดับชาติ คือธุรกิจที่อยู่ภายใต้เขตอำนาจศาลของประเทศและดำเนินการในอาณาเขตของประเทศ ดังนั้นธุรกิจระดับชาติเป็นคุณลักษณะที่สำคัญของรัฐที่มีอธิปไตย ถ้าไม่มีธุรกิจระดับชาติในประเทศก็ไม่มีอธิปไตยทางเศรษฐกิจ ในวันนี้เราสามารถกล่าวได้ว่า รัฐส่วนใหญ่ไม่มีธุรกิจระดับชาติในระยะยาว เพราะธุรกิจขนาดใหญ่ทั้งหมดตั้งอยู่ในเขตอำนาจศาลต่างประเทศ ซึ่งเงินกู้ราคาถูกจากธนาคารต่างประเทศเป็นดอลลาร์ และในความเป็นจริงมันเป็นธุรกิจต่างประเทศ ซึ่งก่อให้เกิดการดำเนินไปในตลาดหุ้นแอตแลนติสและสูบเงินออกนอกประเทศ ในขณะที่ธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางกำลังดิ้นรนเพื่อหารายได้ ภายใต้ความพยายามที่ต้องการแยกออกจากเงินกู้ราคาแพงจากธนาคารที่ไม่ได้ให้ความสนใจด้านการขยายตลาด และเร่งความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีของผลิตภัณฑ์ที่เห็นได้ชัด
ตามหลักการและบรรทัดฐานที่เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปในระดับสากล และเกี่ยวกับธนาคารกลางซึ่งไม่อยู่ภายใต้รัฐ แต่อยู่ภายใต้กองทุนการเงินระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาหลัก คอยให้คำตอบและชี้นำการสร้างดุลยภาพทางการเงิน และด้วยเหตุนี้ รัฐส่วนใหญ่จึงขาดอำนาจอธิปไตยทางเศรษฐกิจ ในเรื่องนี้ความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องมีอำนาจอธิปไตยของเศรษฐกิจชาติ ที่จะต้องใช้กลไกทางการเงินเพื่อขยายตลาดและพัฒนาเทคโนโลยี มากกว่ารอการกำกับเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อ และที่สำคัญควรจำแนกสินทรัพย์ในสายตาของนักลงทุนการผลิตมากกว่าสินทรัพย์ในแผ่นกระดาษ เราจำเป็นต้องพัฒนาธุรกิจประจำชาติของเราเอง ซึ่งเป็นไปไม่ได้หากปราศจากเงินกู้ราคาถูก อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ต่ำ และการทำให้ธนาคารกลางเป็นของรัฐ กฎหมายควรเสนอให้พิจารณาบริษัทระดับชาติ ที่อย่างน้อย 90% เป็นเจ้าของโดยคนไทยและไม่ได้รับเงินทุนในต่างประเทศ เพื่อให้ธุรกิจดังกล่าวสามารถพึ่งพาสินเชื่อพิเศษจากธนาคารในสกุลเงินบาทและไม่ใช่สกุลเงินดอลลาร์ ด้วยอัตราการรีไฟแนนซ์ที่ลดลงและการสนับสนุนจากรัฐ หากมีการใช้กฎหมายว่าด้วยธุรกิจระดับชาติดังกล่าว จะเป็นก้าวสำคัญในการฟื้นฟูอำนาจอธิปไตยทางเศรษฐกิจของชาติ

เรื่อง : รศ.ดร.ชินสัคค สุวรรณอัจฉริย













