
สกพอ. รุกขับเคลื่อนพัฒนาบุคลากร “อีอีซีโมเดล” จูงใจเอกชนลงทุนพื้นที่อีอีซี


นางนงนุช เพ็ชรรัตน์ ที่ปรึกษาพิเศษด้านการต่างประเทศ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ อีอีซี พร้อมด้วย ดร.ชลจิต วรวังโส วีรกุล ผู้ช่วยเลขาธิการด้านเศรษฐกิจมหภาค และคณะลงพื้นที่เข้าร่วมประชุม รับฟังบรรยายสรุป การดำเนินธุรกิจของ บริษัท คอนติเนนทอล ไทร์ส (ประเทศไทย) จำกัด และเข้าเยี่ยมชมโรงงาน ซึ่งเป็นฐานการผลิตยางรถยนต์นั่งส่วนบุคคลและรถกระบะ ในนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ จังหวัดระยอง โดยมี นายวิกเนช เดวาเซนาพาที Plant Manager ให้การต้อนรับ
สำหรับการหารือครั้งนี้ เพื่อหาแนวทางการพัฒนาทักษะบุคลากรรูปแบบ “อีอีซีโมเดล” ทั้งในรูปแบบเอกชนร่วมจ่าย 100% (Type A) และการฝึกอบรมระยะสั้น รัฐและเอกชนร่วมจ่าย 50% (Type B) โดยบริษัท คอนติเนนทอล ไทร์ส ได้ดำเนินการสนับสนุนและนำนักเรียนอาชีวะเข้าร่วมฝึกงาน เพื่อให้นักศึกษาได้ฝึกประสบการณ์ในด้านทักษะวิชาชีพจากการปฏิบัติงานในโรงงานอุตสาหกรรมจริง เมื่อจบการศึกษาได้เข้าทำงานในฐานะพนักงานประจำทันที นอกจากนี้ สกพอ. ได้ประสานให้ข้อมูลด้านสิทธิประโยชน์การอบรมฯ และแนวทางความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาบุคลากรเพิ่มเติม เพื่อจูงใจภาคเอกชนเข้าร่วมลงทุนในพื้นที่อีอีซี อีกด้วย พร้อมกันนี้ คณะฯ ได้เข้าร่วมประชุมกับ บริษัท เอบีบี อิเล็คทริฟิเคชั่น (ประเทศไทย) จำกัด หรือ ABB บริเวณ ซิลิคอนเทคพาร์ค บ้านฉาง จังหวัดระยอง โดยมี ดร.ชิต เหล่าวัฒนา ที่ปรึกษาพิเศษด้านการศึกษา บุคลากรและเทคโนโลยี สกพอ. Mr. Gianandrea Bruzzone ผู้อำนวยการ ABB รวมทั้ง นายณไพโรจน์ เปี่ยมพงษ์สานต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Silicon Tech Park และคณะ ร่วมกันหารือถึงการจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมทักษะบุคลากรภูมิภาค (Regional Training Center) เพื่อฝึกอบรม Automation รองรับการพัฒนาอุตสาหกรรม 4.0 ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และเทคโนโลยีสีเขียว ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สู่การพัฒนาพื้นที่อีอีซีอย่างยั่งยืน

แฟคตอรี่ แซนด์บ็อกซ์ สร้างผลประกอบการกลุ่มยานยนต์จ่ายโบนัสสูงสุด 8 เดือน

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในช่วงปี 2564 ส่งผลให้ภาคธุรกิจท่องเที่ยวและบริการ ซึ่งเป็นรายได้สําคัญของประเทศได้รับผลกระทบเป็นวงกว้าง แต่ขณะเดียวกัน ธุรกิจภาคส่งออกที่มีภาคแรงงานกว่า 2 ล้านคน ใน 4 สาขา กลับเติบโต ได้แก่ อาหาร เครื่องมือแพทย์ ยานยนต์ และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นผลพวงจากการดำเนินการโครงการแฟคตอรี่ แซนด์บ็อกซ์ (Factory Sandbox) ของกระทรวงแรงงานตามนโยบายรัฐบาลที่ให้กระทรวงแรงงานบูรณาการร่วมกับ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงอุตสาหกรรม ดำเนินการโครงการดังกล่าวด้วยหลักการเศรษฐศาสตร์คู่กับสาธารณสุข ทำให้ธุรกิจส่งออกเติบโต โดยตัวเลขการส่งออกเดือนธันวาคม 2564 ขยายตัวถึงร้อยละ 17.14 สูงสุดในรอบ 11 ปี ทะลุเป้าหมาย คิดเป็นมูลค่ารวม 2.71 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ช่วยพยุงการจ้างงานในอุตสาหกรรมการผลิตกว่าร้อยละ 30 จากผู้ประกันตน 11 ล้านคน ทำให้เศรษฐกิจในภาคอุตสาหกรรมสามารถเดินหน้าต่อไปได้
สถานประกอบกิจการและสหภาพแรงงานในกลุ่มยานยนต์ได้เริ่มพูดคุยพิจารณาเรื่องของโบนัสและสวัสดิการต่างๆ ตามข้อเรียกร้อง ซึ่งหลายแห่งได้พิจารณาเสร็จสิ้น และทำข้อตกลงโดยใช้การเจรจาด้วยระบบการบริหารจัดการด้านแรงงานสัมพันธ์และสวัสดิการแรงงานที่ดี อาทิ บริษัท อีซูซุมอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ได้ทำข้อตกลงกับสหภาพแรงงานอีซูซุ ประเทศไทย เพิ่มสวัสดิการให้ลูกจ้างในปี 2565 โดยอัตราการขึ้นเงินเดือน 5.3 เปอร์เซ็นต์ เพิ่มโบนัส 8 เดือน บวกเงินพิเศษ 27,000 บาท ซึ่งสูงกว่าในปี 2564 ที่มีอัตราการขึ้นเงินเดือน 4.43 เปอร์เซ็นต์ โบนัส 7 เดือน บวกเงินเพิ่มพิเศษ 19,000 บาท บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ปรับค่าจ้าง 4.2 เปอร์เซ็นต์ บวก 350 บาท จ่ายโบนัส 7.5 เดือน บวกเงินเพิ่มพิเศษ 50,000 บาท และบริษัท ฮีโน่มอเตอร์ แมนูแฟคเจอรี่ ประเทศไทย จำกัด ปรับค่าจ้าง 4.2 เปอร์เซ็นต์ บวก 350 บาท จ่ายโบนัส 7.5 เดือน บวกเงินเพิ่มพิเศษ 50,000 บาท เป็นต้น สะท้อนให้เห็นถึงผลการดำเนินงานตามโครงการแฟคตอรี่ แซนด์บ็อกซ์ ตามนโยบายของรัฐบาลซึ่งทำให้ธุรกิจส่งออก โดยเฉพาะกลุ่มยานยนต์เกิดการจ้างงานต่อเนื่อง ผู้ประกอบการสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ ลูกจ้างกลุ่มยานยนต์มีคุณภาพชีวิตที่ดี ช่วยสร้างเศรษฐกิจให้กับประเทศพ้นวิกฤตช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

เทรนด์ทำงาน + ท่องเที่ยวมาแรง คาดเงินสะพัด 1.5 ล้าน สร้างสมดุลทางเศรษฐกิจและมาตรการสาธารณสุข

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา คาดว่าปีนี้ไทยจะมีรายได้จากการท่องเที่ยวอยู่ที่ราว 1.3-1.8 ล้านล้านบาท คาดว่าจะมีต่างชาติเที่ยวไทย อยู่ที่ระหว่าง 5-15 ล้านคน สร้างรายได้ราว 8 แสนล้านบาท ส่วนการเดินทางเที่ยวในประเทศ คาดว่าจะอยู่ที่ 160 ล้านคน-ครั้ง สร้างรายได้ราว 7 แสนล้าน ทั้งนี้ โครงการ Workation Paradise Throughout Thailand จะสามารถส่งเสริมให้เกิดการเดินทางที่สามารถทำงานไปด้วยได้ เป็นโอกาสใหม่ของภาคธุรกิจโรงแรมที่พักในการพัฒนาและยกระดับการให้บริการ เพื่อให้สามารถรองรับรูปแบบการทำงานที่เป็นอิสระของนักท่องเที่ยวที่จะสามารถเลือกสถานที่ทำงานได้ตามความต้องการ เปิดประสบการณ์ สร้างแรงบันดาลใจ และเติมเต็มความสุขจากการเดินทางท่องเที่ยวไปพร้อมกัน ซึ่งรัฐบาลยังคงเดินหน้ากระตุ้นไทยเที่ยวไทยอย่างต่อเนื่อง แม้การแพร่ระบาดของโอมิครอนจะยังคงมีอยู่ แต่ก็มีการวางแผนเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านการระบาดของโรคโควิด–19 สู่โรคประจำถิ่นที่สอดคล้องกับระดับสถานการณ์ โดยคำนึงถึงสุขภาพของคนไทย และการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

“ภัตตาคาร – ร้านอาหาร” พาเหรดเปิดบริษัทใหม่รับกระแสท่องเที่ยวกลับมาฟื้นตัว

นายจิตรกร ว่องเขตกร รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยการจดทะเบียนธุรกิจประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2565 ว่า มีผู้ประกอบธุรกิจยื่นขอจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนบริษัทใหม่ทั่วประเทศ จำนวน 7,211 ราย เทียบกับเดือนมกราคม 2565 ลดลง 10% และเทียบกับเดือนกุมภาพันธ์ 2564 ลดลง 1%แต่ก็ถือว่าฟื้นตัวดีขึ้นต่อเนื่อง เมื่อเทียบกับการจดตั้งใหม่ที่ชะลอตัวลงตั้งแต่เดือนเมษายน 2564 โดยมีมูลค่าทุนจดทะเบียน 19,376.01 ล้านบาท และประเภทธุรกิจที่จัดตั้งใหม่สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจภัตตาคาร ร้านอาหาร ที่กลับมาติดอันดับ 3 อีกครั้ง หลังจากหลุดไปประมาณ 8 เดือน เป็นการตั้งใหม่ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการเปิดประเทศ สำหรับปัจจัยที่ทำให้การจดทะเบียนตั้งใหม่เพิ่มขึ้น เป็นผลจากมาตรการการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานในประเทศ มาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายของรัฐบาล การเปิดประเทศแบบ Test & Go รวมทั้งสถานการณ์การส่งออกที่ดีขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก คาดการณ์การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2565 อยู่ประมาณที่ 40,000–42,000 ราย และตลอดทั้งปี 2565 อยู่ที่ประมาณ 70,000–75,000 ราย

จีนเผยจุดเกิดเหตุเครื่องบินตกไม่พบสารที่ใช้ในการประกอบระเบิด
(แฟ้มภาพซินหัว : อาสาสมัครช่วยขนสิ่งของบรรเทาทุกข์ไปยังจุดเกิดเหตุเครื่องบินตก ที่อำเภอเถิงเซี่ยน เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ทางตอนใต้ของจีน วันที่ 26 มี.ค. 2022) // www.xinhuathai.comเจิ้งซี หัวหน้าเจ้าหน้าหน่วยดับเพลิงกว่างซี กล่าวในการแถลงข่าวเมื่อวันเสาร์ (26 มี.ค.) ว่า ไม่พบสารอนินทรีย์หรือสารอินทรีย์ที่เป็นส่วนประกอบของระเบิด บริเวณจุดเกิดเหตุเครื่องบินโดยสารของสายการบินไชน่า อีสเทิร์น แอร์ไลน์ส พร้อมผู้โดยสารและลูกเรือรวม 132 รายพุ่งตกในอำเภอเถิงเซี่ยน เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ห้องปฏิบัติการทางฟิสิกส์และเคมีของหน่วยงานความมั่นคงสาธารณะของจีน ได้ทำการตรวจสอบตัวอย่าง 41 ชิ้น จากตัวอย่าง 66 ชิ้น ที่ได้จากจุดเกิดเหตุ และไม่พบสารประกอบไอออนสำคัญที่ใช้ในการประกอบวัตถุระเบิดอนินทรีย์ทั่วไป ทั้งยังไม่พบสารอินทรีย์ที่ใช้ประกอบระเบิดทั่วไปเช่นกัน
นายเจิ้งกล่าวว่า มีการยืนยันตัวตนของผู้ที่อยู่บนเครื่องบินแล้ว 120 ราย เป็นผู้โดยสาร 114 ราย และลูกเรือ 6 ราย เจ้าหน้าที่กู้ภัยจากหน่วยดับเพลิงได้ทำการค้นหาเป็นพื้นที่รวมกว่า 240,000 ตารางเมตร (ราว 150 ไร่) แล้ว นับตั้งแต่วันที่ 21 มี.ค. นอกจากนี้ ทีมค้นหาในพื้นที่รอบนอกจำนวน 4 ทีม ได้ทำการตรวจสอบพื้นที่ตลอดเส้นทางบินแล้วประมาณ 50 เฮกตาร์ (ราว 312 ไร่) โดยยึดจุดเกิดเหตุเป็นจุดเริ่มต้น จูเทา หัวหน้าสำนักงานความปลอดภัยทางการบิน สังกัดสำนักบริหารการบินพลเรือนแห่งประเทศจีนกล่าวว่า อุปกรณ์ส่งสัญญาณบอกตำแหน่งฉุกเฉิน (Emergency Locator Transmitter) ที่ติดตั้งไว้ใกล้กับกล่องดำกล่องที่สอง ได้รับการกู้คืนแล้ว อย่างไรก็ดีเจ้าหน้าที่ประกาศเมื่อวันเสาร์ว่าไม่มีผู้รอดชีวิตจากเหตุดังกล่าว
Post Views: 1,399