เส้นทางการเมืองสายกรุงเทพ-เบอร์ลิน (ส่องการเมืองเยอรมันแล้วย้อนดูบ้านเรา) ตอนที่ 13 ก้าวสู่ความสำเร็จหลังปฏิรูปพรรค

ตอนที่ 13 ก้าวสู่ความสำเร็จหลังปฏิรูปพรรค


พรรคเอสพีดีประสบความสำเร็จเป็นรัฐบาลครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2509 ร่วมกับพรรคซีดียู เคิร์ท จอร์จ คีสซิงเกอร์ (Kurt Georg Kiesinger) จากซีดียูเป็นนายกรัฐมนตรี วิลลี่ บรานดท์ เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ แต่เลือกตั้งครั้งต่อมาในปี พ.ศ. 2512 วิลลี่ บรานดท์ ผงาดขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีจากการจัดรัฐบาลผสมเช่นกัน


การก้าวขึ้นเป็นผู้นำเยอรมันนีของบรานดท์ ได้สร้างดุลอำนาจใหม่ในยุโรปตะวันตกช่วงต้นทศวรรษพุทธศักราช 2510 อันถือเป็นจุดเปลี่ยนทางการเมืองระหว่างประเทศของเยอรมันที่มีต่อยุโรปและประชาคมโลก รัฐบาลภายใต้การนำของพรรคเอสพีดี มีนโยบายน่าสนใจหลายประการ โดยสรุปคือ
  • ทิศทางเศรษฐกิจ ได้ปรับสู่ทิศทางของการร่วมมือระหว่างรัฐกับกลุ่มเศรษฐกิจในสังคม โดยรัฐจัดบทบาทตัวเองในฐานะผู้หนุนเสริมประสิทธิภาพเศรษฐกิจของประเทศ ไม่ใช่เป็นเป็นผู้จัดการธุรกิจ
  • ดำเนินการปฏิรูปสังคมเพื่อตอบสนองทุกกลุ่มคน ทำให้ฐานการเมืองของพรรคเปิดกว้างออก มีผลตอบกลับเป็นแรงสนับสนุนทางการเมืองของพรรค
  • ใช้นโยบายวัฒนธรรมและการศึกษามาเป็นเครื่องมือเสริมช่วยการจัดการ ในบริบทของการกระจายอำนาจและวางรากฐานการพัฒนาประเทศ ได้ปรับปรุงวัฒนธรรมและการศึกษาตามข้อเรียกร้องของปัญญาชน ที่ได้เรียกร้องมาตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษพุทธศักราช 2500
  • นโยบายต่างประเทศมีทิศทางในแบบ “มุ่งตะวันออก” ซึ่งเกิดจากประสบการณ์ช่วงที่บรานดท์เป็นนายกเทศมนตรีนครเบอร์ลิน เป็นการแสดงบุคลิคในการปรับตัวของพรรคเข้ากับสถานการณ์ขณะนั้น ซึ่งเต็มไปด้วยความขัดแย้ง ทำให้ภาพพจน์ของเยอรมันในทางสากลดีขึ้น สามารถแก้ไขปัญหาภายในได้อย่างมีอิสระและเป็นตัวของตัวเอง ฯลฯ
นโยบายเด่นๆ เหล่านี้ ช่วยให้เยอรมันประสบความสำเร็จในการสร้างเสถียรภาพการเมืองภายในประเทศ และก้าวขึ้นสู่บทบาทของผู้นำการเมืองระหว่างประเทศแข่งกับฝรั่งเศส ทั้งยังทำให้สภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่มาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ฟื้นตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว
การปรับตัวของพรรคการเมืองในช่วงเวลาที่สถานการณ์โลกเปราะบาง ที่มีการเผชิญหน้ากันตลอดเวลาและสถานการณ์ในประเทศก็ต้องดิ้นรนเอาตัวรอดทางเศรษฐกิจ “นโยบาย” ของพรรคการเมืองจึงเป็นยุทธศาสตร์ที่จำเป็นต้องจัดปรับให้สอดคล้องกับสภาพที่เผชิญอยู่จริง พรรคเอสพีดีจึงเดินหน้าปรับนโยบายอย่างต่อเนื่อง จัดการดูแลพลเมืองตามหลักสวัสดิการนิยม บนฐานของอุดมการณ์ที่ร่วมกันพัฒนาขึ้นมาในสังคมยุคใหม่
อย่างไรก็ตามหลักสวัสดิการนิยมของแต่ละรัฐบาลในประเทศยุโรปยุคนั้น มีทั้งฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวา พรรคเอสพีดีตกต่ำเพราะเยอรมันถูกแบ่งเป็นสองส่วน เอสพีดีกลุ่มฝั่งตะวันออกได้หันใช้แนวทางซ้ายสุดขั้ว ขณะที่ฝั่งตะวันตกที่นำโดย ชูมัคเกอร์ แม้ไม่ซ้ายสุดขั้ว แต่ก็เดินหน้าปฏิรูปสังคมเพื่อชนชั้นกรรมาชีพชนอย่างแน่วแน่ มีแนวนโยบายที่ไม่ยอมยืดหยุ่น พฤติกรรมทางการเมืองของพรรคและผู้นำพรรคอย่างชูมัคเกอร์ได้บั่นทอนการยอมรับจากสังคมลงทุกขณะ

เพราะประชาชนส่วนใหญ่ในเวลานั้นแม้จะเป็นกรรมาชน แต่ชนชั้นแรงงานก็มีหลายฝักหลายฝ่าย มีทั้งพวกเคร่งศาสนา พวกที่เหนื่อยหน่ายกับการต่อสู้การช่วงชิงทางการเมืองแบบไม่รู้จบ ฯลฯ ทำให้ พรรคเอสพีดี แพ้เลือกตั้งตลอดมา คนชั้นกลางและศาสนิกชนส่วนใหญ่ต่างให้การสนับสนุนพรรคซีดียูมากกว่า
เมื่อมีการการปรับนโยบายครั้งสำคัญ วิลลี่ บรานดท์ ผู้นำพรรคคนใหม่ได้แสดงให้เห็นจุดยืนของความเป็น “พรรคการเมืองของพลเมืองแบบมืออาชีพ” ที่พรรคการเมืองควรจะเป็น มากกว่าที่จะเป็นพรรคการเมืองที่เป็นตัวแทนอุดมการณ์
“เบอร์ลินโปรแกรม” มีบทบาทสำคัญในฐานะเป็นกิจกรรมที่ทำหน้าที่ ระดมสติปัญญาความรู้จากสังคมวงกว้าง ทั้งนักคิด กรรมกร เกษตรกร นักธุรกิจ นักยุทธศาสตร์ นักวิชาการ ปัญญาชน และคนจากหลากหลายชนชั้น หลากหลายวัฒนธรรมในเยอรมันฯลฯ กิจกรรมนี้ได้ช่วยเปิดพรรคออกสู่สังคมวงกว้างอย่างมีแบบแผน
แนวทางของเอสพีดีเปลี่ยนจากการเมืองที่สื่อสารทางเดียว (จากอุดมการณ์พรรคสู่กลุ่มเป้าหมาย) มาเป็นการเมืองที่สามารถสื่อสารสองทาง (ระหว่างพรรคกับสาธารณชนกลุ่มต่างๆ ในสังคม) การเคลื่อนไหวทิศทางนี้ได้สลายความ “สุดขั้ว” ลงไป ทำให้เกิดการยอมรับจากสาธารณชนมากขึ้นเป็นลำดับ ผลลัพท์ทางนโยบายจึงเป็นดังที่ปรากฏในการบริหารประเทศ

การปฏิรูปนโยบายและการพัฒนาโครงสร้างของเอสพีดีใช้เวลานาน-ต่อเนื่อง ลงทุนสูงในทรัพยากรทุกด้าน ทั้งบุคคลากร วิชาการ งบประมาณ ต้องสร้างความร่วมมือกับสาธารณะชนอย่างเต็มความอุตสาหะวิริยะ ดังนั้นการวางแผนงาน การกำหนดยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี การวางโครงสร้างการบริหาร และการร่วมมือกันปรับวัฒนธรรมองค์กร จึงเป็นประเด็นที่กลุ่มผู้บริหารและแกนนำของพรรคเอาใจใส่ทุ่มเทให้อย่างมาก
จนในที่สุดเอสพีดีก็ฟื้นตัวขึ้น หลังการพ่ายแพ้ที่ยาวนานเกือบสองทศวรรษ ปรับตัวเป็นพรรคการเมืองที่เปี่ยมศักยภาพ มีพลังในการพัฒนาองค์กรให้ก้าวหน้าต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้ นับเป็นบทเรียนการเมืองที่มีคุณค่ายิ่ง
(อ่านต่อ ตอนที่ 14)