ตอนที่ 16 “เบอร์ลินโปรแกรม” หัวใจการปฏิรูปนโยบาย
ระหว่างการดูงานอยู่ที่เบอร์ลิน เราคุยกันสามคนไว้ว่า ช่วงเวลาอาหารเช้าจะทบทวนสาระสำคัญของแต่ละวันที่ผ่านมา จากบทสนทนา ข้อถกเถียง และพิจารณาผ่านความคิดประสบการณ์ เพื่อโยงประเด็นต่างๆ ที่ได้พบมาปั้นสร้างขึ้นเป็นแบบจำลองสังคมไทยในมุมมองของเรา และเตรียมการในประเด็นต่างๆ ที่จะประชุมเสวนากับผู้แทนเยอรมันในแต่ละวัน
การสั่งสมความรู้ความเข้าใจจากบอนน์ ทำให้จิ๊กซอว์ความคิดเรื่องการเมืองของพรรคเอสพีดีคมชัดขึ้น วันแรกในเบอร์ลินหลังได้พบกับผู้บริหารพรรค แนะนำตัวกันพอสมควร ก็ได้เสวนากับ ดร.เคาลส์ เจอเก้น สเชอ์อเฮอร์ ผู้อำนวยการวัฒนธรรมของพรรค แลกเปลี่ยนความรู้ในเรื่องพัฒนาการและการปฏิรูปนโยบายพรรค
ส่วนประเด็นการปฏิบัติการปฏิรูปพรรคแบบต่อเนื่อง สร้างอุดมการทางการเมืองใหม่ และการปรับวัฒนธรรมองค์กร ดร.ซีค์ฟริต์ ไฮนน์มานน์ เป็นผู้นำการสนทนา
“เบอร์ลินโปรแกรม” ถือเป็นต้นแบบกิจกรรมที่เอสพีดีใช้ปฏิรูปนโยบายพรรค เคาลส์เล่าเค้าโครงการจัดทำกิจกรรมและปัญหาหลากหลายที่เกิดจากการปฏิรูปพรรค
การปฏิรูปพรรคสู่นโยบายใหม่เพื่อสนองตอบทุกชนชั้นในสังคม มีความยากในทางปฏิบัติหลายเรื่อง โดยเฉพาะ
การสร้างความเข้าใจ ความเห็นชอบร่วมกันในพรรค
การจัดการความขัดแย้งภายใน
การเรียนรู้ภายนอกเพื่อสร้างกรอบนโยบายตามแนวโน้มสังคมที่เปลี่ยนไป
การระดมบุคคลากรและความรู้ใหม่ที่หลากหลายจากกลุ่มต่างๆ ในสังคม
การบริหารการมีส่วนร่วมทางการเมืองกับสาธารณชน
กระบวนการสังเคราะห์นโยบายเพื่อให้แน่ใจว่าเป็นทิศทางที่ถูกต้อง
ฯลฯ
พรรคเอสพีดีตั้งคณะกรรมการและคณะทำงานขึ้นหลายชุด กระจายครอบคลุมเพื่อที่จะทำงานทั้งมิติของพื้นที่และมิติของกลุ่มสังคม ตั้งแต่คณะกรรมการแกนกลาง คณะกรรมการด้านคุณค่าพื้นฐาน โดยมีคณะกรรมการวิชาการทำหน้าที่ศึกษาสังเคราะห์ผลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการทุกคณะ จัดทำเป็นนโยบายพรรค คณะกรรมการและคณะทำงานทุกชุดจะทำงานประสานเชื่อมโยงกัน ภายใต้กรอบปฏิบัติการสร้างสรรค์นโยบายที่จะปรับทิศสู่การเมืองใหม่
การทำงานในมิติที่ ใหญ่-กว้าง-ลึก นี้ มีปัญหาความขัดแย้งภายใน ต้องแก้ไขตลอดเวลา บางครั้งก็มีความขัดแย้งสูงจนบางคนถึงลาออกจากพรรค! แต่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรค์ที่พรรคจะเดินหน้าปฏิรูปต่อไป
เนื้อหาสาระในประเด็นหลักที่นำมาพิจารณาร่วมกันมี 3 ส่วน คือ 1. ประวัติศาสตร์พัฒนาการของพรรค 2. สถานการณ์ปัจจุบันของพรรค และ 3. แนวโน้มในอนาคต กรรมการแต่ละชุดจะศึกษา วิเคราะห์ วิจารณ์สาระสำคัญทั้งสามส่วน ร่วมกับผู้คนกลุ่มต่างๆ ในสังคม แล้วนำผลที่ได้มาเสนอเพื่อใช้เป็นกรอบสำหรับจัดทำนโยบายพรรค
ตัวอย่างจากการค้นหาความสนใจของคนรุ่นใหม่ ที่มีต่อความเปลี่ยนแปลงทางสังคม พบประเด็นที่คนรุ่นใหม่สนใจอยู่ 4 เรื่องคือ “เรื่องเศรษฐกิจ” “เรื่องความยุติธรรม ความเป็นธรรมระหว่างรุ่นคน (generation)” “เรื่องสังคมโลกาภิวัฒน์” และ “เรื่องการศึกษา” ทั้ง 4 เรื่องเป็นความใส่ใจของคนรุ่นใหม่ในสังคมเยอรมัน ประเด็นความสนใจเหล่านี้จะผนวกกับผลการศึกษาที่ได้จากกลุ่มคนรุ่นอื่น และกลุ่มอาชีพอื่น เพื่อสังเคราะห์ใช้เป็นแนวทางจัดทำนโยบายต่อไป
ดร.เคาลส์ สรุปหัวใจในการปฏิรูปนโยบายพรรคว่า การปฏิรูปต้องเดินหน้าไปพร้อมกันสองมิติ คือทั้งจาก “ภายในสู่ภายนอก” และจาก “ภายนอกสู่ภายใน” น้ำหนักของการปฏิบัติงานมีพื้นฐานสำคัญ 3 เรื่องคือ การระดมสติปัญญาในสังคม การสร้างองค์ความรู้ และการสร้างความเชื่อถือให้กับสังคม
การปฏิรูปนโยบายไม่ใช่แค่การเปลี่ยนเนื้อหาใจความ หรือเปลี่ยนตัวอักษรที่จะนำออกเผยแพร่ต่อสาธารณชน แต่การปฏิรูปนโยบายต้องเป็นส้นทางที่เชื่อมสู่การปรับยุทธศาสตร์ การปรับโครงสร้างการบริหาร และการปรับวัฒนธรรมองค์กรภายในพรรค ฯลฯ กิจกรรมพรรคทั้งหมดต้องปรับให้สอดรับกัน ต้องร่วมมือกันอย่างสูงทั้งภายในพรรคและกับสาธารณะชนทั่วไป ต้องทำให้มีปัญหาอุปสรรคน้อยที่สุดแต่มีพลังทางสังคมมากที่สุด


งานที่ทำถือเป็นเรื่องยาก แต่ก็ไม่เกินกำลังความสามารถของผู้คนที่ทุ่มเทกับงาน มีวินัยสูง ที่มหานครเบอร์ลินแห่งนี้ นอกจากมีทรัพยากรสนับสนุนเพียบพร้อมและกลุ่มคนทำงานที่เข้มแข็งแล้ว เบอร์ลินยังมีสถาบันวิจัยนอกมหาวิทยาลัยถึง 250 แห่ง มีอุทยานเทคโนโลยีแบบบูรณาการ อาดเลอร์โฮฟ (วิสทา) เป็นอุทยานเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป เปี่ยมด้วยความความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจและวิทยาการชั้นเยี่ยม
การทำงานในเรื่องสำคัญต่อพรรคและประเทศตามกิจกรรมนี้ เป็นเรื่องที่เอสพีดีให้ความสำคัญพอๆ กับการทำงานในสภาฯหรือในการบริหารประเทศ เพราะเป็นเรื่องจำเป็นในการดำรงความเป็นพรรคการเมือง มีความหมายต่อทั้งปัจจุบันกาลและอนาคต ทั้งยังจะส่งผลดีต่อพรรคและสังคมโดยรวม การหยุดนิ่งในกระแสโลกปัจจุบัน จะทำให้พรรคล้าหลังทันที!
(อ่านต่อ ตอนที่ 17)












