ตอนที่ 14 เมืองหลวงที่เต็มไปด้วยอดีตอันเร้าใจ
หลังเสร็จภารกิจจากบอนน์ คณะเรามุ่งหน้าไปตามโปรแกรมที่มหานครเบอร์ลิน เราบินสู่เบอร์ลินทันทีในช่วงบ่าย ใช้เวลาราวชั่วโมง เมื่อก้าวพ้นสนามบินเราตื่นตาตื่นใจกับความยิ่งใหญ่ ความงดงาม และมนต์เสน่ห์แห่งประวัติศาสตร์ของเบอร์ลินเอามากๆ ผังเมืองถูกจัดปรับอย่างดี ขับเคลื่อนให้มหานครแห่งนี้คืนกลับเป็นเมืองหลวงของเยอรมันในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า (ตามแผนจะย้ายจากกรุงบอนน์ในปี พ.ศ. 2543) หลังความพินาศบอบช้ำจากสงครามที่ไม่ปราณีทุกสรรพสิ่ง! จนเยอรมันต้องใช้กรุงบอนน์รักษาการเมืองหลวงมานานครึ่งศตวรรษ นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2492

พูดถึงการเดินทางมาสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ทางสังคม-การเมืองจากเยอรมันครั้งนี้ ผมค่อนข้างโชคดีที่มากับนักวิชาการ-นักคิดที่เป็นทั้งเพื่อนและผู้ร่วมงานกันมานาน และยังร่วมงานทางการเมืองที่เป็นประสบการณ์ของชีวิตผมด้วย
การเดินทางร่วมกับคนที่มีความรู้กว้างขวาง สามารถทำงานความคิดได้ตลอดเวลาอย่าง ดร.เอนก ช่วยให้บทสนทนากับคนสำคัญต่างๆ ที่พบในเยอรมันมีความน่าสนใจ ทั้งเนื้อหา สาระ และการแลกเปลี่ยนมิติต่างๆ โดยเฉพาด้านสังคม การเมือง การพัฒนาบ้านเมือง รวมถึงเศรษฐกิจ ฯ ที่เป็นเรื่องจำเป็นยิ่งที่ต้องมาเรียนรู้ เปิดโลกทัศน์มุมมองที่ต่างจากที่เคยชิน!
สุภาษิตจีนสอนไว้ว่า “การเดินทางคือการเรียนรู้” มันเป็นจริงอย่างนั้นเลย! ผมมากับคณะนี้ เพียง 10 วันเหมือนกับได้เรียนรู้จนจบดุษฎีบัณฑิตด้านรัฐศาสตร์และเศรษฐศาสตร์การเมือง เลยทีเดียว บทสนทนากับผู้คนในทริปนี้มีทั้งมิติมุมกว้าง มุมลึก และหลายๆ เรื่องเป็นเรื่องที่เราไม่ได้สัมผัสเห็นหรือคิดมาก่อน การเดินทางและเสวนาที่มี ดร.เอนก เป็นเพื่อนร่วมทาง เป็นการเรียนรู้ที่มีคุณประโยชน์มหาศาล ได้เปิดประสบการณ์ใหม่จากบทสนทนา และการคิดย้อนเอาบทเรียนที่ผ่านมาสังเคราะห์เพื่อก้าวสู่อนาคต ต้องขอขอบคุณทั้ง ดร.เอนก และ ดร.สังศิต เพื่อนรวมทางที่ดีในทริปนี้

วันนี้เราสัมผัสมหานครเบอร์ลินอย่างตื่นตาตื่นใจ เบอร์ลินเป็นมหานครแหล่งความรู้ที่น่ายกย่อง เป็นมหานครที่มีบทเรียนทางการเมือง ทางสังคม มากมายหลากมิติ โลกเรียนรู้จากประสบการณ์ของเบอร์ลินหลายมุม ทั้งโศกนาฏกรรม และความรุ่งโรจน์ ทั้งชัยชนะ และความพ่ายแพ้ ทั้งความสำเร็จ และความล้มเหลว ทั้งวิถีของผู้นำ และจำเลยผู้ตกต่ำ ฯ เบอร์ลินมีแง่มุมให้เรียนรู้ไม่จบสิ้น สำนักข่าวสารเยอรมันนิยามเบอร์ลินในฐานะเมืองหลวงของประเทศตัวเองว่าเป็น “เมืองหลวงที่เต็มไปด้วยอดีตที่เร้าใจ” และได้เล่าความเป็นมาของเบอร์ลินโดยสรุปว่า
“เบอร์ลินพัฒนามาจากหมู่บ้านชาวประมง เป็นศูนย์กลางการค้าที่ตั้งอยู่บนรอยต่อของแม่น้ำชเปร ต่อมากลายเป็นเมืองที่ประทับของเจ้านายปรัสเซีย ในช่วง พ.ศ. 1780 เบอร์ลินเติบโตขึ้นพร้อมเมืองคู่แฝดที่ชื่อเคิล์น และปริวรรตน์ตัวโดยอาศัยความรุ่งเรืองของปรัสเซียไปสู่ความเป็นมหาอำนาจในเวลาต่อมา เบอร์ลินกลายเป็นศูนย์กลางทั้งทางวัฒนธรรม วิทยาการอุตสาหกรรม และการเมืองของเยอรมนี
ในปี พ.ศ. 2414 ได้มีการสถาปนาจักรวรรดิเยอรมันขึ้น ประชากรในเบอร์ลินขยายตัวอย่างมากจนมีถึง 4 ล้านคน เมื่อปี พ.ศ. 2482 สงครามโลกครั้งที่สอง เกิดจากกลุ่มสังคมชาตินิยมของเยอรมัน ได้สร้างผลกระทบร้ายแรงต่อเบอร์ลินอย่างมาก มีการทำลายล้างเขตเมือง และเขตอุตสาหกรรมอย่างกว้างขวาง หลังเยอรมันแพ้สงคราม เบอร์ลินถูกแบ่งเป็น 4 เขต ปกครองโดยมหาอำนาจผู้ชนะสงคราม คือ อเมริกา รัสเซีย อังกฤษ และฝรั่งเศส
ช่วงสงครามเย็นในระหว่างปี พ.ศ. 2491-2492 โซเวียตพยายามปราบปรามชาวเบอร์ลินตะวันตก บีบบังคับให้พันธมิตรตะวันตกถอนทัพออก และปิดล้อมเส้นทางคมนาคมทางบกของเบอร์ลินอยู่นานถึง 11 เดือนแต่ไม่สำเร็จ เพราะฝ่ายพันธมิตรใช้เส้นทางทางอากาศเข้าช่วยเหลือ จนในปี พ.ศ. 2504 ฝ่ายคอมมิวนิสต์ สร้างกำแพงเบอร์ลินขึ้นสกัดกั้นการหลบหนีของผู้คนฝั่งเบอร์ลินตะวันออก แต่ต่อมาไม่นานกำแพงอิฐมหึมาที่ทอดยาวกั้นเยอรมันตะวันตกกับตะวันออก ก็ไม่อาจปิดกั้นเสรีภาพที่ยิ่งใหญ่ของมนุษย์ได้ กำแพงเบอร์ลินถูกทลายลงในปี พ.ศ. 2532 ด้วยพลังของประชาสังคม และในปีถัดมาอำนาจของฝ่ายคอมมิวนิสต์ก็ล่มสลายลง เยอรมันสองฝั่งรวมตัวเป็นหนึ่งเดียว เบอร์ลินจึงได้คืนกลับเป็นเมืองหลวงของเยอรมันอีกครั้ง”
เบอร์ลินหลังสงครามโลกครั้งที่สองและช่วงสงครามเย็นเสียหายยับเยินมาก แต่มาถึงวันนี้เยอรมันชนร่วมกันบูรณะคืนกลับมาใหม่อย่างเยี่ยมยอด งบประมาณประเทศมาจากน้ำอดน้ำทนของชาวเยอรมันที่ยอมให้รัฐขูดภาษี เพื่อนำไปบูรณะประเทศ ฟื้นฟูสังคม บ่งชี้ถึงสำนึกแห่งความเสียสละที่ทั่วโลกชื่นชม
เบอร์ลินฝั่งตะวันตกดูจะเป็นระเบียบกว่าฝั่งตะวันออกนิดหน่อย สถานที่ทางประวัติศาสตร์ถูกเก็บรักษาไว้อย่างดี กำแพงเบอร์ลินที่ถูกสองมือของประชาชนทำลาย ยังทิ้งร่องรอยให้เห็นเป็นอนุสรณ์อยู่บ้าง การก่อสร้างส่วนใหญ่เข้าที่เกือบสมบูรณ์ ราวกับว่า…วันนี้บาดแผลของเบอร์ลินหายสนิทดีแล้ว สิ่งที่เหลืออยู่เป็นเพียงวังวนความรู้สึกของความทรงจำเหตุการณ์ในอดีต ซึ่งผุดขึ้นเป็นครั้งคราวเท่านั้น

เมื่อข้ามถนนจากฝั่งตะวันตกไปตะวันออก ยังรู้สึกหวาดๆ กับระบบม่านเหล็กพรรคคอมมิวนิสต์ที่ดุดัน ระคนกับความคิดว่า “ฝั่งตะวันออก” จะปลอดภัยเหมือน “ฝั่งตะวันตก” หรือเปล่า? ทั้งที่ปัจจุบันสภาพของสองฝั่งไม่แตกต่างกันเลย แสดงว่าความทรงจำถึงโศกนาฏกรรมในอดีตมีพลังติดตาตรึงใจฝังลึกทีเดียว!
เมื่อเดินผ่าน “ด่านชาลี” หรือ “ชาร์ลี เช็กพ้อยท์” กลางเมืองเบอร์ลิน ที่เคยเป็นจุดตรวจของพันธมิตร ก็รู้สึกถึงกลิ่นอายของทหารและสภาวะสงคราม แม้ย่านนี้ทั้งหมดกลายเป็นร้านค้า เหมือนแถวสุขุมวิทหรือซอยทองหล่อในบ้านเราไปแล้วก็ตาม

หรือตอนเดินเลียบกำแพงเบอร์ลิน ก็หวนคิดถึงความทุกข์ทรมานของเครือญาติร่วมสายเลือด พ่อ แม่ ลูก มิตรสหายที่ถูกกักกันปิดกั้นด้วยกำแพงคอนกรีตที่ก่อขึ้นเป็นพรมแดนประเทศ ใช้อุดมการณ์การเมืองชี้นำแบ่งฝักฝ่ายและเขตแดน! แต่ที่สุดกำแพงปูนมหึมานี้ก็ไม่อาจปิดกั้นเสรีภาพของมนุษย์ได้ มันถูกทลายลงด้วยพลังประชาสังคม ที่ใช้เพียงความเป็นมนุษย์และสองมืออันว่างเปล่าเท่านั้น ฯลฯ
การเดินอยู่ที่นี่จะมีความรู้สึกต่ออดีต ที่เป็นทั้งส่วนที่ดีงามและโศกนาฏกรรม ผุดขึ้นตามแห่งหนที่ผ่านพบ จึงไม่ผิดนักที่เยอรมันชนให้คำจำกัดความมหานครเบอร์ลินว่า “เมืองหลวงที่เต็มไปด้วยอดีตอันเร้าใจ”
(อ่านต่อ ตอนที่ 15)













