soft power หลงใหล ใช่ กระแส

หลังจาก “มิลลิ” ดนุภา คณาธีรกุล แร็ปเปอร์สาวไทยวัย 19 ปี โชว์การกินข้าวเหนียวมะม่วงขณะร่วมแสดงในเทศกาลดนตรี Coachella Valley Music and Art Festival ที่รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐฯ เมื่อเช้าวันที่ 17 เมษายน ตามเวลาในประเทศไทย ได้ก่อให้เกิดกระแสข้าวเหนียวมะม่วงในประเทศไทยภายในเวลาไม่ถึงครึ่งวัน ส่งอานิสงส์ถึงบรรดาแม่ค้า พ่อค้าข้าวเหนียวมะม่วงรุนแรงและรวดเร็วกว่าลูกชิ้นยืนกิน “ลิซ่า” ลลิษา มโนบาล สร้างความปลื้มอกปลื้มใจให้กับ “คนในรัฐบาล” ออกมาไขว่คว้าโหนกระแสกันถ้วนหน้า


ในวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี ได้กล่าวถึง soft power “อำนาจอ่อน ในวิชาการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ความสามารถในการดึงดูดและสร้างการมีส่วนร่วม โดยไม่ต้องบังคับหรือให้เงิน” ในปัจจุบันใช้ในกรณีของการเปลี่ยนแปลงและสร้างอิทธิพลต่อความคิดของสังคมและประชาชนในประเทศอื่น โดยอาศัยทรัพยากรพื้นฐาน 3 ประการ ได้แก่ วัฒนธรรม ค่านิยมทางการเมือง และ นโยบายต่างประเทศ ได้รับการอธิบายไว้เป็นครั้งแรกโดย โจเซฟ เนย์ (Joseph Nye) จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด
Joseph Nye // en.wikipedia.org
โจเซฟ เนย์ ได้กล่าวว่าแหล่งทรัพยากรสำคัญของ soft power ประกอบไปด้วย 3 ประการดังนี้
1. วัฒนธรรม (culture) ถ้าวัฒนธรรมของประเทศหนึ่งมีความสอดคล้องกับผลประโยชน์และค่านิยมของประเทศอื่นๆ โอกาสที่วัฒนธรรมดังกล่าวจะกลายเป็น soft power ของประเทศนั้นก็จะมีมากขึ้น ช่องทางที่ทำให้วัฒนธรรมของประเทศหนึ่งเป็นที่รู้จักในประเทศอื่นๆ นั้นมีมากมายหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการค้า การเยี่ยมเยือน การติดต่อสื่อสาร และ การแลกเปลี่ยน
2. ค่านิยมทางการเมือง (political values) ถ้าประเทศดังกล่าวมีค่านิยมทางการเมืองที่สอดคล้องกับประเทศอื่นๆ soft power ของประเทศนั้นจะเพิ่มขึ้น ในทางกลับกันถ้าค่านิยมของประเทศดังกล่าวขัดกับค่านิยมของประเทศอื่นๆอย่างชัดเจน soft power ของประเทศนั้นก็จะลดลง ตัวอย่างเช่น การที่สหรัฐอเมริกาในทศวรรษ 1950 ยังคงมีการแบ่งแยกสีผิว (racial segregation) ทำให้ soft power ของสหรัฐอเมริกาในทวีปแอฟริกานั้นมีน้อย เป็นต้น
3. นโยบายต่างประเทศ (foreign policies) ถ้าประเทศหนึ่งดำเนินนโยบายที่หน้าไหว้หลังหลอก(hypocritical) ก้าวร้าว และ ไม่แยแสต่อท่าทีของประเทศอื่นๆ โอกาสที่จะสร้าง soft power จะมีน้อย ดังเช่นกรณีของสหรัฐอเมริกาที่บุกยึดอิรักใน ค.ศ. 2003 โดยไม่ฟังเสียงคัดค้านของประเทศอื่นๆ เป็นต้น แต่ถ้าประเทศดังกล่าวมีแนวนโยบายต่างประเทศที่รักสันติภาพและเคารพในสิทธิมนุษยชน โอกาสที่จะสร้าง soft power ให้เกิดขึ้นจะมีมาก

การวัดความสำเร็จของอำนาจอ่อนขึ้นอยู่กับชื่อเสียงของตัวแสดงในชุมชนระหว่างประเทศ ตลอดจนการไหลของสารนิเทศระหว่างตัวแสดง ดังนั้นอำนาจอ่อนจึงมักสัมพันธ์กับการเพิ่มขึ้นของโลกาภิวัฒน์และทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแบบเสรีนิยมใหม่
มักชี้กันว่าวัฒนธรรมสมัยนิยมและสื่อมวลชนเป็นบ่อเกิดของอำนาจอ่อน เช่นเดียวกับการแพร่หลายของภาษาประจำชาติหรือชุดโครงสร้างบรรทัดฐานอย่างใดอย่างหนึ่ง ยิ่งไปกว่านั้น ข่าวต่างประเทศพบว่ามีความสำคัญในการก่อกำเนิดภาพลักษณ์และชื่อเสียงของต่างประเทศ ตัวอย่างเช่น การที่สหรัฐมีความโดดเด่นในข่าวต่างประเทศ มีการเชื่อมโยงกับอำนาจอ่อนของสหรัฐด้วย
ลอกมาทั้งดุ้นเพื่อจะได้ช่วยกันเคลียร์คัตให้ชัดว่า เราจะใช้ soft power สร้างประโยชน์ให้กับประเทศชาติกันอย่างไรโดยที่ไม่ต้องไปอาศัยจมูกคนอื่น

อยากเสนอว่า หนึ่งใน soft power ที่รัฐบาลควรสนับสนุนคือการส่งเสริมให้คนไทยสร้างภาพยนตร์ที่ได้มาตรฐานเป็นที่ต้องการของตลาดโลก เพราะนั่นคือการโฆษณาประชาสัมพันธ์ประเทศไทยโดยตรงที่ดีกว่าการเจียดงบประมาณไปให้กับหน่วยงานส่งเสริมการท่องเที่ยวทำเองทั้งหมด ซึ่งหลายๆ ประเทศมีความสนใจในศักยภาพและความพร้อมด้านทรัพยากรของประเทศไทยที่มีจุดแข็งด้านอาหาร ธรรมชาติ และการท่องเที่ยว จึงนับเป็นโอกาสที่ดีที่ประเทศไทยจะชู Soft Power เพื่อสร้างเม็ดเงินเข้าประเทศ
ก่อนเกิดโควิด เมืองไทยมีรายได้จากการท่องเที่ยวปีละ 3 ล้านล้านบาท ส่งออกอุตสาหกรรมอาหารปีละกว่า 1 ล้านล้านบาท ส่งออกภาพยนตร์ หนัง ละคร เกม ฯลฯ อีกมากมาย ส่วนหนึ่งมาจากอิทธิพลของ  Soft Power ที่เราอาจจะไม่ได้ให้ความสำคัญมากนักในช่วงที่ผ่านมา แต่นับจากนี้ Soft Power จะกลายเป็น Key Success ของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ เป็น “อัตลักษณ์” ของประเทศที่สามารถยืนหยัดอยู่ได้ชั่วลูกชั่วหลาน
ทำอย่างไรให้โลกรู้ถึง soft power ของไทย มากกว่าแค่กระแสช่วงสั้น…สั้น

 

 

เรื่อง : แสนไชย เค้าภูไทย