เส้นทางการเมืองสายกรุงเทพ-เบอร์ลิน (ส่องการเมืองเยอรมันแล้วย้อนดูบ้านเรา) ตอนที่ 21 ไร้ซ์ทาก : การเมืองแห่งความโปร่งใส

ตอนที่ 21 ไร้ซ์ทาก : การเมืองแห่งความโปร่งใส


หลังการเสวนากับผู้แทนราษฎรของเยอรมัน เจ้าหน้าที่รัฐสภาได้นำเยี่ยมชมตึกรัฐสภาแห่งชาติอาคารใหม่ที่ชื่อ “ไร้ซ์ทาก” สถาปัตยกรรมรูปโดมโปร่งใสที่เป็นหลังคาของตึกรัฐสภา มีความหมายถึงหลักธรรมาภิบาล เช่นเดียวกับที่ วิลลี่ บรานท์ด เฮ้าส์ สำนักงานใหญ่ของพรรคเอสพีดี เรานิยามว่าเป็น “ความพยายามในการเดินทางสู่การเมืองใหม่ของสหัสวรรษ”


การเมืองในอดีตของประชาคมโลกโดยเฉพาะโลกตะวันตก เป็นการเมืองที่เคลื่อนอยู่ในความสูญเสีย-เต็มไปด้วยคราบเลือดและน้ำตา เป็นการเมืองที่มุ่งฟาดฟันรบพุ่งและการรุกราน เมื่อสิ้นสุดยุคการเมืองแบบกองกำลังรบ โลกก็เข้าสู่การเมืองที่แข่งขันทางการค้า การเมืองที่อิงธุรกิจและผลประโยชน์
ฉันทามติวอชิงตันถูกวางเป็นกรอบต้นแบบการเมืองที่มุ่งแข่งขัน ช่วงชิงผลประโยชน์เข้าประเทศ ที่มีอเมริกันเป็นมหาอำนาจแต่ลำพัง การแข่งขันในโลกอเมริกันจึงผสมการพัฒนายุคใหม่ปนเปไปกับการคุกคาม ทำลายล้าง ตามวิสัยของอำนาจที่มีอยู่ แหล่งทรัพยากรน้ำมันของโลกในตะวันออกกลางจึงกลายเป็นพื้นที่ภูมิศาสตร์การเมืองแหล่งใหม่ที่มีอันตรายแฝงอยู่ทุกวินาที
แนวโน้มที่เกิดขึ้นกระตุ้นให้ยุโรปต้องเร่งรวมตัวกัน โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการจัดดุลยภาพทางเศรษฐกิจของตัวเองกับอเมริกาในโลกแห่งผลประโยชน์ และมุ่งสร้างความมั่นคงปลอดภัยสำหรับยุโรปและโลก การเมืองยุโรปยุคใหม่จึงเป็นการเมืองที่มุ่งจัดการปัญหาภายใน คู่กับการพัฒนานวัตกรรมในการบริหารจัดการที่ครอบคลุมทั้งเศรษฐกิจ การเมือง สังคม สิ่งแวดล้อม เพื่อขจัดปัญหาจากกระแสโลกาภิวัฒน์

รัฐธรรมนูญ​กรุนด์เกเซทซ์ (Grundgesetz -​ Basic Law)​

เยอรมันมี รัฐธรรมนูญ​กรุนด์เกเซทซ์ (Grundgesetz -​ Basic Law)​ ที่อนุมัติในปี พ.ศ 2494 เป็นเอกสารฉบับพิเศษที่สร้างความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ที่สุดในการก่อสร้างและฟื้นฟูเยอรมันหลังสงคราม เป็นแม่บทพื้นฐานที่สร้างความมั่นคงทางการเมืองให้เยอรมันเข้าสู่โลกของประชาธิปไตยเสรีอย่างหนักแน่นมั่นคง สามารถฟื้นฟูเศรษฐกิจให้ประสบความสำเร็จอย่างมีเป้าหมายหนักแน่นชัดเจน มีพัฒนาการที่ต่อเนื่อง มีจิตสำนึกรับผิดชอบร่วมกันที่จะสร้างความเสมอภาคเท่าเทียมและความเป็นประชาธิปไตยของประเทศ
สำหรับสังคมการเมืองไทยดูไม่ผิดอะไรกับโลกปลายศตวรรษที่ 19 ที่ต้องหาวิธีจัดการแบบก้าวกระโดดเพื่อสร้างตัวเองทั้งในภูมิภาคและในเวทีโลก รักษาความเป็นตัวของตัวเองแบบที่พร้อมจะก้าวหน้า ไม่ปล่อยให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งใช้อำนาจผลักไปในทิศทางที่กลุ่มนั้นๆ ได้ประโยชน์ เปิดกว้างให้ผู้คนทุกกลุ่มมีส่วนร่วม ไม่ทำให้การกระจุกตัวของนักการเมืองในรัฐสภาฯมีความหมายแต่ฝ่ายเดียว เปิดพื้นที่การเมืองภาคประชาชน-ประชาสังคมให้มีคุณค่าความหมายด้วย เพราะรัฐสภาและคนชนะการเลือกตั้งไม่สามารถรับรู้-แก้ปัญหาสังคมได้หมดทุกเรื่อง การโฆษณาประกาศตัวเกินจริงเป็นปรากฏการณ์ความป่วยไข้ที่น่าสงสาร!

การสร้างสันติสุข-สร้างความก้าวหน้าให้สังคมต้องไม่มีพื้นที่อยู่แค่ในสภา หรือกระจุกกับบรรดาราชการเท่านั้น แต่ต้องเปิดกว้างให้สำนึกรับผิดชอบร่วมกันทุกคน รัฐฯแบบ “เผด็จการเบ็ดเสร็จเด็ดขาด” ไม่ว่ารูปแบบใดเป็นรัฐฯที่ล้าหลัง-โป้ปด ผูกเงื่อนการแสวงประโยชน์ไว้อย่างแยบยล รัฐแบบเผด็จการเป็นผลิตผลทางสติปัญญาที่ถดถอยล้าหลัง มีแต่จะทำให้สังคมการเมืองพินาศ

การพัฒนาการมีส่วนร่วมทางการเมืองทั้งในท้องถิ่นและพื้นที่สาธารณะ ช่วยให้ผู้คนในสังคมเข้าร่วมตรวจสอบการบริหาร-พัฒนาประเทศ เป็นยุทธวิธีสร้างความโปร่งใสให้มีดุล-คานอำนาจจริง ไม่ปล่อยให้ผูกขาดอยู่กับบางกลุ่มที่เป็นทางการเท่านั้น ซึ่งจะช่วยลดพิธีกรรมการเมืองเก่าๆ ที่เต็มไปด้วยอุบายเล่ห์เหลี่ยมการแสวงประโยชน์ลง
การเมืองใหม่ ต้องจัดวางแบบแผนสังคมการเมืองเข้าสู่การเมืองฐานความรู้แทนการเมืองแบบอำนาจนิยม พาณิชย์นิยม หรือการเมืองแบบขุนนางนิยม จัดปรับข้อกำหนดกระบวนการทางการเมืองให้มีพัฒนาการด้านอุดมการณ์ – ปรัชญา – และการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองต่อเนื่อง สอดคล้องกับวิถีชีวิตจริงของคนในสังคม เปิดทางเลือกให้กว้างขึ้น
กติกาการเมืองใหม่ต้องกำหนดแม่บททิศทางใหม่ให้ชัดเจน มุ่งสนองประโยชน์สุขสังคมแบบโปร่งใส เชื่อมระบบการบริหารจัดการทางการเมืองสู่ความหลากหลายทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม สร้างการศึกษาที่มีความก้าวหน้าในการศึกษาเฉพาะทางผสานเข้ากับฐานความคิดเรื่องประโยชน์สาธารณะ ความเสมอภาคเป็นธรรมทางสังคม

การเมืองไทยปัจจุบัน สร้างทางเลือกให้สังคมแบบตีบตันคับแคบพอสมควร สังคมการเมืองในความเป็นจริงนั้นแตกต่างกับทฤษฎีทางการเมืองในระบบการศึกษา จนทำให้มีมุมมองหลายมุมคือ วิชารัฐศาสตร์ปรับตัวไม่ทันความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจนมันขาดลมหายใจ ตายไปจากโลกที่เป็นจริงแล้ว! ผู้คนไม่ฟัง-ไม่เชื่อถือ? หรือไม่ก็สังคมการเมืองบ้านเราแปลงร่างรวดเร็ว เร็วขนาดที่ว่าถ้ามันไม่ป่วยไข้-มันก็สามานย์เอามากๆ? หรืออาจเพราะระบบการเมืองที่เป็นอยู่ไม่เหมาะสมสอดคล้องกับความเป็นจริงของสังคม? หรือ… ฯลฯ 
การเมืองบ้านเราจึงไม่ก้าวหน้า ยังวนอยู่กับปัญหาเดิมๆ แบบเก่าๆ ย่ำอยู่กับที่ ที่ใหม่ก็แค่ตัวบุคคลกับชื่อพรรค-พฤติกรรมไม่มีอะไรใหม่เลย มีเพียงยุคสมัย-กติกาที่เรียกว่า “รัฐธรรมนูญ” เท่านั้นที่เป็นของใหม่อยู่บ่อยครั้ง ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จิตวิญญาณและวิถีปฏิบัติยังเหมือนเดิมเกือบทุกประการ!!!
(อ่านต่อ ตอนที่ 22)