คำว่า “ฮวงจุ้ย” มาจากศัพท์ “ลม” (ฮวง) และ “น้ำ” (จุ้ย) ซึ่งเป็นการออกเสียงตามสำเนียง “จีนแต้จิ๋ว”
“ฮวงจุ้ย” หมายถึง การออกแบบทางสถาปัตยกรรม การก่อสร้างตามหลักวิศวกรรม เพื่อจัดสภาพอาคารที่ตั้ง และอาณาบริเวณ (ของบ้านพัก ที่อยู่อาศัย หรือสถานประกอบการ) ให้สอดคล้องกับสิ่งแวดล้อม ในคติของชาวจีน
“ฮวงจุ้ย” จึงคล้ายการหลอมรวมหลายศาสตร์เข้าด้วยกัน อาทิ สถาปัตยกรรมศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ กระทั่งโหราศาสตร์
โดยทั่วไป “ฮวงจุ้ย” อาศัยหลักการ “การไหลเวียนพลังงานโลก” หรือ “ชี่”
ซึ่งเป็นหลักโบราณที่อิงกับความเคลื่อนไหวของธรรมชาติ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การรี่ไหลของ “กระแสน้ำ” และการล่องไหลของ “สายลม”
เพราะ “นักพยากรณ์ฮวงจุ้ย” ที่เก่งกาจระดับฮ่องเต้ ล้วนแตกฉานใน “ธรรมชาติของลม” และ “ธรรมชาติของน้ำ”
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต้องอ่าน “พลังงานของชี่” และ “แหล่งที่มาของชี่” ให้ออก
เพื่อเสริมการนำเข้า “ชี่” และทำลายการปิดกั้น “ชี่”
ซึ่งเป้าหมายสูงสุดก็คือ เพื่อให้ “ชี่ดี” สามารถไหลเข้ามาในบ้านเราได้
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สุดยอดของ “ศาสตร์ฮวงจุ้ย” ก็คือ การ “ถ่ายเท” หรือ “ปิดกั้น” ไม่ให้ “ชี่เสีย” พุ่งมาเคหะสถานเราได้!
แน่นอนว่า “ศาสตร์ฮวงจุ้ย” มีที่มาจาก “จีน” ดังนั้น เราจึงมักเห็น “ซินแส” ที่มาพร้อม “เครื่องรางจีน” เมื่อลงภาคสนามเสมอ


ทว่า ในความเป็นจริงแล้ว การสร้างสภาพแวดล้อมใหม่ หรือแก้สภาพแวดล้อมเดิม ตาม “ศาสตร์ฮวงจุ้ย” นั้น ย่อมแตกต่างกันไปในแต่ละสภาพภูมิประเทศ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สภาพภูมิอากาศ
อาทิ การประยุกต์ “ศาสตร์ฮวงจุ้ย” ในเมืองไทย
ที่อาคารบ้านเรือนไทยสมัยก่อนนั้น ต้องถือว่า ได้รับการจัดวางอย่างถูกต้อง ตรงตามหลักของ “การจัดฮวงจุ้ย”
คือชั้นล่างเปิดโล่ง ให้ “ลม” พัดผ่าน เพราะไทยเป็นเมืองร้อน และสมัยก่อนก็ยังไม่มีแอร์ แม้กระทั่งพัดลมก็ยังไม่มี
ดังนั้น การอาศัย “ลมธรรมชาติ” พัดเข้าชั้นล่างที่เปิดโล่ง จึงถูกต้องในสภาพอากาศแบบไทยไทย และตรงตาม “ศาสตร์ฮวงจุ้ย”
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การยกชั้นสองให้สูง ชนิดที่เรียกว่า พื้นชั้น 2 จะสูงปริ่มพอดีกับระดับน้ำท่วมสูงสุด!
เพราะสยามเป็นเมืองน้ำ เป็นเวนิสแห่งตะวันออก เมื่อถึงฤดูน้ำหลาก น้ำจะท่วมเข้าทุกพื้นที่
การยกชั้น 2 ให้สูง ก็เพื่อรองรับ “น้ำ” ที่มาเป็นประจำทุกปี จึงถูกต้องในสภาพแหล่งน้ำแบบไทยไทย และตรงตาม “ศาสตร์ฮวงจุ้ย”
นอกจากนี้ “ศาสตร์ฮวงจุ้ย” ยังมีการจัดการตามหลักประกอบอีกหลายประการ
เป็นต้นว่า การจัดการด้านพื้นที่ (Space) และแม้กระทั่งด้านอารมณ์ (Mood) ซึ่งต้องถือว่า เป็น “ส่วนสำคัญ” ของ “ศาสตร์ฮวงจุ้ย” เช่นเดียวกัน
เพราะ “ศาสตร์ฮวงจุ้ย” เชื่อว่า อารมณ์ของคน มีส่วนกับดวงชะตา วันเดือนปีเกิด และดวงดาวรวมถึง หลักเชิงจิตวิทยา พอๆ กับการจัดการด้านพื้นที่เลยทีเดียว
เห็นได้จาก ข่าวคราวล่าสุดจาก “เซี่ยงไฮ้”
ที่ทางการจีน กำลังดำเนินมาตรการไล่ปราบปรามการใช้ “ศาสตร์ฮวงจุ้ย” ในการทำนาย “ทิศทางตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้” ซึ่งกำลังเป็นที่ฮือฮามากในขณะนี้ครับ!
รายงานของ China Securities Journal ระบุว่า กลต.จีน หรือ CSRC (China Securities Regulatory Commission) กำลังเดินหน้าปราบปรามเหล่า “โบรกเกอร์” ซื้อขายหลักทรัพย์
ที่นำ “ศาสตร์ฮวงจุ้ย” มาใช้ในการ “ทำนายแนวโน้มตลาดหุ้น”
บางแห่งถึงขนาดระบุลงไปในรายงานข้อมูล คําแนะนํา และบทวิเคราะห์ด้านการลงทุน
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การใช้ “ศาสตร์ฮวงจุ้ย” เป็นเครื่องมือหนึ่งในบทบาทการเป็นที่ปรึกษาด้านการลงทุน
China Securities Journal ชี้ว่า CSRC ไม่สามารถอดทนต่อพฤติกรรมที่ผิดกฎหมายในตลาดหุ้น และได้สั่งลงโทษโบรกเกอร์บางราย
ที่ออกมาวิเคราะห์ คาดการณ์ หรือให้คำแนะนำในการลงทุนโดยใช้ “ศาสตร์ฮวงจุ้ย”
ไม่ว่าจะเป็น “กิ่งฟ้า” หรือ Heavenly Stems หรือ “ก้านดิน” หรือ Earthly Branches หรือ “หยิน-หยาง” และ “ธาตุทั้ง 5” ในการ “วิเคราะห์การลงทุน”
อย่างไรก็ดี China Securities Journal ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติม หรือระบุรายชื่อโบรกเกอร์ที่ถูกลงโทษโดย CSRC ในครั้งนี้แต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม แถลงการณ์บนเว็บไซต์ของ CSRC เผยว่า โบรกเกอร์จีนบางแห่ง ซึ่งรวมถึง Guosheng Securities และ Essence Securities ได้รับจดหมายเตือนจาก CSRC
หลังจากที่พวกเขาได้เผยแพร่รายงานโดยการใช้ “ศาสตร์ฮวงจุ้ย” ในการ “สร้างกลยุทธ์การลงทุน”
โดยประเด็นนี้ ได้สร้างให้เกิดวิวาทะ และกำลังเป็น Talk of the Town เป็นที่ถกเถียงกันในแวดวงการเงินการลงทุนในวงกว้างของ “เซี่ยงไฮ้” อย่างต่อเนื่อง
ซึ่งการปราบปรามครั้งล่าสุดของทางการจีน หรือ CSRC ในครั้งนี้ ได้เกิดขึ้นในระหว่างที่ “ตลาดหุ้นจีน” ประสบกับความผันผวนอย่างหนัก
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ดัชนี Blue-Chip CSI 300 Index ที่กำลังดิ่งลงไปอยู่ที่ประมาณ 14% แล้วในไตรมาสแรกของปีนี้
อย่างไรก็ตาม ทาง CLSA นายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์รายหนึ่งของฮ่องกง ได้เผยแพร่ “ดัชนีฮวงจุ้ย” แบบ “ทีเล่นทีจริง” ก่อนวันตรุษจีน
ซึ่งทาง CLSA ได้นำ “จักรราศีจีน” มาใช้ในการ “ทำนายทิศทางผลประกอบการ” ของ “หุ้นรายตัว”
โดยได้รับความนิยมในหมู่นักลงทุนเป็นอย่างมาก!













