เส้นทางการเมืองสายกรุงเทพ-เบอร์ลิน (ส่องการเมืองเยอรมันแล้วย้อนดูบ้านเรา) ตอนที่ 19 ประชุมสภาที่เยอรมัน

ตอนที่ 19 ประชุมสภาที่เยอรมัน


ในระหว่างนั่งรถอยู่กลางกรุงเบอร์ลิน เราสร้างข้อสรุปพื้นฐานการทำงานการเมืองว่า งานการเมืองต้องมีพื้นฐาน “ปรัชญา” ที่คิดค้นหลอมรวมขึ้นเป็นทิศนำเป็นอุดมการณ์ มิฉะนั้น “ผลประโยชน์” จะกลายมาเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลัก และที่สุดการเมืองก็จะเป็นตัวก่อผลเสียหายมหันต์แก่สังคม


ย้อนนึกถึงประสบการณ์ของพรรคการเมืองไทยที่ผ่านมา นับแต่หลังการต่อสู้ล้มเผด็จการทหารของนักศึกษาช่วง 14 ตุลาคม 2516 ทำให้การเมืองเปิด มีการเลือกตั้ง มีสภาผู้แทนราษฎรตามจารีตสากลโลก
สถานการณ์ “พรรคการเมืองไทย” ที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่ ยังคงสภาพเดิมๆ ที่มุ่งสนองผลประโยชน์กลุ่มมากกว่ามุ่งสร้างพื้นฐานสนองตอบความก้าวหน้าของสังคม การเมืองที่เกิดขึ้นเป็นการเมืองที่ให้ความสำคัญกับผลประโยชน์กลุ่ม มากกว่าผลประโยชน์ของชาติและสังคม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มขุนนาง กลุ่มทหาร กลุ่มพ่อค้า นักธุรกิจ ฯลฯ
พรรคการเมืองไทยจึงตั้งขึ้นง่ายๆ และปิดตัวลงง่ายๆ เช่นกัน บางพรรคแม้จะมีอุดมการณ์พื้นฐานบ้าง เช่น กลุ่มสังคมนิยม หรือกลุ่มเสรีประชาธิปไตย แต่ก็ไปไม่รอด เพราะไม่ได้ทำงานสร้างความเข้าใจกับสังคมต่อเนื่องจนเกิดความสุกงอมด้านอุดมการณ์เพียงพอ หรือไม่ก็เพราะพรรคการเมืองในเชิงอุดมคติไม่สามารถยืดหยุ่นปรับตัวให้ดำรงอยู่บนข้อเท็จจริงได้

ภูมิรัฐศาสตร์ใหม่

พรรคที่เก่าแก่ยืนยาวมากที่สุดของไทยคือพรรคประชาธิปัตย์ ในอดีตพรรคนี้ปรับตัวมากทีเดียว เช่นในช่วงเวลาที่ความคิดของกระแสสังคมนิยมแพร่กระจายในสังคมไทย ประชาธิปัตย์ก็ประกาศปรับนโยบายเป็นสังคมนิยมแบบอ่อนๆ เพื่อรับกระแสความเป็นจริงของสังคมยุคนั้น แต่หลังๆ ประชาธิปัตย์ปรับตัวยากจากวัฒนธรรมองค์กรที่อึดอัด โลกที่เปลี่ยนไปไม่อาจเปลี่ยนการบริหารตามจารีตของพรรคได้ วัฒนธรรมองค์กรที่ปิดและขยายฐานจากความขัดแย้ง-ซับซ้อนภายในองค์กร เป็นเงื่อนปมสำคัญที่ยากจะปรับตัว ซึ่งมีข้อพิจารณาจากหลายปัจจัยฯ

เยอรมนี
อาคารสภาผู้แทนราษฎรแห่งชาติ ตึกไรซ์ทาก เยอรมนี
ด้วยเวลาไม่นาน เราก็มาถึงอาคารสภาผู้แทนราษฎรแห่งชาติ ตึกไรซ์ทาก พบกับ สส.แพทตาร์ เอนส์เบอร์เกอร์ รองประธานกรรมาธิการต่างประเทศ ที่รับผิดชอบกิจการเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ทันทีที่เริ่มสนทนาเรื่องแรกที่เราถูกถามคือเรื่องสิทธิมนุษยชนและสถานการณ์ชายแดนภาคใต้ (ที่ตอนนั้นกำลังคุกรุ่นรุนแรงเป็นที่สนใจของชาวโลก)
พื้นฐานเยอรมันมักจะใส่ใจปัญหาพิเศษอยู่สองเรื่อง คือ “สิทธิมนุษยชน” กับ “สิ่งแวดล้อม” เพราะพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ในอดีตของเยอรมันผ่านประสบการณ์แสนสาหัสมา ทำให้ห่วงใยต่อเรื่องคนและสิ่งแวดล้อมมาก!
คำถามที่เจอจึงเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ คณะกรรมาธิการชุดนี้ให้ความสนใจประเทศไทยเรื่องสถานการณ์ภาคใต้ว่าจะแก้ปัญหานี้ต่อไปอย่างไร จะดูแลเรื่องสิทธิมนุษยชนในสังคมที่หลากหลายทางศาสนาและวัฒนธรรมอย่างไร และจะบรรลุผลทางสังคมทำให้เกิดความยุติธรรม สันติภาพ และความสมานฉันท์เช่นไร

ที่จริงเป็นประเด็นเหล่านี้เป็นเรื่องที่บ้านเมืองเราก็ห่วงใยเช่นกัน รัฐบาลไทยสนับสนุนบทบาทคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนมากขึ้น เพื่อให้ช่วยดูแลไม่ให้มีการใช้อำนาจรัฐฯละเมิดสิทธิพื้นฐาน และส่งเสริมให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนมีกลไกครอบคลุมคุ้มครองดูแลปัญหานี้ให้ทั่วถึงมากขึ้น พร้อมทั้งปรับปรุงกฎหมายและการบังคับใช้กฏหมายให้มีประสิทธิภาพ
สังคมพหุนิยม (pluralism) มีความเด่นชัดขึ้น กรณีปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป้าหมายของรัฐฯไม่ได้เน้นการปราบปราม-ความรุนแรง มุ่งสร้างช่องทางการเจรจาและพัฒนาการมีส่วนร่วมในการดูแลปกครองกันโดยชาวบ้านในท้องถิ่นเพื่อเข้าถึง เข้าใจ และวางกรอบกติการการพัฒนาที่ยั่งยืนให้สอดคล้องกับสถาณการณ์ท้องถิ่นและโลกที่เปลี่ยนไป
อย่างน้อยที่สุดก็พยายามต่อยอดให้ดีกว่ารัฐบาลอดีตที่พยายามปรับทำมาในรูปของ “ศอบต” หรือ “พตท.43” ยึดหลักนิติธรรม-การมีส่วนร่วม-การกระจายอำนาจ เพื่อลดช่องว่างระหว่างรัฐกับประชาชนในท้องถิ่น รวมทั้งปรับนโยบายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มุ่งทำความเข้าใจกับประเทศเพื่อนบ้านอย่าง อินโดนีเซีย มาเลเซีย และโลกมุสลิมให้มากขึ้น
การแก้ปัญหาที่เคยเน้นการใช้ “งบประมาณ” “อำนาจ”และ “กฏหมายพิเศษ” ไม่ช่วยแก้ไขหรือสร้างความสงบสุขได้เลย พื้นที่และขอบเขตของปัญหาขยายวงออกเรื่อยๆ มีความพยายามที่จะเบี่ยงเบนเป็นความขัดแย้งระหว่างเชื้อชาติและศาสนา สร้างความกระทบกระทั่งกับเพื่อนบ้านและโลกอาหรับ ฯ เป็นเรื่องที่รัฐบาลระมัดระวัง ได้เน้นให้ผู้ปฏิบัติงาน-ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายในพื้นที่ เพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ ซึ่งแก้ปัญหาเชิงลึกได้มากขึ้น

หากยังวนเวียนอยู่กับการใช้ “เงิน” และ “อำนาจ” คงยากที่จะเห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ ซึ่งเราชี้บอกกับ สส. เยอรมันว่า เป็นเรื่องภายในประเทศ-เป็นปัญหาระดับท้องถิ่น ไม่เกี่ยวกับความขัดแย้งในระดับสากล เพราะปัญหาภาคใต้เกิดขึ้นก่อนเหตุการณ์ 9-11 ในอเมริกา
เงื่อนปมปัญหาคือประเด็นความขัดแย้งระหว่างรัฐฯกับชุมชนในท้องถิ่นบางมิติ โดยเฉพาะจากการบริหารราชการฯ ซึ่งในอดีตมีการจัดตั้งองค์กรเช่น “ศอบต” เปิดช่องให้ประชาชนและท้องถิ่นเข้าร่วมแก้ปัญหา ความรุนแรงจึงไม่หนัก และการแก้ปัญหาภาคใต้ทุกวันนี้เพิ่ม “มิติทางสังคมวัฒนธรรม” เข้าไปด้วยปัญหาความรุนแรงจึงลดลงเป็นลำดับ!
ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นนี้ประเทศเสียงบประมาณโดยใช่เหตุ เสียชีวิตเลือดเนื้อของผู้คน เสียความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจสังคมใน 3 จังหวัดภาคใต้ ซึ่งมีความพยายามที่จะทำให้ไทยเสียภาพลักษณ์ที่ดีต่อกลุ่มโลกมุสลิมและต่อประชาคมโลกในเรื่องสิทธิมนุษยชน! นี่คือภาพรวมที่เกิดจากผลของการเมืองที่มุ่งผลประโยชน์พรรคและพวกพ้อง ที่โยนความเสียหายให้สังคมรับผิดชอบร่วมกัน!
(อ่านต่อ ตอนที่ 20)