ตอนที่ 17 บูรณาการสู่อุดมการณ์ใหม่
ดร.วูลฟ์กัง เมอเคิลล์ นักวิจัยคนสำคัญของสถาบันวิจัยด้านสังคมวิทยาแห่งเบอร์ลิน เป็นอีกคนที่เราใช้เวลาสนทนากันนานทีเดียว วูลฟ์กัง ได้เล่าเรื่องรัฐสวัสดิการของเยอรมันที่ใช้ฟื้นฟูประเทศหลังสงครามโลกตามแผนการมาแชล (The Marshall plan) ว่าเดินตามแผนดังกล่าวมาสักพักเยอรมันก็ประสบปัญหาด้านงบประมาณ เพราะปัจจุบันเยอรมันต้องแบกภาระในการรวมประเทศ โดยเฉพาะการฟื้นฟูเศรษฐกิจเยอรมันตะวันออก และการบูรณะเมืองต่างๆ รวมทั้งเบอร์ลิน
ค่าใช้จ่ายสวัสดิการด้านการศึกษาสูงมาก รัฐต้องดูแลให้การศึกษาคนเยอรมันทุกคนฟรี ตั้งแต่เริ่มเรียนจนจบปริญญาเอก ปัญหาที่ตามมาคือคนส่วนใหญ่ใช้เวลาเรียนมาก ยืดเวลาในการเรียน กว่าจะจบปริญญาเอกอายุเกิน 40 ปีไปแล้ว ทำให้เหลือช่วงเวลาการทำงานช่วยชาติบ้านเมืองสั้นเกินไป ทำงานได้สิบกว่าปีก็เกษียณแล้ว ถือเป็นภาระปัญหาหนักของรัฐบาล
แต่จะทำยังไงได้ เพราะหลักการสำคัญในการบริหารประเทศคือ “ความยุติธรรมทางสังคมเป็นพื้นฐานของสังคมประชาธิปไตย”
“การศึกษา” เป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญของความยุติธรรมทางสังคม คนเราไม่ว่าจะยากดีมีจน มาจากชนชั้นสูงหรือล่างสุดของสังคม ความยุติธรรม ความเสมอภาคทางสังคมจะเกิดขึ้นได้ก็เพราะ “การศึกษา” นี่แหละ รัฐจึงต้องดูแลสนับสนุนให้การศึกษาเต็มกำลังสติปัญญาของพลเมือง เพื่อให้แน่ใจว่าได้วางรากฐานความยุติธรรมทางสังคมให้ในระดับหนึ่งแล้วอย่างดี หากรัฐไม่ใส่ใจดูแล การศึกษาจะกระจุกตัวอยู่แค่ในกลุ่มคนรวย คนมีเงินเท่านั้น ซึ่งพื้นฐานสังคมแบบนี้เริ่มต้นก็ไร้ความยุติธรรม ขาดความเสมอภาคเสียแล้ว
ปัญหางบประมาณที่เผชิญอยู่ปัจจุบันคำนวนกันคร่าวๆ ว่า อัตราส่วนการดูแลสวัสดิการที่คนวัยทำงานแบกรับมีอัตราส่วนสองต่อหนึ่ง คือคนทำงานสองคนแบกภาระคนสูงอายุที่เกษียณงานแล้วหนึ่งคน ในอนาคตมีแนวโน้มจะเป็นหนึ่งต่อหนึ่ง สังคมที่นี่ภาระเรื่องภาษีจึงหนักอึ้งสำหรับคนวัยทำงาน แต่คุณภาพชีวิตก็ดีด้วยแน่นอน
อย่างไรก็ดี ประเทศชั้นนำอย่างเยอรมัน หากค่าใช้จ่ายในการบูรณาการประเทศลดลง การเติบโตทางเศรษฐกิจกระเตื้องขึ้น และการค้นคว้านวัตกรรมใหม่ๆ ทางเทคโนโลยีบรรลุผล ปัญหาเรื่องการเงินการคลังของรัฐคงหมดไป
สำหรับปฏิบัติการเพื่อจัดทำนโยบาย วางรากฐานอุดมการณ์ใหม่ทางการเมืองของเอสพีดี ดร.ซีค์ฟริต์ ไฮนน์มานน์ สรุปภาพทางปฏิบัติว่า ได้กำหนดกรอบประเด็นในการเสวนาจากฝ่ายวิชาการด้านการเมืองของมูลนิธิเอฟอีเอส เพื่อสร้างแรงกระตุ้นให้ทุกคนระดมความคิดที่จะร่วมสัมนาเชิงปฏิบัติการเรื่อง “อนาคตของสังคมประชาธิปไตย”
ผลที่ได้จากการสัมนากับสาธารณชนจะถูกนำไปประมวลเป็นแนวคิด เพื่อพัฒนากิจกรรมและนโยบายพรรคตามความท้าทายของศตวรรษที่ 21 ประเด็นคำถามสำหรับการอภิปราย ระดมความรู้ ความคิดเห็น จัดแบ่งเป็นสาระสำคัญ 6 กลุ่มประเด็นคือ
กลุ่มสาระสำคัญกลุ่มแรกเป็น “การวิเคราะห์ถึงสถานการณ์ในยุคสมัยที่เราอาศัยอยู่” กลุ่มสาระสำคัญประเด็นที่ 2 ศึกษาค้นคว้าร่วมกันเรื่อง “การค้นหาตัวตนทางสังคมว่าเรามาจากไหน?” สาระสำคัญส่วนที่ 3 จะร่วมกันพิจารณาความสำคัญ 3 ประเด็นคือ “ทัศนคติต่อประชาชน” “คุณค่าพื้นฐานของเรา” “ความต้องการพื้นฐานของเรา” ส่วนที่ 4 เป็นประเด็นเรื่อง “อะไรที่เราเห็นว่าเป็นแรงเกาะเกี่ยวเหนี่ยวยึดทางสังคมร่วมกัน?” ส่วนที่ 5 จะร่วมกันพิจารณา “ความต้องการของเราในประเด็นย่อยที่กำหนดขึ้นคือ 5.1) ในการจัดการตัวเองกับสังคมโลกาภิวัฒน์และยุโรป 5.2) การให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมกับประเทศชาติและสังคม 5.3) การพัฒนาให้สังคมก้าวหน้าทันสมัย โดยที่ไว้ใจได้ในเรื่องความยุติธรรม 5.4) การดูแลทุกคนให้มีงานทำ 5.5) การจัดการศึกษาที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน 5.6) การทำให้โลกที่เราอาศัยอยู่มีความปลอดภัยยิ่งขึ้น 5.7) การสร้างสรรค์วัฒนธรรมที่เป็นนวัตกรรมที่มีคุณค่า 5.8) การปฏิบัติตามนโยบายดูแลสิ่งแวดล้อมที่เคร่งครัดให้ถึงที่สุด” และส่วนที่ 6 เป็นประเด็นสุดท้ายที่จะวิเคราะห์ถกเถียงค้นหากันว่า “อะไรคือความจำป็นที่แท้จริงของเรา?”

สาระสำคัญทั้ง 6 ประเด็นเป็นหัวข้อสัมนาเปิดกว้างให้สาธารณชนแสดงความคิดเห็น ถกเถียง ปะทะสังสรรค์ทางความคิดกัน คำถามเหล่านี้กระตุ้นให้ทุกคนร่วมแสดงเจตจำนงค์ต่อสังคม ผลที่ได้จะประมวลขึ้นเป็นนโยบายพรรค วิธีการนี้ช่วยให้พรรคเอสพีดี ก้าวสู่แผนปฏิบัติการทางนโยบายใหม่อย่างเต็มรูปแบบ ได้มีข้อเสนอที่เป็นรูปธรรมมากมาย เป็นผลดีแก่พรรคยิ่ง
ความคิดพื้นฐานด้านปรัชญาการเมืองของพรรคเอสพีดี เปลี่ยนมาสนองตอบสังคมทุกชนชั้น ภายใต้อุดมการณ์ใหม่คือ “ยุติธรรม สันติ และสมานฉันท์”
ปฏิบัติการต่อเนื่องในการปฏิรูปนโยบายตั้งแต่ยุค วิลลี่ บรานด์ท มาจนปัจจุบันทำให้เอสพีดีได้รับความนิยมมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนนำไปสู่ชัยชนะในการเลือกตั้งและก้าวขึ้นเป็นผู้นำจัดตั้งรัฐบาล แม้ว่าต้องเผชิญกับมรสุมหนักในเรื่องงบประมาณการบริหารประเทศ แต่ความนิยมในสังคมวงกว้างก็ยังไม่ลดลงมากนัก
การทำงานที่ทุ่มเทต่อเนื่องนี้ให้บทเรียนทางการเมืองว่า ตราบใดที่พรรคการเมืองและกิจกรรมทางการเมืองมีช่องทางที่เชื่อมโยงติดยึดกับประชาชน โดยที่พรรคการเมืองใช้ความรู้ สติปัญญา ใช้ความเข้าใจ จริงใจต่อประชาชน ความไว้เนื้อเชื่อใจจากประชาชนก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เอสพีดีเองคงได้ประเมินบทเรียนในอดีตมาอย่างดีแล้ว ถึงได้ก้าวสู่ทิศทางใหม่อย่างมุ่งมั่น โดยไม่หมกมุ่นอยู่แค่เรื่องอำนาจและผลประโยชน์เหมือนการเมืองที่ล้าหลังในบางประเทศ!
(อ่านต่อ ตอนที่ 18)












