สงกรานต์ หรือ สงคราม

เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2565 ที่ผ่านมา มีโอกาสได้เข้าร่วมกลุ่มโฟกัสกรุ๊ปสื่อมวลชน ประชุมร่วมกับมูลนิธิสื่อเพื่อสุขภาวะ (มสส.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ถกปัญหาเทศกาลสงกรานต์ ปี 65 ถอดบทเรียนเทศกาลสงกรานต์ที่เพิ่งผ่านพ้นไป


เห็นข้อมูลจากศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) แล้วต้องบอกว่าสถิติการเจ็บและตายในช่วงเทศกาลสงกรานต์ยังไม่เปลี่ยนแปลงไปจากก่อนหน้านี้ จนทำให้เกิดความกังวลว่าปี 2566 ที่คาดกันว่าจะเป็นปีที่เปิดให้มีการเล่นสงกรานต์กันอย่างเต็มรูปแบบเหมือนก่อนเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 หากไร้ซึ่งมาตรการควบคุมที่เข้มงวดแล้ว อุบัติเหตุ การทะเลาะวิวาท ในปีหน้าจะมากมายและรุนแรงแค่ไหน

เล่นสาดน้ำ

เอาแค่ว่าปีนี้ที่เริ่มมีการผ่อนคลายมาตรการ พบว่าการเดินทางเพิ่มขึ้น 6.2 เปอร์เซ็นต์ เทียบกับปี 2564 แม้ภาพรวม 7 วันอันตราย การดื่มแล้วขับที่ทำให้เสียชีวิตจะลดลงจาก 21.5 เปอร์เซ็นต์ เหลือ 16.5 เปอร์เซ็นต์ของผู้เสียชีวิต แต่ที่น่าเป็นห่วงคือความรุนแรงจากอุบัติที่เพิ่มขึ้น วัดได้จากการเสียชีวิตคาที่เพิ่มจาก 50 เปอร์เซ็นต์ เป็น 60 เปอร์เซ็นต์ สาเหตุหลักมาจากความเร็ว 56.8 เปอร์เซ็นต์ และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ส่วนการดื่มแอลกอฮอล์แล้วขับนั้นพบว่าคนที่บาดเจ็บ 1 ใน 4 พบแอลกอฮอล์อยู่ในกระแสเลือด สำหรับยานพาหนะที่เกิดเหตุ รถจักรยานยนต์ยังคงเป็นกลุ่มหลัก รองลงมาคือรถกระบะ แต่ถ้าเปรียบเทียบความรุนแรงต่อจำนวนครั้งการเกิดเหตุ พบว่ารถกระบะรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตมากว่าจักรยานยนต์ถึง 2.18 เท่า ทั้งนี้เพราะมีปัจจัยเรื่องของความเร็วและการใช้อุปกรณ์นิรภัยร่วมด้วย
นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) สะท้อนมุมมองต่อประชุมว่า โจทย์สำคัญที่ต้องหามาตรการป้องกัน คือ แนวโน้มปัญหาความรุนแรงอุบัติเหตุที่เพิ่มสูงขึ้นทั้งในเทศกาลและช่วงปกติ จำเป็นต้องมีมาตรการมาจัดการเรื่องนี้อย่างบูรณาการและเป็นระบบทั้งส่วนกลางและพื้นที่ ทั้งในด้านกายภาพและด้านการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งสื่อมวลชนจะมีบทบาทกระตุ้นส่งสัญญาณให้มีการจัดการและปรับสภาพแวดในพื้นที่ เพิ่มบทบาทด่านหน้าคือท้องถิ่นชุมชน หน่วยงานองค์กรต่างๆ ในการจัดการความเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ การลดความเร็ว ไม่ขับจี้ เว้นระยะห่าง ดื่มไม่ขับ และเพิ่มการใช้หมวกนิรภัยและเข็มขัดนิรภัย

สงกรานต์

ขณะที่ข้อมูลจาก สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) พบว่าการทำงานบุญประเพณีปลอดเหล้าปลอดภัย หลายพื้นที่มีการปรับตัวโดยจัดงานประเพณีสงกรานต์เน้นการท่องเที่ยวเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ให้ความสำคัญกับเรื่องมาตรการความปลอดภัยในการควบคุมปัจจัยเสี่ยง โดยภาพรวมความปลอดภัยในเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ถือว่าดีขึ้น อาจจะเป็นเพราะประเด็นการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เริ่มกลายเป็นเรื่องที่หลายหน่วยงานกล้าที่จะออกมาสื่อสารผ่านสื่อต่างๆ ชุมชนหลายพื้นที่เข้มแข็งลุกขึ้นมาออกแบบและจัดการพื้นที่ของตนเอง อย่างไรก็ตามการดื่มแอลกอฮอล์ยังเป็นปัญหาที่นำไปสู่ความรุนแรง การทะเลาะวิวาทในหลายพื้นที่ อาทิ ที่มุกดาหาร นครราชสีมาและอีกหลายพื้นที่ รวมทั้งธุรกิจน้ำเมายังคงมีอิทธิพลและแทรกแซงนโยบายในหลายพื้นที่ แฝงตัวสนับสนุนหลักกับหน่วยราชการต่างๆ

สงกรานต์

วิษณุ ศรีทะวงศ์ ผู้จัดการแผนงานนโยบายสาธารณะ สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า กล่าวถึงปัญหาที่ยังเกิดขึ้นเนื่องจากแอลกอฮอล์ว่า ปัญหาของสงกรานต์ปีนี้คือหลายพื้นที่ขาดการทำงานเชิงรุกในจุดเสี่ยง โดยเฉพาะพื้นที่เล่นน้ำหรือพักผ่อนของคนจำนวนมาก ขาดหน่วยงานหรือกลไกในการเฝ้าระวังอย่างจริงจัง ขาดการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมกับชุมชน ร้านค้าในพื้นที่ และยังพบว่าธุรกิจแอลกอฮอล์ยังคงเข้ามาส่งเสริมการตลาดโดยจัดให้มีลานเบียร์ในจุดที่ไม่มีการควบคุมดูแล ระยะยาวต้องเปลี่ยนความคิดทำให้วัยรุ่นเห็นคุณค่าความหมายคุณค่าที่แท้จริงของงานสงกรานต์ เพราะพฤติกรรมของเยาวชนมีแนวโน้มจะออกมาใช้ชีวิตเล่นน้ำสงกรานต์ช่วงค่ำ-กลางคืนมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับผลสำรวจผลประชาชนในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ โดยสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) ร่วมกับ สสส. พบว่า ประชาชนร้อยละ 84.0 รู้สึกกังวลกับการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 มากที่สุด รองลงมาคือ กังวลเรื่องอุบัติเหตุจากการเดินทางร้อยละ 82.7และกังวลเรื่องการทะเลาะวิวาท ร้อยละ 76.6 กังวลเรื่องคนเมาร้อยละ 68.6 และมีถึงร้อยละ 97 เห็นว่าการจัดงานสงกรานต์แบบปลอดเหล้าทำให้รู้สึกปลอดภัย

สงกรานต์

ด้านมุมมองของสื่อมวลชนอย่าง ชุติมา บูรณรัชดา รองบรรณาธิการบริหาร หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ อดีตนายกสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย มองว่าปัญหาการเสียชีวิตจำนวนมากจากอุบัติเหตุไม่ใช่เฉพาะช่วงสงกรานต์ แต่เกิดทุกวันตลอดทั้งปีตายไม่ต่ำกว่า 20,000 คน ดังนั้นควรให้ความสำคัญกันตลอดทั้งปี นอกจากปัจจัยเรื่องเมาและความเร็วแล้ว ปัญหาการก่อสร้างถนนหนทางทั่วประเทศก่อสร้างตลอดทั้งปีก็มีส่วนให้เกิดอุบัติเหตุด้วย ทางแก้ที่ยั่งยืนคือการสร้างจิตสำนึกรับผิดชอบต่อผู้อื่นและต่อสังคม มีการบังคับใช้กฎหมายจริงจังจะต้องทำต่อเนื่องไม่ทำกันแบบไฟไหม้ฟาง เช่นเดียวกันกับการทะเลาะวิวาทกันไม่ได้เกิดเฉพาะช่วงสงกรานต์ แต่เกิดขึ้นได้ทุกงานทั้งงานบวช งานบุญ สาเหตุไม่ใช่มาจากแอลกอฮอล์อย่างเดียว อาจเป็นเพราะนิสัยคนไทยหมั่นไส้กันง่ายพอเหล้าเข้าปากก็ขาดสติ บทบาทสื่อมวลชนจึงทำหน้าที่ในการสะท้อนมุมมอง สะท้อนเหตุการณ์ กระตุ้นเตือนสังคมอย่ามองว่าเป็นเรื่องชาชิน ปัญหานี้อยู่ที่คนรับผิดชอบในระดับโครงสร้าง ระดับนโยบายจะต้องเห็นความสำคัญและเอาจริงเอาจัง

เล่นสาดน้ำ

ขณะที่สื่อมวลชนทั้งส่วนกลางและภูมิภาคที่เข้าร่วมประชุม ได้แสดงความเห็นที่น่าสนใจ เช่น วิเชษฐ์  พิชัยรัตน์ สื่อมวลชนอาวุโส กล่าวว่า ข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขมีการสรุปสถิติการบาดเจ็บและเสียชีวิตในช่วงเทศกาลสงกรานต์ย้อนหลังแล้วพบว่าคนไทยเสียชีวิตไม่ต่างจากสงครามในยูเครน คือนับตั้งแต่ปี 2551 จนถึงล่าสุดสงกรานต์ปี 2565 รวม 15 ปี คนไทยตายไป 6,183 คน บาดเจ็บ 391,691 คน ต้องเข้าแอดมิดในโรงพยาบาล 73,548 คน ถ้าหากรวมเทศกาลปีใหม่ เทศกาลเข้าพรรษาและทุกๆ วันคงมีจำนวนมหาศาล  
ศักดา แซ่เอียว หรือ เซีย การ์ตูนนิสต์ ไทยรัฐ เสนอว่าต้องลดพื้นที่เล่นสนุกสงกรานต์ลงแล้วเพิ่มพื้นที่สร้างสรรค์ให้ชุมชนจัดกิจกรรมงานบุญมากขึ้น ชุมชนไหนทำดีไม่ตีกัน ไม่มีแอลกอฮอล์ก็ให้รางวัลระดับชาติไปเลย นอกจากนี้ สสส.และภาคีควรทำงานกับผู้นำท้องถิ่นที่เพิ่งได้รับการเลือกตั้งเข้ามามากขึ้น  เช่นเดียวกับ ประเสริฐ เอี่ยมสนิทอมร บรรณาธิการบริหารหนังสือพิมพ์ข่าวอีสานไทยแลนด์ จาก จ.ขอนแก่น กล่าวว่า ควรแก้กฎหมายเพิ่มบทลงโทษคดีเมาแล้วขับชนคนตายให้หนักกว่าเดิม และอยากให้กวดขันการดื่มแอลกอฮอล์นอกพื้นที่ การเล่นน้ำสงกรานต์ทั้งก่อนและหลังการจัดงาน ด้าน น.ส.กาญจนา นิตย์เมธา ผู้ช่วยบรรณาธิการข่าวสปริงค์นิวส์ กล่าวว่า การรณรงค์และแก้ปัญหาจะต้องทำอย่างต่อเนื่อง จริงจัง และ ยั่งยืน
เพื่อไม่ให้เทศกาลสงกรานต์ กลายเป็นเทศกาลสงคราม