ตอนที่ 10 การเมืองประชาสังคม
การเดินทางข้ามเมืองของเรา ที่มีหัวข้อเสวนาน่าสนใจ มีทิวทัศน์สองข้างทางสวยงามตื่นตาตื่นใจ สนุกสนานไม่เบื่อ ไม่รู้สึกเหนื่อย แถมรู้สึกว่าเวลาหมดไปเร็วด้วยซ้ำ ระหว่างทางแวะกินมื้อกลางวันกันง่ายๆ ที่ร้านกลางชุมชนเล็กๆ อยู่ค่อนไปทางบอนน์ คนที่นี่อัธยาศัยดีเหมือนที่ทริเออร์ เห็นคนแปลกถิ่นมาก็เอาใจใส่ ถามไถ่เสียละเอียดว่าต้องการอาหารอะไร? รสชาติแบบใหน? แล้วก็ไปจัดแจงปรุงมา แต่คิดว่าถ้าทำกินเองคงอร่อยกว่านี้!
หลังอาหารเที่ยงได้เดินย่อยช่วงสั้นๆ แล้วเดินทางต่อ ช่วงบ่ายตาเริ่มปรือๆ กันหมดเพราะหนังท้องตึง เส้นทางจากที่แวะกินอาหารเที่ยงไม่ค่อยจะเห็นแม่น้ำแล้ว ยิ่งใกล้จะถึงกรุงบอนน์ก็เห็นชุมชนเรียงรายถี่ขึ้น บางที่เป็นเมืองเล็กๆ ผู้คนก็ไม่มากนัก
การเติบโตของกรุงบอนน์อาศัยความรู้และนวัตกรรมจากระบบการศึกษาของมหาวิทยาลัย 52 แห่ง และวิทยาลัยอีก 70 แห่ง เชื่อมโยงไปกับสถานประกอบการและสังคมในระดับต่างๆ อย่างเต็มประสิทธิภาพ นอร์ดไรน์-เวสท์ฟาเลน มีพิพิธภัณฑ์รูปแบบต่างๆ ให้สาธารณะชนได้ศึกษาเรียนรู้ตามความสนใจถึง 570 แห่ง และมีอนุสรณ์สถานที่อยู่ในการอนุรักษ์ดูแลกว่า 75,000 แห่ง สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและสังคมเช่นนี้ ทำให้บอนน์มีความสำคัญต่อเยอรมันตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา และจะยังมีบทบาทที่สำคัญต่อไปในอนาคต ในฐานะศูนย์กลางการบริหารและวิทยาการของเยอรมัน แม้เมืองหลวงจะย้ายไปอยู่ที่เบอร์ลินก็ตาม
ราวบ่ายแก่ๆ เราก็มาถึงสำนักงานกลาง มูลนิธิเอฟอีเอส กรุงบอนน์ เจ้าหน้าที่นำเราไปพบทักทายกับผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการด้านการเมือง แนะนำตัว-พูดคุยกันสั้นๆ และพาเดินดูสำนักงาน ส่วนใหญ่เป็นห้องประชุม ห้องทำงาน ห้องสมุด ห้องเก็บเอกสารสำคัญของมูลนิธิ

ด้านล่างเป็นห้องโถงใหญ่ใช้สำหรับการประชุมใหญ่ของพรรค วันนี้ก็ใช้จัดปราศรัยของ ดร.เกสซีนส์ ชวาน์น เป็นห้องโถงจุคนได้ราวกว่าหนึ่งพันคน ไม่นับรวมพวกที่โผล่มาฟังตามระเบียงชั้นสองและสามอีกบางส่วน ตอนมาถึงเจ้าหน้าที่กำลังจัดห้องกันชุลมุนเตรียมการปราศรัยในตอนเย็น การพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายต่างๆ เป็นไปอย่างรวบรัด มีการแนะนำให้รู้จักกับบุคคลสำคัญในมูลนิธิ เสร็จแล้วก็เชิญไปร่วมฟังปราศรัย
เยอรมันมีโครงสร้างการเมืองที่เอื้อกันระหว่าง “การเมืองในระบบรัฐสภา” กับ “การเมืองภาคประชาสังคม” พรรคการเมืองทุกพรรคมี “มูลนิธิ” ที่ได้รับงบประมาณอุดหนุนจากรัฐบาล ทำงานคู่ขนานกันไป การเมืองทำเรื่องการบริหาร การพัฒนาประเทศ มูลนิธิทำเรื่องสาธารณประโยชน์ทั้งในและนอกประเทศ การจะรู้จักหรือมีปฏิสัมพันธ์กับการเมืองเยอรมันสามารถดำเนินการผ่านพรรคการเมืองโดยตรง หรือผ่านมูลนิธิก็ได้ เป็นรูปแบบเฉพาะตัวของที่นี่
ปีเตอร์ ดรัคเกอร์ ปรมาจารย์ด้านการบริหารของโลก กล่าวในงาน “Post Capitalism” ถึงความยิ่งใหญ่ของอเมริกาว่า ความก้าวหน้ารุ่งเรืองของอเมริกา ไม่ได้เกิดจาก “ประสิทธิภาพหรือความเก่ง” ในการบริหารของรัฐบาลอเมริกัน แต่เกิดจากการมีองค์กรสาธารณะกุศล ในรูป กลุ่ม ชมรม มูลนิธิ สมาคม ฯ มีภาคประชาสังคมที่เข้มแข็ง ต่างหาก ที่เป็นองค์ประกอบสำคัญในการช่วยดูแลสังคม ประชาสังคมเข้าถึงปัญหาใกล้ชิดกว่ารัฐ ช่วยเชื่อมต่องานและปัญหาที่รัฐเข้าไม่ถึง ช่วยส่งเสริมชุมชน ช่วยผลักดันงานราชการให้พัฒนาไปถูกทิศถูกทาง สนองตอบความต้องการแท้จริงของประชาชน อเมริกาจึงรุ่งเรืองขึ้นมาได้

เยอรมันก็ให้ความสำคัญต่อภาคประชาสังคมเช่นกันและก้าวหน้ากว่าอเมริกาด้วย เนื่องจากพรรคการเมืองมีมูลนิธิ และมูลนิธิได้รับงบประมาณสนับสนุนเหมือนกับหน่วยงานภาครัฐ แต่มีอิสระในการทำงานมากกว่า และมูลนิธิก็ทำงานกับประเทศต่างๆ เกือบทั่วโลก
ในประเทศไทย พรรคการเมืองเยอรมันมีมูลนิธิคู่งานของพรรคทำงานอยู่ทุกพรรค เช่นพรรค คริสเตียนดีโมแครท หรือซีดียูทำงานคู่กับมูลนิธิคอนราด อาเดเนาว์ พรรคเอสพีดีทำงานคู่กับมูลนิธิเฟรดริค เอแบรท์ด พรรคเอฟพีดีทำงานกับมูลนิธิเฟรดริคเนาว์มัน ฯลฯ
โครงสร้างการเมืองแบบนี้นอกจากจะทำให้การทำงานกับสาธารณะก้าวหน้า มีส่วนร่วมมากขึ้น ยังได้ช่วยประสานเรื่องการต่างประเทศในแง่การเข้าถึงปัญหา และกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในต่างระดับกับส่วนที่เป็นทางการไปในตัวด้วย
วัฒนธรรมการเมืองเยอรมัน เป็นการเมืองที่ต้องใช้เวลาพบปะพูดคุย มีรายละเอียดหยุมหยิม ต้องทำความเข้าใจมาก จึงใช้การล๊อบบี้ตลอดเวลา บ่อยครั้งที่งานมูลนิธิช่วยเสริมงานการเมืองในระบบ ให้ประสบความสำเร็จดีเกินคาด
แต่เมืองไทยจะแตกต่างจากอารยะประเทศทั้งหลาย เพราะการขอตั้งมูลนิธิหรือองค์กรที่ต้องการทำเพื่อสังคม ต้องประสบปัญหายุ่งยากกับระบบระเบียบราชการมากมาย บางครั้งใช้เวลา 3-4 ปีกว่าจะตั้งได้ จนบางคนท้อ!!! ทั้งๆ ที่การตรวจสอบเอกสารปกติใช้เวลาทำจริงไม่น่าเกินสัปดาห์! เราก็ได้แต่พร่ำบ่นถึงความเสื่อมโทรมทางสังคมที่แพร่ระบาดทำลายเยาวชนอยู่บ่อยๆ โดยใส่ใจดูแลปรับปรุงกลไกการทำงานด้านบวกให้สอดคล้องกับที่สังคมต้องการ กฏหมายเกี่ยวกับองค์กรสาธารณะประโยชน์ของไทย น่าจะล้าหลังอยู่ในโลกยุคศตวรรษที่สิบเก้า ขณะที่ตอนนี้มันศตวรรษที่ 21 เข้าไปแล้ว
นึกอะไรเรื่อยเปื่อยอยู่สักพักเจ้าภาพก็มาเชิญให้ไปที่ห้องโถงใหญ่ ร่วมฟังการปราศรัยของ ดร.เกสซีนส์ ชวานส์ ใช้เวลาราวชั่วโมงใช้ภาษาเยอรมัน เอฟอีเอสจัดล่ามภาษาอังกฤษช่วยแปลตลอดเวลา ผู้เข้าฟังปราศรัยส่วนใหญ่เป็นสมาชิกระดับแกนนำพรรค มีเป้าหมายเพื่อให้คนกลุ่มนี้นำสาระสำคัญของการปราศรัย ไปกระจายทำความเข้าใจกับสาธารณะชน เราก็ร่วมฟังจนจบ หลังปราศรัยมีการถาม-ตอบกันอีกราวเกือบๆ ชั่วโมง
จากนั้นผู้แทนเอฟอีเอส ได้พาไปรับประทานอาหารค่ำและส่งกลับที่พัก นัดมารับเช้าตรู่วันรุ่งขึ้น การเดินทางที่ยาวนาน-พบปะพูดคุยกับผู้คนกลุ่มต่างๆ และการสังเกตการณ์รณรงค์หาเสียง ทำให้อ่อนล้า เมื่อถึงโรงแรมที่พักต่างก็แยกย้ายกันพักผ่อน เตรียมตัวสำหรับภารกิจในวันต่อไป
(อ่านต่อ ตอนที่ 11)












