โลกกำลังเปลี่ยนไปจากเดิม เกิดการเคลื่อนตัวของหลักการและแนวทางกลไกตลาดเศรษฐกิจเสรีนิยม ก่อให้เกิดการแบ่งรัฐออกเป็นสองฝ่าย คือ รัฐแบบบริโภคนิยม ที่เน้นการกู้ยืมเงินและใช้ QE เป็นหลัก ซึ่งนำมาสู่ปัญหาอัตราเงินเฟ้อและความถดถอยทางเศรษฐกิจ ที่สำคัญไม่สามารถพึ่งพาตนเองได้ และอีกฝ่ายหนึ่ง คือ รัฐผลิตนิยม มุ่งจำหน่ายสินค้าตามความต้องการของตลาดโลกแต่ไม่มีอำนาจในการตัดสินใจด้านราคาและรายได้ หรือแม้แต่กำไรที่ใช้สำหรับการพัฒนาประเทศ
วิกฤตยูเครนที่ดำเนินมาถึงวันนี้ทำให้แต่ละประเทศพยายามหาทางออกในสถานการณ์ที่ราคาสินค้าพุ่งสูงขึ้น อัตราเงินเฟ้อนั้นเกิดจากการใช้นโยบายด้านภูมิรัฐศาสตร์ของรัฐที่มีอธิปไตยที่ล้นเกิน มาดูกันว่าเศรษฐกิจใหม่จะเป็นอย่างไร
ถาม: เศรษฐกิจใหม่ที่กำลังเกิดขึ้น มีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร?
ตอบ: ปกติเวลาพูดถึงเศรษฐกิจใหม่ เรามักจะอธิบายว่าอยู่บนฐานเทคโนโลยีหรือฐานความรู้ แต่จริงๆ แล้วการพัฒนาเศรษฐกิจที่ผ่านมาก็อยู่บนฐานเทคโนโลยีและความรู้มาตลอด จึงไม่น่าจะเป็นเศรษฐกิจใหม่ การอธิบายเรื่องแบบนี้เราจะเห็นว่าเกิดขึ้นทุก 40-60 ปีของการปรับโครงสร้างการผลิตใหม่ หรือที่เราเรียกว่าคลื่นยาวคอนดราเทียฟ
เศรษฐกิจใหม่นี้น่าจะมีความแตกต่างจากเศรษฐกิจตลาดแบบเสรีนิยม คือ เศรษฐกิจโลกาภิวัฒน์ที่เราเห็นกัน ที่เน้นการแบ่งงานระหว่างประเทศและมีการควบคุมทรัพยากรตามลำดับชั้นของอำนาจรัฐที่มีอธิปไตย และคอยจัดสรรผลประโยชน์ด้านการแบ่งรายได้ที่ตามมา ซึ่งเป็นแบบที่เราเห็นกันอยู่ อย่างรัฐอุกกาบาตและรัฐส่วนใหญ่ในเวลานี้ก็ใช้รูปแบบเศรษฐกิจแบบนี้ ผ่านการค้าเสรีโดยมีข้อตกลงทางการค้าระหว่างประเทศ
ในขณะเดียวกัน นั่นก็ไม่ใช่เศรษฐกิจแบบอำนาจนิยม โดยรัฐอย่างเกาหลีเหนือ ซึ่งมีอำนาจในการตัดสินใจโดยตนเองและมีความอิสระ แต่มีความด้อยพัฒนาทางเศรษฐกิจหรือเป็นแบบแผนเศรษฐกิจที่พึ่งพาตนเองในระดับหมู่บ้าน แต่ใช้แท็ปแล็ทและมือถือจากจีนหรือเกาหลีใต้ ซึ่งเศรษฐกิจแบบนี้เราผ่านมาแล้ว ฉะนั้นจึงไม่ใช่เศรษฐกิจใหม่
ถาม: แล้วเศรษฐกิจใหม่เป็นอย่างไร?
ตอบ: ยังไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แต่กำลังก่อตัวขึ้น ซึ่งจะเกี่ยวกับประเทศที่มีอธิปไตยที่แท้จริง จะตัดสินใจด้วยตนเองเกี่ยวกับวิธีการจัดการเศรษฐกิจ และหากเศรษฐกิจพัฒนา การตัดสินใจจะดำเนินความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับต่างประเทศมากมายทั้งการค้าและการเคลื่อนย้ายทุน ตรงนี้จะเห็นว่าเป็นเรื่องของอธิปไตยอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะทำให้สามารถตัดสินใจเรื่องที่สำคัญทั้งหมดเกี่ยวกับเศรษฐกิจด้วยตัวเอง จึงจะถือว่าเป็นเศรษฐกิจใหม่
เราสามารถตัดสินใจบนพื้นฐานผลประโยชน์ของชาติอย่างการจัดหาวัตถุดิบ เราสามารถพิจารณาปัญหาการลดวัสดุสิ้นเปลือง หรือเราสามารถใช้ระบบการชำระเงินที่ไม่เกี่ยวกับ Swift สำหรับการซื้อพลังงานหากธนาคารถูกคว่ำบาตร กรณีไม่ชำระค่าส่งสินค้า ให้หยุดส่งสินค้า
ในกรณีที่เราผลิตสินค้าอย่างเช่น ก๋วยเตี๋ยวเนื้อเปื่อยหรือข้าวผัดกระเพรา วัสดุที่เราผลิตนั้นมาจากการผลิตภายในประเทศทั้งหมด ดังนั้นการขึ้นราคาสินค้าตัวนี้แสดงให้เห็นว่าเราขาดความสามารถในการจัดการที่ดี ซึ่งไม่เกี่ยวกับการนำเข้าเงินเฟ้อ ทำให้การขึ้นราคาสินค้ากลายเป็นสินค้าที่เราผลิตภายในได้โดยตนเอง ลดความสามารถในการซื้อ ทั้งที่เรามีอำนาจในการบริหารการจัดการโดยตนเองคือมีอธิปไตยในการตัดสินใจ
จริงอยู่ที่ว่าตลาดรองรับเสรีภาพทางเศรษฐกิจแก่ผู้ผลิตหรือผู้จำหน่าย แต่เสรีภาพนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับความคิดที่ดี กลายเป็นเรื่องของการฉวยโอกาสและการเก็งกำไร เศรษฐกิจใหม่จึงเกี่ยวข้องกับภาคการผลิตที่เรามีอธิปไตย
เศรษฐกิจใหม่จึงเริ่มต้นที่เราต้องมาพิจารณาว่าในแต่ละสินค้าหรือภาคการผลิตนั้น เราขาดอธิปไตย หรือมีอธิปไตย แต่ไม่มีฝีมือในการบริหาร ปัญหาคือสินค้าที่เรานำเข้ามาจากต่างประเทศนั้นมีคุณภาพที่ดีกว่าและราคาถูกกว่าสินค้าในประเทศ อย่างเนยแข็งที่เราผลิตเองมีราคาสูงกว่าต่างประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องปกติถ้าเราสามารถส่งสินค้าที่มีเทคโนโลยีที่สูงขึ้นในการจำหน่ายตลาดต่างประเทศ หลายๆ ประเทศก็นำเข้าสินค้าและส่งออกสินค้าซึ่งสามารถสร้างรายได้ที่ชัดเจนกว่าในสิ่งที่ตนเองถนัด
ทำไมเราให้ประเทศอื่นๆ จำหน่ายหากเศรษฐกิจมีการจัดการที่ดี ธุรกิจจะไม่ได้รับผลกระทบจากการจัดการที่ไม่ดี การนำเข้าของเราจะไม่ลดลงมากนัก แต่การส่งออกของแรงงานส่วนใหญ่นั้นก็ไม่ใช่สินค้าการเกษตรที่เราไม่สามารถตั้งราคาโดยตนเอง และสินค้าในนามของบริษัทต่างชาติที่มาลงทุนแต่ไม่สามารถใช้กำไรของบริษัทหมุนเวียนในประเทศ
ถาม: ฟังดูแล้วประเด็นหลักเศรษฐกิจใหม่คือมีอำนาจการตัดสินใจได้โดยตนเอง และมีการจัดการบริหารและเพิ่มความสามารถในการซื้อ?
ตอบ: ตรงนี้เราอาจจะเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ แต่เราไม่มีอำนาจในการตั้งราคาสินค้า กลายเป็นผู้ที่ซื้อหรือคนกลางในตลาดหลักทรัพย์ว่าเขาต้องการจะจ่ายราคาเท่าไหร่ จากนั้นเราก็จะสูญเสียอำนาจอธิปไตยไปบางส่วน และหากคนกลางหรือผู้ซื้อสามารถเลือกได้ว่าจะซื้อสินค้าของเราหรือไม่ ก็จะสูญเสียตลาด ไม่มีทางเลือกมากนัก นี้น่าจะหมายความว่าเราขาดอธิปไตย
อย่างการลงทุนของต่างชาติ เมื่อค่าแรงเราสูงขึ้นเขาก็ไปลงทุนประเทศเพื่อนบ้านที่มีราคาถูกกว่า เขาสนใจด้านค่าแรงแต่ไม่ได้ให้ความสนใจว่าทำอย่างไรที่ให้ผลิตภัณฑ์มีมูลค่าเพิ่มที่สูงขึ้น ฐานะของเรามีอธิปไตยน้อยหรือขาดอธิปไตยในแบบการพัฒนาเพื่อการส่งออก ดังนั้นการจัดการที่ดีทำให้มีอธิปไตยได้โดยปกป้องผลประโยขน์ของชาติ พลเมือง และผลประโยชน์ของธุรกิจ เสรีภาพทางเศรษฐกิจหากเราใช้วิธีการการเรียนรู้ตามตำราแบบตะวันตกในการปกป้องผลประโยชน์ของธุรกิจก็จะกลายเป็นปัญหาที่เราเห็นกัน อย่างการรวยกระจุกจนกระจาย อย่างเสรีนิยม คือเราเน้นกำไรมากกว่าการพัฒนากำลังซื้อของประชากร เรามักสนับสนุนการค้าเสรี การแข่งขันทางตลาด รัฐบาลไม่แทรกแซงในราคา ในขณะที่เราลืมไปว่าเยอรมนีควบคุมสินค้าเกษตร 60% ในระดับรัฐ และญี่ปุ่นก็ควบคุมโดยรัฐ 80% เช่นกัน แม้แต่ในสหรัฐฯ ที่เป็น “ประชาธิปไตย” ตลาดอาหารทั้งหมดก็ยังถูกควบคุมโดยรัฐ 10-15%
รัฐอุกกาบาตมีการควบคุมราคา (เนื้อสัตว์) บางครั้ง แต่ไม่ควบคุมราคาวัตถุดิบ กลับให้การช่วยเหลือด้านราคา ทำให้อุตสาหกรรมเลี้ยงสัตว์ปิดกิจการไป ทั้งที่เรามีอธิปไตยแต่การปิดกิจการนั้นหมายถึงเรามีปัญหาการบริหารและขาดความรับผิดชอบ ทำให้เรามีระบบเศรษฐกิจแบบตลาดทุนนิยมอย่างแท้จริง เมื่อธุรกิจพยายามแสวงหาผลกำไรให้ได้มากที่สุดโดยใช้ต้นทุนที่ต่ำที่สุด ซึ่งแนวคิดดังกล่าวนั้นไม่ได้ขึ้นกับการจัดการที่ดี
หมายความว่าการจัดการตอบสนองความต้องการของตลาดภายในประเทศเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง ยิ่งบริโภคสินค้าภายในประเทศมากเท่าไร ก็พึ่งพาการส่งออกน้อยลงเท่านั้น ส่วนแบ่งของรายได้ตกอยู่กับประเทศคู่ค้า และที่น่ากังวล เมื่อเกิดการเล่นหมากรุกในด้านภูมิรัฐศาสตร์ของรัฐที่มีอำนาจอธิปไตยล้นเกิน และเศรษฐกิจตลาดได้รับการพิสูจน์แล้วว่าไม่มีประสิทธิภาพอย่างสมบูรณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของการระบาดใหญ่ของไวรัสโคโรน่า เอกชนไม่สามารถจัดการได้ จึงต้องพึ่งพารัฐ แต่รัฐมีปัญหาในการจัดการ
เราจึงต้องการรัฐที่มีอำนาจอธิปไตยทางเศรษฐกิจในภาคเศรษฐกิจที่เรามีจริง เพื่อที่จะไม่ต้องมีข้ออ้างเรื่องการบริหารที่ไม่ดีของผู้ดูแลนโยบาย ซึ่งมีเป้าหมายในการเพิ่มกำลังซื้อ ณ ปัจจุบันของประชากร

เรื่อง : รศ.ดร.ชินสัคค สุวรรณอัจฉริย












