“ยูน ซอกยอล” ปธน.ป้ายแดง หนุน “เกาหลีใต้” ลงทุนนวัตกรรมขั้นสูงในอีอีซี

นักลงทุนเกาหลีใต้เข้ามาลงทุนในเมืองไทยอย่างต่อเนื่อง สถิติจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) รวบรวมตัวเลขการลงทุน 5 ปีก่อนเกิดการแพร่ระบาดโควิด-19 (2558–2562) มีโครงการลงทุนจากเกาหลีใต้ยื่นขอรับการส่งเสริม จำนวน 140 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 19,840 ล้านบาท

โดยร้อยละ 77 เป็นการลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) 3 จังหวัด ส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เหล็กและผลิตภัณฑ์โลหะ เคมีภัณฑ์ ชิ้นส่วนยานยนต์ แปรรูปอาหาร และดิจิทัล ติด 1 ใน 10 ประเทศที่ลงทุนในพื้นที่อีอีซีมากที่สุด แม้ในช่วงที่ผ่านมาจะเผชิญกับสถานการณ์โควิด-19 ทั้งสองประเทศยังมีศักยภาพที่จะขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจระหว่างกันได้อีกมาก โดยเฉพาะด้านอุตสาหกรรมแห่งอนาคตและเศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งเป็นสาขาที่เกาหลีใต้มีความเชี่ยวชาญ

อุตสาหกรรมเป้าหมาย
ในอดีตนักลงทุนเกาหลีใต้ที่เข้ามาลงทุนในไทย มักเป็นกลุ่มทุนรายใหญ่ เน้นลงทุนในกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ เป็นหลัก แต่วันนี้นักลงทุนคลื่นลูกใหม่ของเกาหลีใต้ส่วนใหญ่เป็นเอสเอ็มอี กำลังมองไปในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์แห่งอนาคต เครื่องจักรกลอัตโนมัติ หุ่นยนต์ การแพทย์ ชีวภาพด้านเกษตรและอาหาร ซึ่งอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรม S Curve หลายรายอยู่ระหว่างการเจรจาร่วมทุนกับผู้ประกอบการชาวไทย เนื่องจากต้นทุนค่าแรงที่เกาหลีใต้เพิ่มขึ้นถึง 30% ในช่วงก่อนหน้านี้ ประกอบกับรัฐบาลเกาหลีใต้มีนโยบายสนับสนุนให้เข้ามาลงทุนในอาเซียน เพราะต้องการขยายตลาดในภูมิภาคนี้เพิ่มขึ้น EEC จึงเป็นหนึ่งเป้าหมายลงทุนจากเกาหลีใต้

“เราพร้อมสนับสนุนโครงการ EEC ของประเทศไทยเต็มที่ ด้วยการร่วมมือกันตามนโยบายปฏิวัติอุตสาหกรรมสู่อุตสาหกรรม 4.0 ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 สร้างความร่วมมือสนับสนุนผู้ประกอบการสตาร์ทอัพของไทยและเกาหลีใต้ รวมถึงการเปิดตลาดและการค้าเสรีระหว่างไทยและเกาหลี” นายมุน แจ–อิน ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ เคยกล่าวถึงนโยบายสนับสนุนนักลงทุนเกาหลีใต้ในเมืองไทย

ยูน ซอกยอล
นายยูน ซอกยอล (Yoon Suk Yeol) // yoonlove.com
อย่างไรก็ตาม เกาหลีใต้เพิ่งมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อวันพุธที่ 9 มีนาคม 2565 ที่ผ่านมา ภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐเกาหลี ที่กำหนดให้ประธานาธิบดีมีวาระการดำรงตำแหน่งเพียง 5 ปี ซึ่งหมายความว่านายมุน แจ-อิน ไม่มีสิทธิ์ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นวาระที่สอง ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า นายยูน ซอกยอล (Yoon Suk Yeol) อดีตอัยการสูงสุด ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจากฝ่ายค้านแนวอนุรักษ์นิยมของเกาหลีใต้ คว้าชัยชนะในการเลือกตั้ง โดยจะดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศเป็นเวลา 5 ปี ในเดือนพฤษภาคมต่อจากประธานาธิบดี มูน แจ-อิน
การเข้าพบ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ของนายมุน ซึง-ฮย็อน (H.E. Mr. Moon Seoung-hyun) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลี (เกาหลีใต้) ประจำประเทศไทย เมื่อวันที่ 21 เม.ย. 65 ในโอกาสเข้ารับหน้าที่ ได้หารือความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้าและการลงทุน ทั้งสองฝ่ายยินดีที่มูลค่าการค้าและการลงทุนระหว่างไทยกับเกาหลีใต้เพิ่มขึ้น แม้จะเผชิญกับสถานการณ์โควิด-19 โดยนายกรัฐมนตรีของไทยเห็นว่า ทั้งสองประเทศยังมีศักยภาพที่จะขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจระหว่างกันได้อีกมาก โดยเฉพาะด้านอุตสาหกรรมแห่งอนาคตและเศรษฐกิจสีเขียว โดยนายกรัฐมนตรีได้เชิญชวนให้นักลงทุนชาวเกาหลีใต้เข้ามาลงทุนในไทยเพิ่มมากขึ้น ในสาขาที่เกาหลีใต้มีความเชี่ยวชาญ ซึ่งเอกอัครราชทูตเกาหลีใต้ ยินดีสนับสนุนการเข้ามาลงทุนในเมืองไทย โดยเฉพาะในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC พร้อมประสงค์ให้ไทยพิจารณาส่งเสริมอุตสาหกรรมเฉพาะด้านที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดความก้าวหน้าอย่างชัดเจน และขอให้ไทยพิจารณาให้เกาหลีใต้ตั้งสถาบันการเงินในประเทศด้วย
www.thaigov.go.th
บรรยากาศดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ยูน ซอกยอล ประธานาธิบดีคนใหม่ ยังสนับสนุนนโยบายการลงทุนในเมืองไทยเหมือนที่ประธานาธิบดี มุน แจ–อิน เคยสนับสนุน ไม่เปลี่ยนแปลง
ภาคเอกชนสาธารณรัฐเกาหลี เป็น 1 ใน 10 ประเทศที่ลงทุนในพื้นที่ EEC มากที่สุด โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และปิโตรเคมี และยังสามารถขยายการลงทุนด้านนวัตกรรมในพื้นที่ EEC ได้ เน้นอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพ ยานยนต์สมัยใหม่ หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายการส่งเสริมการลงทุนในเศรษฐกิจ BCG ของไทย โดย เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EECi ในพื้นที่วังจันทร์วัลเลย์ เป็นพื้นที่หลักที่จะรองรับอุตสาหกรรมสมัยใหม่ของเกาหลีใต้ได้เป็นอย่างดี ช่วยขยายความร่วมมือการพัฒนาระบบนิเวศน์การลงทุนด้านนวัตกรรมให้ครอบคลุมทุกมิติ ตั้งแต่การส่งเสริมการลงทุน จนถึงการพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมเป้าหมาย

นอกเหนือจากความสนใจเข้ามาลงทุนในเมืองไทย ชาวเกาหลีใต้ยังนิยมเดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทยเป็นอันดับต้นๆ และชื่นชอบอาหารไทยเป็นอย่างมาก ขณะที่คนไทยนิยมเรียนภาษาเกาหลีเป็นอันดับหนึ่ง สะท้อนความผูกพันอันใกล้ชิดระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศที่ยังคงแน่นแฟ้น

ภาพเปิดจาก www.koreaherald.com