“จีน” ผงาด! ขึ้นแท่นศูนย์กลางอุตสาหกรรมการขนส่งสินค้าทางทะเลที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ปริมาณสินค้าที่ขนส่งทั่วโลกโดยเรือคอนเทนเนอร์ได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ข้อมูลจากกรมเจ้าท่าเขตบริหารพิเศษฮ่องกง แสดงให้เห็นว่าท่าเรือในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศจีน กำลังครอบงำอุตสาหกรรมมากขึ้น ทั้งๆ ที่ในปี 2005 ยังคงมีท่าเรือยุโรป 2 แห่งและท่าเรืออเมริกาเหนือ 1 แห่ง ในการจัดอันดับศูนย์กลางการขนส่งทางทะเลที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่ในปี 2021 มีเพียงท่าเรือรอตเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ เท่านั้นที่ยังคงอยู่ใน 10 อันดับแรก มิหนำซ้ำยังอยู่ในอันดับท้ายสุดอีกต่างหาก


ทั้งนี้ท่าเรือในภูมิภาคเอเชียเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา นอกจากท่าเรือจีนหลายแห่งแล้ว สิงคโปร์และปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ ยังอยู่ใน 10 อันดับแรกอีกด้วย โดยรั้งอันดับ 2 และ 7 ตามลำดับ ส่วนไทย มาเลเซีย และไต้หวัน ก็นับได้ว่าได้แจ้งเกิดและเป็นศูนย์กลางการขนส่งทางทะเลแห่งใหม่
โดย 10 อันดับแรก ในปี 2021 เป็นท่าเรือในประเทศจีนมากถึง 7 แห่ง โดยสุดยอดท่าเรือทั้งหมด 10 อันดับแรก ได้แก่ เซี่ยงไฮ้, สิงคโปร์, หนิงโป-โจวซาน, เซินเจิ้น, กวางโจว, ชิงเต่า, ปูซาน, เทียนจิน, ฮ่องกง และรอตเตอร์ดัม แตกต่างจาก 10 อันดับแรกในปี 2005 ที่ประกอบด้วย สิงคโปร์, ฮ่องกง, เซี่ยงไฮ้, เซินเจิ้น, ปูซาน, เกาสง, รอตเตอร์ดัม, ฮัมบูร์ก, ดูไบ และลอสแองเจลิส
สำหรับ “เซี่ยงไฮ้” ทะยานขึ้นยืนหนึ่งเหนือตารางแทนที่สิงคโปร์ซึ่งเป็นแชมป์เก่ามาตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นมา จนกระทั่งถึงปัจจุบัน ที่ยังคงพลุกพล่านมากที่สุด โดยให้บริการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์มากกว่า 47 ล้านตู้ในปี 2021

การขนส่งสินค้าทางทะเล

กระนั้น การเพิ่มขนาดท่าเรือในเอเชียไม่ได้บ่งชี้ว่าเทคโนโลยีการท่าเรือของเอเชียนั้นมีนวัตกรรม เร็วขึ้น หรือแข่งขันได้มากขึ้น ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของท่าเรือสะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตของกระแสการค้าเพียงอย่างเดียว
นอกจากนี้ การขนส่งทางทะเลประสบความพ่ายแพ้ในวิกฤตโควิด-19 เนื่องจากห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกหยุดชะงัก ปริมาณการขนส่งในขั้นต้นลดลงเนื่องจากโรงงานต่างๆ ในศูนย์กลางการผลิตต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียปิดตัวลง
ขณะที่ความไม่แน่นอนในตลาดตู้คอนเทนเนอร์ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่มีบทบาทต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมนี้ เพราะห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกเผชิญกับความท้าทายหลายอย่างตั้งแต่เริ่มต้นการระบาดใหญ่ของโควิด-19 ในต้นปี 2020 การปิดท่าเรือเนื่องจากการระบาดดังกล่าว ความแออัดของท่าเรือ ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่เพิ่มสูงขึ้น และปัญหากำลังการผลิตทำให้เกิดปัญหากับตู้สินค้าทั่วโลก ซึ่งส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการเดินเรือส่วนใหญ่ในปี 2020 และ 2021
ในทางกลับกัน อัตราค่าระวางตู้คอนเทนเนอร์ที่พุ่งสูงขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้กลับกลายเป็นว่าสร้างผลกำไรได้อย่างมากสำหรับผู้ประกอบการเรือคอนเทนเนอร์ที่รายงานว่ามีอัตรากำไรที่สูงเป็นประวัติการณ์ในปี 2021
ข้อมูลที่รายงานโดย Statista ระบุว่าระหว่างปี 2020-2028 ตลาดการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ทั่วโลกคาดว่าจะเติบโตที่อัตราการเติบโตต่อปี (CAGR) ประมาณ 12% แม้ว่าตลาดนี้จะมีมูลค่าอยู่ที่ 6.41 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2020 แต่คาดว่าจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเป็น 15.87 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2028
เอเชียมาแรง ขึ้นแท่นศูนย์กลางการขนส่งทางทะเลที่ใหญ่ที่สุดในโลก
ขณะที่ตลาดการต่อเรือทั่วโลกคาดว่าจะลดลงมากกว่า 7% ระหว่างปี 2019-2020 โดยลดลงเหลือขนาดประมาณ 150 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2020 อย่างไรก็ตาม คาดว่าตลาดจะเติบโตจากปี 2021 เป็นต้นไป โดยเพิ่มเป็นมูลค่ามากกว่า 160 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ใน 2023
หลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดนี้ก้าวเข้าสู่ปีที่ 3 การรับมือกับโรคอุบัติใหม่นี้ดีขึ้นและหลายประเทศผ่อนคลายมาตรการที่เป็นข้อกำจัดลงเป็นลำดับ ทำให้อุตสาหกรรมการขนส่งสินค้าทางทะเลกลับมาคึกคักมากขึ้น
ทั้งนี้ การขนส่งทางทะเลเป็นกระดูกสันหลังของการค้าโลก ประมาณการว่าประมาณ 80% ของสินค้าทั้งหมดถูกขนส่งทางทะเล ในแง่ของมูลค่า การค้าตู้คอนเทนเนอร์ทางทะเลทั่วโลกคาดว่าจะมีสัดส่วนประมาณ 60% ของการค้าทางทะเลทั้งหมด ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 14 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2019 ในขณะที่จำนวนสินค้าที่บรรทุกโดยตู้คอนเทนเนอร์เพิ่มขึ้นจากประมาณ 102 ล้านตันในปี 1980 เป็น 1.83 พันล้านตันในปี 2017 เรือบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ก็ได้เพิ่มกำลังการผลิตเช่นเดียวกัน

การขนส่งสินค้าทางทะเล

โดยระหว่างปี 1980-2020 เรือบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์มีน้ำหนักบรรทุกเพิ่มขึ้นจากประมาณ 11 ล้านตันเป็นประมาณ 275 ล้านตัน ด้วยกำลังการผลิตรวมกว่า 4 ล้าน TEUs (Twenty-foot Equivalent Units เป็นหน่วยมาตรฐานที่ใช้วัดขีดความสามารถของเรือสินค้าและท่าเทียบเรือ)
ปัจจุบัน APM-Maersk สายการเดินเรือของเดนมาร์ก เป็นบริษัทขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยกองเรือคอนเทนเนอร์มากกว่า 700 ลำ และในแง่ของความจุ เรือของ APM-Maersk มีสัดส่วนประมาณ 17% ของกองเรือคอนเทนเนอร์ของโลก รองลงมาคือ Mediterranean Shg Co ของสวิตเซอร์แลนด์, COSCO ของจีน, CMA CGM Group ของฝรั่งเศส และ Hapag-Lloyd ของเยอรมนี

ที่มา :