ตอนที่ 24 โลกกำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
ก่อนบินกลับหนึ่งวัน เราหมดเวลาไปกับการ “เดิน” และ “ดู” ความอลังการของสถาปัตยกรรมที่จัดวางในมุมต่างๆ ของมหานครเบอร์ลินอย่างเพลิดเพลิน การเดินทางมาครั้งนี้ได้ทั้งความรู้ ความคิด ประสบการณ์เหลือเฟือทีเดียว คนที่เคยมีประสบการณ์ร่วมเดินทางกับ ดร.เอนก จะทราบดีว่าการเดินทางนั้นเป็นการเรียนรู้ที่เยี่ยมยอดมาก
มหานครเบอร์ลินได้จัดวางสร้างสรรค์แบบแผนของเมืองและสังคมที่นี่ ด้วยสติปัญญาชั้นเลิศและพึ่งพาอาศัยเทคโนโลยีชั้นนำด้านสถาปัตย์-วิศวกรรม-และศิลปะสมัยใหม่ ปรับจัดให้เกิดภูมิทัศน์ที่สัมผัสกลมกลืนสง่างาม สะท้อนความมีอารยธรรมของเยอรมันชนไว้เด่นชัดทีเดียว!



อารยธรรมที่สง่างามนั้นก่อรูปขึ้นจากความหลากหลาย ที่กระจายตัวอยู่ในพื้นที่และมุมต่างๆ ของเมือง เราได้สัมผัสถึงวัฒนธรรมชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยสอดแทรกอยู่ร่วมกับประชาคมที่นี่ด้วย “อาหารไทย” เป็นสื่อทางวัฒนธรรมที่ช่วยทำให้ผู้คนในมหานครแห่งนี้รู้จักโลกของความเป็นไทย เหมือนกับที่ชาวเยอรมันรู้จักสงคราม แต่อาหารมื้อเย็นก่อนกลับเมืองไทยวันนี้เราเลือกอาหารจีน เพราะมั่นใจว่ารสชาติความเป็นไทยคงเข้มข้นถึงพริกถึงขิงกว่าแน่ๆ หากกลับมากินที่บ้าน
กรุงบอนน์ เยอรมนีนึกย้อนถึงกรุงบอนน์ บ้านเกิดของบีโธเฟนอยู่ริมแม่น้ำไรน์ ที่ถูกเลือกให้เป็นที่ตั้งเมืองหลวงของรัฐบาลชั่วคราวระยะหนึ่ง ก่อนที่มหานครที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นเร้าใจอย่างเบอร์ลินจะกลับมาเป็นเมืองหลวงสมบูรณ์แบบของเยอรมันหลังยุคฟื้นฟูตัวเอง บอนน์เป็นบ้านเมืองไม่ใหญ่นักที่สงบ ไม่วุ่นวาย เป็นแหล่งวัฒนธรรมการศึกษาและเป็นศูนย์กลางการสร้างบ้านแปลงเมืองที่สำคัญ มีสถาบันการศึกษา มหาวิทยาลัย และพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้มากมาย ฯ ทั้งหมดร่วมสร้างความก้าวหน้าให้เยอรมันยุคใหม่ เราลาจากบอนน์มาได้สองวัน เมื่อมาเปรียบเทียบกับเบอร์ลินแล้ว ดูช่างต่างกันมากมายในความใหญ่โตโอฬารและความอึกทึกครึกโครมของนครหลวงที่นี่!
เวลาเดินไปตรงถนนแนวกำแพงเบอร์ลิน โดยเฉพาะที่ด่านชาลีเช็คพ้อย ความคิดแบบหวาดๆ ยังหลอนอยู่พอควร เนื่องจากอดีตเราถูกล้างสมองให้กลัวคอมมิวนิสต์มาตั้งแต่เด็กๆ พอมาถึงสถานที่ตรงนี้ทีไรก็รู้สึกว่าอะดรีนาลีนสูบฉีดพอสมควร มันเป็นอะไรไม่รู้!!! แต่มันสะท้อนเรื่องราวและความคิดในการที่โลกเคลื่อนผ่านช่วงเวลาเก่าๆ มาจนถึงปัจจุบัน ที่ได้ให้บทเรียนว่า สงครามนั้นเป็นความเลวร้าย มันทำลายทุกสิ่งทุกอย่าง ซึ่งเราควรจะต้องกำจัดไม่ให้มันเกิดขึ้นมาอีกเลย!!!
กำแพงเบอร์ลิน
ด่านชาลีเช็คพ้อยการสร้างชาติยุคใหม่ของเยอรมันนั้นเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับโลก การพลิกฟื้นคืนกลับที่ผันตัวเองจากผู้พ่ายแพ้สงครามสู่การเป็นประเทศชั้นนำต้องเข้มแข็ง-อดทน-ใช้สติปัญญาสูงส่ง! แถมเยอรมันยังเป็นผู้นำที่ออกแบบสถาปัตยกรรมการรวมยุโรป การจัดการระบบเงินตรากลางในยุโรปขึ้นใหม่ และเป็นผู้นำในการสร้างประชาคมยุโรปภายใต้หลักการสมานฉันท์อีกด้วย
แต่อย่างไรก็ดี โลกไม่ได้หยุดนิ่ง การเปลี่ยนแปลงในโลกหมุนเคลื่อนไปข้างหน้า-ล้อตามกาลเวลาไปเรื่อยๆ ยิ่งนับวันก็ยิ่งซับซ้อนขึ้น-เร็วขึ้น จนบ้านเมืองทุกมุมโลกต้องปรับรับความเปลี่ยนแปลงก้าวหน้าตามยุคใหม่ที่รวดเร็ว-รุนแรงของเทคโนโลยี ซึ่งเยอรมนีมีส่วนสั่งสม-เสริมสร้างขึ้นมาด้วย จากอดีตจนถึงวันนี้ เทคโนโลยีกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตและความก้าวหน้ายุคใหม่อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เลย!!!
เมื่อพิจารณาถึง “การเมืองใหม่” อดไม่ได้ที่จะเห็นการเมืองให้ความสำคัญต่อปรัชญาอุดมการณ์ของสังคมและของพรรคการเมือง มากกว่าปล่อยให้สังคมการเมืองเคลื่อนไปตามสถานการณ์อย่างเลื่อนลอย จนทำให้ “ความก้าวหน้าของประเทศ” ตกวนอยู่ในกระแสของการเปลี่ยนจากปัญหาหนึ่งไปสู่อีกปัญหาหนึ่งอย่างไร้ทิศทาง
สังคมการเมืองใหม่ต้องก้าวให้พ้นเวทมนต์ของกลุ่มวิชาการ-ชนชั้นกลางที่กระจุกตัวอยู่ และต้องหลุดออกจากแบบแผนประเพณีของชนชั้นสูง สังคมการเมืองใหม่ต้องไม่คับแคบ-ต้องมีช่องทางของการจัดการระหว่างส่วนกลางกับท้องถิ่น ให้เกิดประสิทธิภาพและความเป็นธรรมขึ้น

เสียงเรียกร้องของคนในสังคมต่อการเมืองตลอดเวลาที่ผ่านมานั้นเป็นเรื่อง “จริยธรรมทางการเมือง” ที่ผู้คนคาดหวัง “ความสมานฉันท์” “การมีส่วนร่วม” บนพื้นฐานของสังคมที่แตกต่างหลากหลายทางศาสนา วัฒนธรรม และชาติพันธุ์ การเมืองใหม่ต้องเป็นฐานในการจัดการผลประโยชน์ที่หลากหลาย ไม่ปล่อยให้ประโยชน์ของชาติกระจุกตัวอยู่กับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรืออยู่กับกลุ่มอำนาจหนึ่งใด!
ยุทธศาสตร์การเมืองใหม่ต้องเป็นยุทธศาสตร์แบบแบ่งปัน กระจายอำนาจมากกว่ามุ่งแข่งขัน ที่ทำให้ผู้ได้เปรียบเป็นผู้ชนะตลอดกาล การเมืองใหม่ต้องประสาน-หนุนนำให้การเมืองภาคประชาชน-ภาคประชาสังคมมีบทบาทขนานไปกับการเมืองในรัฐสภา หนุนให้ท้องถิ่นเติบโตบนรากฐานที่สอดคล้องกับสังคมวัฒนธรรมของท้องถิ่นเอง โดยตั้งอยู่บนความยุติธรรมของนิติรัฐ
การเมืองใหม่ต้องเป็นการเมืองที่มุ่งสร้างความเท่าเทียมแทนการครอบงำ เปิดพื้นที่การมีส่วนร่วม-สามารถประสานพลังทางสังคมช่วยเคลื่อนย้ายสังคมสู่ “การเมืองแบบฐานความรู้” ไม่ใช่ฐานธุรกิจการค้า การสร้างความเข้มแข็งทางการเมืองคือความเข้มแข็งของภาคประชาชน ไม่ใช่เป็นความเข้มแข็งของฝ่ายบริหารแต่เพียงลำพัง

การเมืองใหม่ ต้องเปิดพื้นที่ “การตรวจสอบ” “การสร้างดุล-คานอำนาจ” คู่ไปกับ “การสร้างสำนึกความรับผิดชอบ” ให้คนทุกชั้นในสังคมได้อย่างเสมอภาคเป็นธรรม มีเป้าหมายมุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตคนและสังคม มากกว่าจะลากจูงสังคมสู่การเป็นเมืองขึ้นทางสติปัญญาของลัทธิหรืออุดมการณ์ใดๆ
การเมืองใหม่ต้องจัด “สวัสดิการสังคม” ให้ครอบคลุมชนทุกชนชั้นด้วยหลักประกันและคุณภาพที่ดีพอ อันเป็นวิถีทางในการช่วยคนในสังคมให้พึ่งตนเอง แต่ไม่ใช่เป็นรัฐสวัสดิการหรือสวัสดิการแบบทุนนิยมบ้าคลั่ง ที่ทำให้ผู้คนตกวนอยู่ในวงจรอุบาทว์ของบุญคุณระหว่าง “คนจน” กับ “นายทุน” หรือ “พรรคการเมือง” ใดๆ จนผู้คนถูกครอบงำความคิด มอมเมาจากการโฆษณาชวนเชื่อยู่ตลอดเวลา
ขณะเดียวกันต้องเป็นการเมืองที่สร้างเศรษฐกิจให้ทุกกลุ่ม-ทุกชนชั้นในสังคม ไม่ใช่เป็นหุ้นส่วนกับกลุ่มธุรกิจหรือกลุ่มบริวารเศรษฐกิจในระบบอุปถัมภ์ที่เป็นอยู่ ต้องช่วยให้ผู้คนและสังคมในประเทศมีศักยภาพที่เชื่อมโยงสู่ความก้าวหน้าของโลกด้วยสติปัญญาและความเก่ง การจัดการบริหารเศรษฐกิจในฐานคิดการเมืองใหม่ต้องคำนึงถึงเงื่อนไขที่ยั่งยืนในการพัฒนาประเทศ สามารถดูแลความเป็นธรรมต่อสิ่งแวดล้อมและสร้างความมั่นคงปลอดภัยให้กับผู้คนและสังคมโดยรวม
ค่ำวันนี้เรากลับที่พักด้วยความอิ่มเอม แต่อ่อนล้าจากการเดินเกือบทั้งวัน กาแฟในโรงแรมที่พัก ทำให้บทสนทนาของเราคืนกลับสู่เรื่องการเมืองใหม่อีกครั้งที่ได้จากการศึกษาและการเดินทางครั้งนี้
(อ่านต่อ ตอนที่ 25)
Post Views: 1,928