สร้างสรรค์ “ขนมไทย” ให้โดนใจคนญี่ปุ่น

แม้ญี่ปุ่นจะเป็นประเทศที่ผลิตขนมได้หมากหลายและมีความสวยงามน่ารับประทาน แต่ผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นมักจะสนใจสินค้าขนมประเภทใหม่ๆ อยู่เสมอ จึงเป็นโอกาสสำหรับสินค้าขนมไทยที่จะเข้าสู่ตลาดญี่ปุ่น แต่ในการผลิตขนมเจาะแดนปลาดิบก็ใช่ว่าจะง่าย นอกจากแพกเกจจิ้ง รสชาติ และ ตัวผลิตภัณฑ์ ผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญกับคุณภาพและมาตรฐานความปลอดภัย ถือเป็นปัจจัยที่ผู้ผลิตผู้ส่งออกไทยจะต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกกันเลยทีเดียว


จากการติดตามโอกาสขนมไทยของ สำนักงานตัวแทนการค้าไทย ณ เมืองฮิโรชิมา ถึงแนวทางการขยายตลาดขนมไทยในญี่ปุ่น พบว่ายังมีโอกาสเจาะตลาดได้อีกมาก หากสามารถผลิตสินค้าได้ตรงตามที่ผู้บริโภคต้องการ ทั้งนี้ พฤติกรรมผู้บริโภคที่เกิดขึ้นในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้เกิดผู้บริโภคกลุ่มใหม่สำหรับสินค้าประเภทบิสกิต ซึ่งเดิมเป็นที่นิยมในกลุ่มผู้บริโภคสตรีและผู้สูงอายุ แต่เมื่อเกิดโควิด-19 คนกักตัวหรือทำงานที่บ้าน บิสกิตจึงเป็นขนมที่เป็นที่ต้องการเพิ่มขึ้น และผู้บริโภคยังต้องการบริโภคสินค้าใหม่ๆ เช่น ช็อกโกแลต ที่ผู้ผลิตมีการพัฒนารสชาติใหม่ๆ เพิ่มขึ้น เช่น รสมะนาวและรสถั่วพิสตาชิโอ เป็นต้น รวมทั้งยังมีพฤติกรรมซื้อขนมที่ขนาดบรรจุใหญ่ขึ้น เพื่อรับประทานหลายครั้ง และราคาถูกกว่าซื้อขนาดบรรจุเล็ก
ขณะเดียวกัน มีแนวโน้มที่สำคัญเกิดขึ้น คือ ชาวญี่ปุ่นเริ่มให้ความสำคัญกับการใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทำให้ผู้ผลิตเปลี่ยนจากการใช้พลาสติกมาเป็นกระดาษมากขึ้น และลดปริมาณบรรจุภัณฑ์มากเกินจำเป็นลงมา เช่น ใช้พลาสติกที่บางลง หรือยกเลิกการใช้ถาดพลาสติก เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังพบว่า มีความต้องการสินค้าใหม่ๆ รองรับสังคมผู้สูงอายุ เช่น ขนมที่มีการพัฒนาเป็น Functional food ที่มีคุณสมบัติการให้สารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น เยลลี่เหลวแบบสำหรับดื่มที่ให้พลังงานและเส้นใย หรือขนมที่มีนวัตกรรม เช่น ลูกอมดับกลิ่นปากที่ลดความแรงของมินท์ เพื่อให้เหมาะกับเวลาใส่หน้ากากอนามัย และขนมเคี้ยวหนึบ ที่มีการใช้นวัตกรรมในการผลิต เพื่อสร้างความแปลกใหม่ เช่น ขนมนำเข้าจากสเปนมีรูปร่างเป็นลูกกลมสีฟ้าและมีลวดลายเหมือนลูกโลก เมื่อเคี้ยวจะมีเสียงแตกและมีซ๊อสสีแดงรสชาติเบอร์รี่อยู่ข้างใน นำเข้าจากสหรัฐฯ เป็นเหมือนลูกกวาดติดกันเป็นแผ่น เมื่อเคี้ยวจะเหมือนเคี้ยวลูกกวาดและข้างในจะเคี้ยวหนึบๆ พร้อมรสชาติผลไม้ หรือเป็นเยลลี่ที่มีรูบุ๋มตรงกลาง ในห่อมีหลอดเหมือนปากกาซึ่งบรรจุน้ำเชื่อมอยู่ เมื่อจะรับประทานจะหยอดน้ำเชื่อมลงในรู หรือขนมเคี้ยวหนึบที่มีลักษณะและรสสัมผัสเหมือนมาร์ชแมลโลว์ หรือขนมเคี้ยวหนึบที่มีส่วนผสมของ Palatinose ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสร้างพลังงานคาร์โบไฮเดรตสำหรับนักกีฬา โดยมีการออกแบบให้ง่ายต่อการรับประทานสำหรับนักกีฬา e-sport สามารถใช้มือข้างเดียวเปิดและเทใส่ปากในขณะที่มืออีกข้างต้องอยู่บนคอนโทรลคีย์บอร์ด หรือช็อกโกแลต ที่ใช้โอลิโกฟรุคโตสเป็นสารให้ความหวานแทนน้ำตาล
ภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์

ภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ปัจจุบันญี่ปุ่นเริ่มนำเข้าช็อกโกแลตจากไทยแล้ว เช่น แบรนด์ Kan Vela (กานเวลา) ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตของไทยในเชียงใหม่ โดยจำหน่ายเป็นช็อกโกแลตระดับพรีเมียมในตลาดญี่ปุ่น และยังพบว่ามีขนมไทยอีกหลายประเภทที่มีโอกาสในการเจาะตลาดญี่ปุ่น โดยขนมที่คาดว่าจะจำหน่ายได้ ได้แก่ ขนมแบบญี่ปุ่น ขนมที่นุ่ม เช่น ขนมเคี้ยวหนึบ และขนมที่รับประทานได้สะดวก เช่น ช็อกโกแลต ข้าวเกรียบญี่ปุ่น ส่วนขนมที่ผู้บริโภคอาจจะไม่นิยม คือ ประเภทที่ใช้เวลาในการบริโภค เช่น หมากฝรั่ง ขนมที่ทอดด้วยน้ำมัน หรือลูกกวาดลูกอมที่แข็ง เป็นต้น

แบรนด์ Kan Vela (กานเวลา) ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตของไทยในเชียงใหม่ โดยจำหน่ายเป็นช็อกโกแลตระดับพรีเมียมในตลาดญี่ปุ่น // facebook.com/kanvelachocolate
อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคญี่ปุ่นมักสนใจสินค้าขนมประเภทใหม่ๆ อยู่เสมอ จึงเป็นโอกาสสำหรับสินค้าขนมของไทยที่จะเข้าสู่ตลาดญี่ปุ่น แต่ในการผลิต ต้องให้ความสำคัญกับคุณภาพและมาตรฐานความปลอดภัย โดยเป็นปัจจัยที่ผู้ผลิตผู้ส่งออกไทยจะต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก นอกจากนั้น จะต้องพิจารณาใช้บรรจุภัณฑ์และขนาดบรรจุที่เหมาะสมกับแนวโน้มของตลาด รวมทั้งควรติดตามศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคที่มีการเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพแวดล้อมในช่วงนั้นๆ ด้วย
จากข้อมูลดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าสินค้า “ขนมไทย” มีโอกาสส่งออกเจาะตลาดญี่ปุ่น เพียงแต่ผู้ประกอบการต้องศึกษาพฤติกรรมชาวญี่ปุ่นยุคใหม่ที่ชอบขนมนุ่ม รับประทานได้สะดวก ไม่นิยมขนมที่ใช้เวลาในการบริโภค เน้นเกาะเทรนด์รักษ์โลก ใช้บรรจุภัณฑ์เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การผลิตมีนวัตกรรม มีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย และ รังสรรค์ให้ตรงกับพฤติกรรมการบริโภคที่ไม่เหมือนเดิม