บทความพิเศษ 6 ตอนจบ จาก “ประวัติศาสตร์” สู่ “ยุทธศาสตร์” ส่อง “ม่านเหล็ก” ยุค “ปูติน” เกิดขึ้นในห้วงเวลาของการเข้าสู่ “ภูมิรัฐศาสตร์” และ “ระเบียบโลกใหม่”
เป็นการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์หลายสำนักหลังวิกฤตการณ์ “รัสเซีย-ยูเครน” คลี่คลายลง คงจะมีการสถาปนา และเปลี่ยนเส้นทางมหาอำนาจบนเวทีโลกกันใหม่
บทความใน “ตอนแรก” นี้ จะฉายภาพ “ประวัติศาสตร์รัสเซีย” ฉบับย่อ เพื่อวิเคราะห์เส้นทางเดินของ “รัสเซียโบราณ” ผ่านอาณาจักร “สหภาพโซเวียต” ไปจนถึงการตั้ง “กรุงมอสโก” ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญของ “ยุโรปตะวันออก”
ก่อนจะได้รับฉายา “ประเทศหลังม่านเหล็ก” “สหภาพโซเวียต” หรือ “รัสเซีย” ในปัจจุบัน เคยเป็นอาณาเขตที่อยู่ภายใต้การครอบครองของ “ชาวมองโกล” ในช่วงต้นคริสตศตวรรษที่ 1200
เป็นยุคสมัยที่ “จักรวรรดิมองโกล” ทรงอิทธิพลเหนือดินแดน “เอเชียเหนือ” “จีน” “รัสเซีย” “เอเชียกลาง” และกินแดนไปถึง “ยุโรปตะวันออก” แม้ “รัสเซีย” จะมีระบบกษัตริย์นับรบที่เข้มแข็ง ทว่า มิอาจต่อกรกับ “มองโกล” ได้


ในอดีต “อาณาจักรรัสเซีย” มิได้มีแต่ “กรุงมอสโก” เท่านั้น เพราะ “นครเคียฟ” ซึ่งปัจจุบันเป็น “เมืองหลวงของประเทศยูเครน” “เคียฟ” ในอดีตนั้นยิ่งใหญ่ แข็งแกร่ง และได้ชื่อว่าเป็น “มารดาแห่งนครทั้งปวง” ของ “รัสเซีย”
“มองโกล” ครอบครอง “ดินแดนรัสเซีย” จนถึงปลายต้นคริสตวรรษที่ 1400 หรือเกือบ 200 ปี ที่ “รัสเซีย” รวบรวมไพร่พลปลดแอกจาก “มองโกล” ที่คลายอิทธิพลลงในภูมิภาคจากการที่ “เจงกีสข่าน” ได้ลาจากโลกนี้ไป

ร่องรอยอารยธรรมที่ “มองโกล” ทิ้งไว้ในรากประวัติศาสตร์ที่หยั่งลึกเกือบ 200 ปี ปรากฏในรูปลักษณ์ “วัฒนธรรมรัสเซีย” มากมาย ที่โดดเด่นที่สุดคือลายเส้นศิลปะบน “ตุ๊กตาแม่ลูกดก” หรือ Matryoshka Doll
ผ่านมาจนถึงรัชสมัยของ “พระเจ้าซาร์” ในต้นคริสตวรรษที่ 1700 ผู้สถาปนา “รัสเซียยุคใหม่” ขึ้นโดยรวบรวมแว่นแคว้น และรวมศูนย์อำนาจการปกครองมาที่ “กรุงมอสโก” ก่อนจะย้ายไป “เมืองเซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก”


เหตุผลหลักคือป้องกันการรุกรานจาก “กองทัพนโปเลียน” ของ “ฝรั่งเศส” นั่นเอง
อย่างไรก็ดี แม้จะย้ายเมืองหลวงไปแล้ว ทว่า การต่อสู้กันระหว่าง “รัสเซีย” กับ “ฝรั่งเศส” ก็ยังดำเนินมาอย่างยาวนานเกือบ 1 ศตวรรษ ก่อนที่ “ผู้รุกราน” จะพ่ายแพ้แก่ “ความหนาว” ล่าถอยกลับไป
อีกเกือบ 100 ปีให้หลัง เกิดการ “ปฏิวัติรัสเซีย” ขึ้นในปี ค.ศ. 1917 นำโดย “เลนิน” ซึ่งได้ “ย้ายเมืองหลวง” กลับมายัง “มอสโก” เมื่อวันที่ 10 มีนาคม ค.ศ. 1918 และ “มอสโก” ยังคงเป็น “เมืองหลวงของ “รัสเซีย” จนถึงปัจจุบัน
ในช่วงเวลานี้เอง ที่ฉายา “ประเทศหลังม่านเหล็ก” ได้เกิดขึ้น และได้เปลี่ยนชื่อประเทศเป็น “สหภาพโซเวียต” รวบรวมอาณานิคมใน “ยุโรปตะวันออก” ภายใต้การปกครอง “ระบอบคอมมิวนิสต์” ของพี่ใหญ่ “รัสเซีย”


หากมองย้อนกลับไปในอดีต ด้วยชัยภูมิที่ยอดเยี่ยม และเป็นจุดยุทธศาสตร์ทางการสงครามที่สำคัญ ทำให้ “มอสโก” ต้องเผชิญกับการปิดล้อมมาโดยตลอด
ตั้งแต่ “มองโกล” “ฝรั่งเศส” มาจนถึง “นาซีเยอรมัน” ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี ค.ศ. 1941
ปัจจุบัน “มอสโก” เป็นศูนย์กลางทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การศึกษา วัฒนธรรม การคมนาคม ขนส่ง เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร รวมถึงเป็นศูนย์รวมสาธารณูปโภคที่สำคัญของประเทศรัสเซีย
อีกทั้งทำเลที่ตั้งของ “มอสโก” ยังเหมาะเหม็งหลายประการ เพราะอยู่ใกล้ “แม่น้ำมัสกวา” นั่นเอง
โดย “มอสโก” ได้รับการจัดอันดับเป็น “เมืองที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดในยุโรป” และเป็น “เมืองที่มีค่าครองชีพสูงที่สุดในโลก”

“กรุงมอสโก” จะมีการจัดงานเฉลิมฉลองการก่อร่างสร้างเมืองครบรอบ 875 ปี ใน ค.ศ. 2022 นี้
โดยหากจะกล่าวถึง “ประวัติศาสตร์มอสโก” แล้ว ก็คงจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องผูกพัน และสัมพันธ์กับ “ประวัติศาสตร์สหภาพโซเวียต” และ “ประวัติศาสตร์รัสเซีย”
ในความหมายของการเป็น “เมืองสำคัญของยุโรปตะวันออก” “เมืองสำคัญของทวีปเอเชีย” และ “เมืองสำคัญของโลกกลมๆ” ใบนี้
นอกจาก “การปกครองระบอบคอมมิวนิสต์” ที่ถือได้ว่า “อดีตสหภาพโซเวียต” หรือ “ประเทศรัสเซีย” นั้น เป็น “พี่ใหญ่ของระบอบการปกครองแบบคอมมิวนิสต์”
แม้จะมี “สายจีน” ที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน แต่ก็ต้องถือว่า “รัสเซีย” นั้นเป็นเบอร์หนึ่ง หากใครจะเอ่ยถึงคำว่า “คอมมิวนิสต์”

ความยิ่งใหญ่ของ “รัสเซีย” ในด้านการเมืองการปกครองดังกล่าว ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ที่ทำให้เกิด “สงครามเย็น” ระหว่างขั้วอำนาจ “สหรัฐอเมริกา” ซึ่งเป็นแกนนำประเทศ “เสรีนิยม” และ “ทุนนิยม” ซึ่งขณะนี้ก็ยังมีปัญหาเรื่องสายลับสองหน้ากันอยู่เนืองๆ
ในแง่ของ “วิทยาการ” และความก้าวหน้าทาง “เทคโนโลยี” แน่นอนว่า “สหภาพโซเวียต” หรือ “ประเทศรัสเซีย” นั้นไม่เป็นสองรองใคร โดยเฉพาะในด้านของ “เทคโนโลยีอวกาศ” ถึงขนาดเคย “ตบหน้าอเมริกา” ด้วยการส่ง “สุนัขไลก้า” ขึ้นสู่อวกาศก่อน “อเมริกันชน” มาแล้ว!

ย้อนกลับไปดู “ประวัติศาสตร์” ของ “กรุงมอสโก” กันต่ออีกสักนิด
ท่ามกลางสภาพอากาศอันหนาวเหน็บ ราวต้นปี ค.ศ. 1147 “กรุงมอสโก” ถูกค้นพบโดยหน่อเนื้อเชื้อพระวงศ์ 2 คน คือ Yuri Dolgoruky และ Sviatoslav Olgovich ซึ่งได้รายงานถึงชัยภูมิอันเหมาะสมสำหรับการสร้าง “เมืองหลวงแห่งใหม่” ขึ้น
หลังจากเผชิญการปิดล้อม และต่อสู้กันอย่างยาวนาน ระหว่างศึกสงคราม และการรบพุ่งจากขุนศึกแห่งแดนใต้ในนาม “กองทัพเจงกีสข่าน” กษัตริย์นักรบจาก “มองโกเลีย”
นับตั้งแต่นั้น “กรุงมอสโก” ถูกยึดครอง และทิ้งร้างความรุ่งเรืองเฟื่องฟูออกไปนับร้อยปี
ปี ค.ศ. 1237 “กรุงมอสโก” ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ให้เป็น “เมืองหลวงของรัฐอิสระ” นำโดยเจ้าชาย Yuri Dolgoruky ด้วยชัยภูมิของการตั้งอยู่ริมฝั่ง “แม่น้ำมอสกวา” ช่วยให้ “มอสโก” เติบโต และขยับขยายตัวเองไปได้รวดเร็วอย่างที่ใครๆ ก็คาดไม่ถึง

ปี ค.ศ. 1380 “ชาวมอสโก” ได้เป็นแกนนำในการ “ปลดปล่อยรัสเซีย” จาก “มองโกล” และปี ค.ศ.1480 “พระเจ้าซาร์อีวานที่ 3” ก็ได้ “ปลดปล่อยรัสเซีย” จากการปกครองของ “เผ่าตาตาร์” และได้ทำการตั้ง “มอสโก” ให้เป็น “เมืองหลวงของประเทศ” ในตอนนั้น
ทว่า ในปี ค.ศ. 1712 “พระเจ้าซาร์ปีเตอร์มหาราช” กลับได้ทำการย้าย “เมืองหลวง” ไปยัง “เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก” เพราะ “มอสโก” ได้เผชิญหน้ากับการปิดล้อมโดย “อภิมหากองทัพ” ของ “นโปเลียน โบนาปาร์ต” มหาราชนักรบจาก “ฝรั่งเศส” ในปี ค.ศ. 1812
แต่หลังจากการตรึงกำลังประชิด และประลองเชิงกันอยู่หลายสิบปี ในที่สุด “กองทัพฝรั่งเศส” ของ “นโปเลียนมหาราช” จำต้อง “กรีฑาทัพ” ถอยกลับไป “ปารีส” เนื่องจากทน “ความหนาวเย็น” ไม่ได้ และเสบียงก็ร่อยหรอ
หลังจาก “การปฏิวัติรัสเซีย” ในปี ค.ศ.1917 “วลาดีมีร์ เลนิน” ผู้นำ “การอภิวัฒน์” ได้นำ “รัสเซีย” สู่ยุคใหม่ โดยได้ทำการย้าย “เมืองหลวง” กลับมายัง “มอสโก” อีกครั้ง เมื่อวันที่ 10 มีนาคม ค.ศ. 1918 ซึ่งทำให้ “มอสโก” ยังคงเป็น “เมืองหลวง” ตราบกระทั่งถึงปัจจุบัน

อย่างไรก็ดี “กรุงมอสโก” ได้เผชิญหน้ากับการปิดล้อมอีกครั้งจาก “นาซีเยอรมัน” ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี ค.ศ. 1941 จวบจบสงครามสงบลง และ “สหภาพโซเวียต” ได้ล่มสลายไปในปี ค.ศ.1989 หลัง “กำแพงเบอร์ลิน” ได้พังทลายลงดังที่ทราบกัน
“มอสโก” มีจำนวนประชากรอย่างเป็นทางการเกือบ 12 ล้านคนในปัจจุบัน ผนวกกับสภาพเศรษฐกิจทุนนิยมสีสันฉูดฉาดภายใต้ระบอบการปกครองคอมมิวนิสต์ ที่เปิดประเทศหลังสหภาพโซเวียตล่มสลาย
ทำให้ “มอสโก” ได้รับการจัดอันดับให้เป็น “เมืองที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดในยุโรป” และเป็น “เมืองที่มีค่าครองชีพสูงที่สุดในโลก”
การที่ในปัจจุบัน “รัสเซีย” และ “มอสโก” เมืองหลวง มีรูปลักษณ์เศรษฐกิจทุนนิยมสีสันฉูดฉาดได้นั้น ก็เนื่องมาจากการที่ “รัสเซีย” มีแหล่งพลังงานมากที่สุดในโลก

แม้ว่าในปัจจุบัน ดูเหมือนราคา “น้ำมันฟอสซิล” จะตกต่ำกว่าเดิม ทว่า กว่าที่โลกจะมีนวัตกรรมแหล่งพลังงานขึ้นมาทดแทน “น้ำมันฟอสซิล” ได้อย่าง 100% “รัสเซีย” และ “มอสโก” ก็คงจะร่ำรวย ชนิดที่เรียกว่า เงินทองที่มีใช้ไปถึงชาติหน้าก็ยังไม่หมด
นอกจาก “น้ำมันฟอสซิล” แล้ว “รัสเซีย” ยังมี “ก๊าซธรรมชาติ” และ “ถ่านหิน” อีกมากมาย เหนือไปกว่านั้น “รัสเซีย” ยังมี “เรือดำน้ำ” ที่ดิ่งลงไปจับจอง “พื้นที่ใต้ทะเล” ในขั้วโลกเหนือ ซึ่งเป็น “แหล่งน้ำมันฟอสซิล” และ “ก๊าซธรรมชาติแห่งใหม่” เข้าไปอีก
ทำให้ “รัสเซีย” ขึ้นเป็นที่ 1 ในด้านการพลังงานในปัจจุบัน แซงหน้า “ซาอุดีอาระเบีย” ไปแล้ว
เพราะทุกวันนี้ “รัสเซีย” ผลิตน้ำมันได้วันละเกือบ 10 ล้านบาร์เรลแล้ว คิดเป็นร้อยละ 12 ของการผลิตโลก โดยเป็นการส่งออกถึงร้อยละ 10 ของปริมาณน้ำมันที่มีการซื้อขายกันทั่วโลก

“กระบวนการส่งออกพลังงาน” ของ “รัสเซีย” คือการวางท่อน้ำมันทั้งใต้ดิน บนดิน และใต้ทะเล ตามยุทธศาสตร์การค้าดังนี้
1. ฝั่งซ้ายไปยุโรป
2. ฝั่งขวามาจีน เกาหลี และญี่ปุ่น
ส่วน “ก๊าซธรรมชาติ” ที่มีมากถึงร้อยละ 25 ของ “ก๊าซธรรมชาติบนโลก” คิดเป็นร้อยละ 16 ของการผลิตโลก โดยเป็นการส่งออกถึงร้อยละ 20 ของก๊าซที่ซื้อขายกันอยู่ในตลาด
โดยเฉพาะประเทศในยุโรปตะวันออกที่เคยเป็นชาติในโอวาท ไล่ตั้งแต่
1. อาเซอร์ไบจาน 2. อาร์เมเนีย 3. จอร์เจีย 4. ลิทัวเนีย 5. เบลารุส และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง 6. ยูเครน











