จากข้อมูลสถิติล่าสุดในเพจ Facebook : โรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน แสดงให้เห็นว่าในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ขณะที่คนทั่วโลกเผชิญหน้ากับวิกฤตโรคระบาดจากการแพร่เชื้อไวรัสโควิด-19 ประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกกว่า 50,000 ราย และเสียชีวิตกว่า 60 ราย (ตามสถิติของกระทรวงสาธารณสุข ปี 2562 – 2564) ถึงแม้จะไม่ใช่ตัวเลขที่ดูสูงมาก แต่โรคไข้เลือดออกก็ยังคงเป็นโรคที่ต้องระมัดระวังคนในครอบครัวอยู่ในทุกๆปี มาในปีนี้ ไข้เลือดออก 2022 โรคนี้ก็ยังคงจัดอยู่ในโรคเขตร้อนซึ่งเป็นโรคประจำถิ่นที่ยังคงอยู่ แถมอาการของโรคก็มีความคล้าย โรคโควิด-19 ทำให้ผู้คนสับสนได้ง่ายด้วย
มาในวันนี้ โรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน ได้อัปเดตข้อมูลล่าสุดเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง และชวนทุกคนมารู้เท่าทัน ไข้เลือดออก 2022 พร้อมเทคนิคในการแยกแยะอาการ โควิด-19 และ โรคไข้เลือดออก ที่สามารถนำไปปรับใช้เพื่อดูแลตัวเองและคนรอบข้างได้จริง
รู้ทัน ไข้เลือดออก 2022 ให้ครบทุกด้าน
ในเบื้องต้น หลายคนอาจคุ้นเคยกับไข้เลือดออกว่าเป็นโรคที่เกิดจากยุงลายเป็นพาหะนำโรค ซึ่งแท้จริงแล้ว โรคไข้เลือดออกมีรายละเอียดที่ต้องทำความเข้าใจเพื่อนำสู่การป้องกันตนเองและคนรอบข้างให้ห่างไกลจากโรคร้ายนี้ในหลากหลายด้าน โดย อ.นพ.ดร. สัณฑ์ ม่วงน้อยเจริญ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน ได้ให้ความรู้ไว้ดังนี้

สาเหตุของโรค
เกิดจากไวรัสเดงกีซึ่งมีอยู่ 4 สายพันธุ์ การติดเชื้อตรั้งแรกมักจะมีอาการไม่รุนแรง แต่ถ้าติดเชื้อครั้งที่ 2 โดยเชื้อที่ต่างสายพันธุ์กับครั้งแรก อาการมักจะรุนแรงถึงขั้นเลือดออกหรือช็อค หรือเสียชีวิต โรคนี้พบมาก ในเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี
การติดต่อ
โรคนี้ติดต่อจากคนสู่คน โดยมียุงลาย (Aedes aegypt ) เป็นพาหะที่สำคัญ ยุงตัวเมียจะกัดและดูดเลือดของผู้ป่วยซึ่งมีเชื้อไวรัสเดงกี เชื้อจะเข้าไปฟักตัวเพิ่มจำนวนในยุงหลังจากนั้นยุงจะมีเชื้อไวรัสอยู่ในตัวตลอดอายุของมัน (ประมาณ 1-2 เดือน) และสามารถถ่ายทอดเชื้อให้คนที่ถูกมันกัดได้
ยุงลายเป็นยุงที่อาศัยอยู่ภายในบ้านและบริเวณบ้าน มักจะกัดเวลากลางวัน แหล่งเพาะพันธุ์ คือ น้ำใสที่ขังอยู่ตามภาชนะเก็บน้ำต่างๆ เช่น โอ่งน้ำ แจกันดอกไม้ ถ้วยรองขาตู้ จาน ชาม กระป๋อง หม้อ กระถาง ยางรถ เป็นต้น โดยทั่วไปโรคนี้จะพบมากในฤดูฝน เนื่องจากเด็กมักอยู่ในบ้านมากกว่าฤดูอื่นๆ และยุงลายมีการแพร่พันธุ์มากในฤดูฝน แต่ในเมืองใหญ่ๆ เช่น กรุงเทพฯ อาจพบโรคนี้ได้ตลอดปี
อาการ
ในการติดเชื้อไวรัสแดงกีครั้งแรก ผู้ป่วยส่วนใหญ่ (80-90%) จะไม่แสดงอาการ ผู้มีอาการจะมีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดกระดูก และมีผื่นที่ผิวหนังได้ แต่ถ้าติดเชื้อครั้งที่สอง โดยเชื้อที่ต่างสายพันธุ์กับครั้งแรก อาจเป็นไข้เลือดออก ซึ้งมีอาการสำคัญแบ่งแบ่งออกได้ 3 ระยะ คือ
ระยะไข้ ผู้ป่วยจะมีไข้สูงเกือบตลอดเวลา เด็กบางคนอาจชัก เนื่องจากไข้สูง เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง มักมีหน้าแดง และอาจมีผื่นหรือจุดเลือดออกตามลำตัว แขน ขา ระยะนี้จะเป็นอยู่ราว 2-7 วัน
ระยะช็อค ระยะนี้ไข้จะเริ่มลดลง ผู้ป่วยจะซึม เหงื่อออก มือเท้าเย็น ชีพจรเต้นเบาแต่เร็ว ปวดท้อง โดยเฉพาะบริเวณใต้ชายโครงขวา ปัสสาวะออกน้อย อาจมีเลือดออกง่าย เช่น มีเลือดกำเดาไหล อาเจียนเป็นเลือด อุจจาระมีสีดำ ในรายที่รุนแรง จะมีความดันโลหิตต่ำ ช็อค และอาจถึงตายได้ ระยะนี้กินเวลา 24-48 ชั่วโมง
3.ระยะพักฟื้น อาการต่างๆจะเริ่มดีขึ้น ผู้ป่วยรู้สึกอยากรับประทานอาหาร ความดันโลหิตสูงขึ้น ชีพจรเต้นแรงขึ้นและช้าลง ปัสสาวะมากขึ้น บางรายมีผื่นแดงและมีจุดเลือดออกเล็กๆ ตามลำตัว
การวินิจฉัย และการรักษา
เกณฑ์ขององค์การอนามัยโลกในการวินิจฉัยโรคไข้เลือดออก คือ มีไข้สูง มีเลือดออกง่าย (ทดสอบโดยการรัดแขนแล้วพบจุดเลือดออกตามร่างกาย เช่น เลือดกำเดา เลือดออกตามไรฟัน) เจ็บชายโครงขวาเนื่องจากตับโต ช็อค ตรวจเลือดพบเกล็ดเลือดต่ำ เลือดข้นขึ้น และอาจตรวจน้ำเหลืองหรือเพาะเชื้อไวรัสจากเลือด เพื่อยืนยันการวินิจฉัย
อย่างไรก็ตาม ในระยะ 1-2 วันของไข้ อาจมีอาการไม่ชัดเจน ผลเลือดอาจจะยังปกติ จึงต้องสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดและเจาะเลือดซ้ำถ้าอาการไม่ดีขึ้น
และเนื่องจากยังไม่มียาต้านเชื้อไวรัสที่มีฤทธิ์เฉพาะสำหรับเชื้อไวรัสเดงกี การรักษาตามอาการจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด โดยให้ยาพาราเซทตามอลในช่วงที่มีไข้สูง ห้ามให้ยาแอสไพริน เพราะจะทำให้เลือดออกรุนแรงขึ้น ถ้ามีอาการคลื่นไส้อาเจียนให้ยาแก้คลื่นใส้และให้ดื่มน้ำเกลือแร่หรือน้ำผลไม้ครั้งละน้อยๆ แต่บ่อยครั้ง และคอยสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด เพื่อจะได้ป้องกันภาวะช็อคได้
เพราะระยะที่เกิดช็อคส่วนใหญ่จะเกิดพร้อมๆกับช่วงที่ไข้ลดลง ผู้ปกครองควรทราบอาการก่อนที่จะช็อค คือ อาจมีอาการปวดท้อง ปัสสาวะน้อยลง มีอาการกระสับกระส่ายหรือซึมลง มือเท้าเย็นพร้อมๆกับไข้ลดลง หน้ามืด เป็นลมง่าย หากเป็นดังนี้ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที
อัปเดต การป้องกันและการปฏิบัติตัว เมื่อเกิดอาการไข้เลือดออก ใน พ.ศ.นี้
เมื่อทราบถึงข้อมูลทั่วไปในการรักษาโรคไข้เลือดออกแล้ว เพจ Facebook รพ.เวชศาสตร์เขตร้อน ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อแนะนำหากท่านมีอาการที่เข้าข่ายโรคไข้เลือดออก ในช่วงที่เกิดวิกฤตการแพร่ระบาดของโรคโควิด ปี 2022 นี้ด้วยว่า มีข้อปฏิบัติตัวเพิ่มเติมจากเดิมอย่างไรบ้าง
เช็คอาการก่อนว่ามีอาการ ไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดกระดูก และมีผื่นที่ผิวหนัง หรือไม่
ตรวจ ATK ซึ่งเป็นพื้นฐานในช่วงนี้อยู่แล้ว หากผลเป็นลบให้สังเกตอาการที่อาจจะรุนแรงของไข้เลือดออกต่อ เช่น เลือดออกผิดปกติ ปวดท้องมาก หน้ามืด เป็นลม สับสน ตัวเย็น เป็นต้น (หากผลเป็นบวกให้ปฏิบัติตามขั้นตอนของ COVID – 19 ต่อไป)
ติดต่อโรงพยาบาลใกล้บ้าน ในขั้นตอนนี้ให้เช็ควัน และเวลาการให้บริการของแต่ละ รพ.ให้ดี ซึ่งทางรพ. อาจจะให้ท่านทำการตรวจ ATK ซ้ำอีกครั้งเพื่อเป็นการยืนยันผล
เมื่อผลยืนยันของท่านเป็นลบและไม่มีประวัติเสี่ยงโควิด แพทย์จะตรวจวินิจฉัยเพื่อหาโรคอื่นๆที่ทำให้มีอาการไข้ และทำการรักษาตามโรคที่เป็น (ขอให้ท่านทำตามขั้นตอนนี้โดยเคร่งครัด)ให้ แจ้งประวัติอาการให้ครบถ้วน ถ้าคนรอบข้างมีอาการเข้าข่ายไข้เลือดออกให้แจ้งทาง รพ. หรือ แพทย์ พยาบาลที่ตรวจด้วย จากนั้นก็จะเข้าขั้นตอนการให้การรักษาของแต่ละรพ.ต่อไป
นอกจากนั้น ดังที่ได้เกริ่นว่า ไข้เลือดออก 2022 และ โรคโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน มีความเหมือนกันอย่างมาก พญ.ธิดารัตน์ แก้วเงิน แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจาก โรงพยาบาลนครธน จึงได้ให้เทคนิคการเปรียบเทียบอาการระหว่าง 2 โรคนี้ไว้ตามอินโฟกราฟิก ข้างล่างนี้
อย่าปล่อยให้โรคไข้เลือดออกเป็น โรคเขตร้อนที่ถูกละเลย World Neglected Tropical Disease
อย่างไรก็ดี ในปี 2022 นี้ ยังมีประเด็นทางการแพทย์เกี่ยวกับโรคไข้เลือดออก ที่ถือเป็นโรคร้ายที่เป็นภัยเงียบคร่าชีวิตคนไทยไม่น้อยในแต่ละปี โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญออกมาย้ำว่า ไข้เลือดออกเป็น หนึ่งในสามโรคเขตร้อนที่ถูกละเลย หรือ World Neglected Tropical Disease

แพทย์หญิงดารินทร์ อารีย์โชคชัย รองผู้อำนวยการกองโรคติดต่อนำโดยแมลง กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เล่าว่า “โรคเขตร้อนที่ถูกละเลยที่ได้ชื่ออย่างนี้เพราะโรคเหล่านี้พบในประเทศเขตร้อนซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศที่กำลังพัฒนา โรคเหล่านี้จึงมักไม่พบในประเทศตะวันตกหรือประเทศที่พัฒนาแล้วและไม่ได้รับความสนใจมากนัก ทำให้การพัฒนายารักษาโรคเหล่านี้มีน้อยและเป็นไปได้ช้า และคนในเขตร้อนเองก็อยู่กับโรคเหล่านี้จนชิน และไม่ได้ตระหนักว่าโรคเหล่านี้คือภัยคุกคามสุขภาพ”
“โรค NTD ที่สำคัญที่สุดในประเทศไทยคือไข้เลือดออกซึ่งพบในทุกจังหวัด มียุงลายเป็นพาหะ และมีการรายงานผู้ป่วยปีละ 70,000-150,000 คนต่อปี อัตราการเสียชีวิตจากโรคไข้เลือดออกอยู่ที่ 1 คนต่อผู้ป่วย 1,000 คน หมายความว่าในแต่ละปีมีคนเสียชีวิตจากไข้เลือดออกเฉลี่ย 70-80 คน”
“สิ่งที่น่ากลัวคือโรคไข้เลือดออกนี้ยังไม่มียารักษา ต้องรักษากันไปตามอาการเท่านั้น และกลุ่มที่มีอัตราการป่วยสูงสุดคือเด็กวัยเรียนอายุระหว่าง 5-14 ปี รองลงมาคือกลุ่มวัยรุ่นอายุระหว่าง 15-24 ปี แต่เป็นกลุ่มที่เสียชีวิตมากขึ้นด้วยเพราะกลุ่มนี้มักจะทนเป็นไข้ไปก่อนเมื่ออาการหนักจึงค่อยมาหาหมอ”
ด้าน ศาสตราจารย์ แพทย์หญิง กุลกัญญา โชคไพบูลย์กิจ นายกสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย กล่าวว่า

“โรคไข้เลือดออก เป็นโรคกลุ่ม NTD ที่สำคัญมาก เพราะคนส่วนใหญ่ที่ติดเชื้อมีอาการไม่มาก หลายคนไม่รู้ตัวว่าติดเชื้อจากยุงลายที่กัดคนเหล่านี้แล้วสามารถแพร่เชื้อต่อไปได้อีกมากมาย ลำหรับคนที่มีอาการจะมีความรุนแรงต่างกัน ตั้งแต่อาการน้อย มีไข้ ไปจนถึงขั้นอวัยวะบางส่วนถูกทำลาย และเสียชีวิตได้”
“เวลาที่เชื้อไข้เลือดออกเข้าสู่ร่างกาย ร่างกายเราจะมีกระบวนการกำจัดเชื้อ แต่กระบวนการนี้จะทำให้ร่างกายเกิดการปฏิกิริยารุนแรงจนช็อก หรือมีอักเสบในอวัยวะต่าง ๆ ได้ เหมือนกับเจ้าของบ้านเตรียมปืนมายิงผู้ร้าย พอยิงผู้ร้ายตายแล้วบ้านพังไปด้วย หลายคนช็อค อวัยวะล้มเหลว และเสียชีวิต ยิ่งใครแข็งแรง ภูมิต้านทานดี มักมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดอาการรุนแรง”

“2 ปีที่ผ่านมา การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้การรายงานผู้ป่วยไข้เลือดออกลดลง เพราะการที่คนไม่รวมอยู่ในที่เดียวกันเป็นจำนวนมาก ทำให้การแพร่ของโรคลดลง คนอยู่บ้านมากขึ้น ขยะในที่ชุมชนลดลง คนดูแลบ้านมากขึ้น แหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายลดลง เช่นในปี 2564 เราพบลูกน้ำยุงลายในขยะที่เป็นแหล่งน้ำขังลดลงจาก 15% เหลือ 9%”
“แต่ในปีนี้ คาดว่าอาจพบการติดเชื้อสูงขึ้นถึง 95,000 ราย เพราะมีการผ่อนคลายมาตรการหลาย ๆ อย่างเรื่องการเดินทาง การกลับไปโรงเรียนบ้าง เรียนที่บ้านบ้างสลับกันไป ทำให้การดูแลแหล่งน้ำในโรงเรียนหรือในชุมชนไม่สม่ำเสมอ เปิดโอกาสให้ยุงลายวางไข่ได้มากขึ้น”
“ประเทศไทยถือว่าประสบความสำเร็จในการจัดการกับโรคเหล่านี้จนอัตราการติดเชื้อลดลง มีการดูแลผู้ป่วยที่ดี แต่ความร่วมมือในการให้ความรู้ประชาชนเกี่ยวกับโรค และร่วมกันกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายก็ยังคงเป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้เราเอาชนะไข้เลือดออกได้”
แนะเทคนิคดูแลสุขภาพในยุคที่วิกฤตโรคระบาดยังไม่คลี่คลาย
10 ประเด็น ทิศทาง ‘สุขภาพคนไทย’ รับปี 2565 ปรับชีวิตอย่างไร เมื่อโควิดยังอยู่
วงการแพทย์ไทยกับการรักษา มะเร็งปอด ที่เป็นความหวังรักษาชีวิตผู้ป่วยได้จริง













