Friday, August 28, 2026

สาลิกาคาบข่าว Vol.127

แห่งแรกของโลก! บพข. หนุน “วีกรีน-ม.ส.ท.” พัฒนาฉลากสิ่งแวดล้อม CIRCULAR MARK มาตรฐานรับรองผลิตภัณฑ์หมุนเวียน

ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านกลยุทธ์ธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (วีกรีน) คณะสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ มูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (ม.ส.ท.) พร้อมกับหน่วยงานภาคี ได้แก่ กระทรวงอุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และโครงการความร่วมมือภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม เพื่อจัดการพลาสติกและขยะอย่างยั่งยืน หรือ กลุ่ม PPP Plastics ร่วมดำเนินโครงการวิจัยเรื่อง “การพัฒนาระบบฉลากสิ่งแวดล้อมสำหรับผลิตภัณฑ์หมุนเวียน อันเป็นการส่งเสริมการหมุนเวียนวัสดุเพื่อขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจหมุนเวียนของประเทศไทย” โดยได้รับทุนสนับสนุนจาก หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ หรือ บพข. ด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน ระยะเวลาดำเนินการ มิถุนายน 2564-พฤษภาคม 2565 โดยมี รศ.ดร.รัตนาวรรณ มั่งคั่ง ผู้อำนวยการวีกรีน เป็นหัวหน้าโครงการฯ เพื่อพัฒนาข้อกำหนดและแนวทางการพัฒนาระบบรับรองฉลากสิ่งแวดล้อมสำหรับผลิตภัณฑ์หมุนเวียน “CIRCULAR MARK” เป็นครั้งแรกในภูมิภาคและระดับโลก เพื่อให้ผู้ประกอบการใช้เป็นเครื่องมือการตลาดผลิตภัณฑ์หมุนเวียนทั้งในและต่างประเทศ ตอกย้ำการเป็นผู้นำด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน สร้างความเข้มแข็งให้กับแบรนด์สินค้า และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย CIRCULAR MARK มีการพิจารณาข้อกำหนดที่ครอบคลุมประเด็นปัญหาการใช้ทรัพยากรสิ้นเปลือง การเกิดขยะ การปล่อยก๊าซเรือนกระจก และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมด้านอื่นๆ ตลอดวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ มุ่งเป้าส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า หมุนเวียนในระบบเพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ลดปริมาณขยะ และลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมทั้งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมด้านอื่นๆ สอดคล้องกับนโยบายเศรษฐกิจหมุนเวียนของประเทศ ช่วยสร้างคุณภาพสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับสังคมไทยและประชาคมโลก โดยมี 30 บริษัท 376 ผลิตภัณฑ์ ได้รับการรับรอง CIRCULAR MARK เป็นกลุ่มแรกของประเทศไทย แบ่งเป็น 5 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย คือ เกษตรอาหาร, วัสดุก่อสร้าง, พลาสติก, บรรจุภัณฑ์ และ แฟชั่นไลฟสไตล์ เป็นการรับประกันว่ามีการออกแบบผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์เพื่อกระตุ้นผลักดันให้เกิดการหมุนเวียนของวัสดุ กระบวนการผลิตมีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีระบบการจัดการเศรษฐกิจหมุนเวียน

หมดปัญหาฝังกลบ! กพช. ไฟเขียวรับซื้อไฟฟ้าขยะชุมชน 20 ปี ลดก๊าซเรือนกระจก

คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) มีมติเห็นชอบอัตรารับซื้อไฟฟ้าจากขยะชุมชนในรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) สำหรับปี 2565 ภายใต้แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2561 – 2580 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 (PDP2018 Rev.1) สำหรับผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก (VSPP) และผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) รวม 34 โครงการ ปริมาณรับซื้อไฟฟ้ารวม 282.98 เมกะวัตต์ ระยะเวลาสนับสนุน 20 ปี และกำหนดวันจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (SCOD) ในปี 2568 – 2569 โดยในที่ประชุมได้มอบหมายให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ดำเนินการการออกระเบียบและประกาศรับซื้อไฟฟ้าต่อไป ทั้งนี้ โครงการรับซื้อไฟฟ้าจากขยะชุมชนในรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) สำหรับปี 65 ภายใต้แผน PDP 2018 Rev.1 เป็นการดำเนินการตามนโยบายรัฐบาลที่กำหนดให้การแก้ไขปัญหาขยะมูลฝอยของประเทศเป็นวาระแห่งชาติ ที่ผ่านมาการกำจัดขยะส่วนใหญ่ใช้วิธีฝังกลบส่งผลกระทบต่อการจัดหาพื้นที่ในการกำจัดขยะ ดังนั้นการกำจัดขยะที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดคือการเผาขยะแปลงเป็นพลังงานไฟฟ้า เนื่องจากทำให้ปริมาณขยะลดลงอย่างรวดเร็ว และเป็นการช่วยลดก๊าซเรือนกระจกด้วย อย่างไรก็ตามการดำเนินโครงการดังกล่าว ต้องให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับประโยชน์และดำเนินการให้เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย

เอกชนขนเงินลงทุน 10 เขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนกว่า 3.6 หมื่นล้าน “ถุงมือยาง-ไฟฟ้าขยะ” มาแรง

ผู้สื่อข่าวรายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ (กพศ.) ครั้งที่ 1/2565 ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล ความคืบหน้าการพัฒนาเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดน 10 แห่ง ปัจจุบันมีการลงทุนของภาคเอกชนแล้วประมาณ 36,882 ล้านบาท โดยในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 (ปี 2563 –ปัจจุบัน) ยังได้รับความสนใจจากนักลงทุนอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในกิจการถุงมือยางและการผลิตไฟฟ้าจากขยะ ซึ่งภาครัฐได้มีการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและด่านศุลกากรมีความก้าวหน้ากว่าร้อยละ 89 คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จในปี 2570 โดยโครงการที่ก่อสร้างแล้วเสร็จ เช่น ทางหลวงหมายเลข 12 ตาก-แม่สอด สะพานข้ามแม่น้ำเมยแห่งที่ 2 ด่านพรมแดนแม่สอดแห่งที่ 2 อาคารท่าอากาศยานแม่สอด (เขตฯ ตาก) ด่านศุลกากรสะเดาแห่งใหม่ (เขตฯ สงขลา) ศูนย์เปลี่ยนถ่ายรูปแบบการขนส่งสินค้าเชียงของ (เขตฯ เชียงราย) นิคมอุตสาหกรรมสระแก้ว (เขตฯ สระแก้ว) และนิคมอุตสาหกรรมสงขลา (เขตฯ สงขลา) เป็นต้น และกระทรวงคมนาคมอยู่ระหว่างเร่งรัดการดำเนินโครงการตามมติ กพศ. เช่น การก่อสร้าง ทล.3646 อ.อรัญประเทศ – ชายแดนไทย/กัมพูชา (บ.หนองเอี่ยน – สตึงบท) ช่วงแยก ทล.33 บรรจบ ทล.3586 ให้เป็นขนาด 4 ช่องจราจร การก่อสร้างถนนแยก ทล.4 – ด่านสะเดา แห่งที่ 2 การพัฒนาถนนเข้าพื้นที่พัฒนาเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษหนองคายและมุกดาหาร

ยื่น FAO รับรอง “วิถีการเลี้ยงควายและเกษตรเชิงนิเวศพื้นที่ทะเลน้อย” เป็น “มรดกทางการเกษตรโลก”

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ยื่นเอกสารขอรับรอง “วิถีการเลี้ยงควายและเกษตรเชิงนิเวศในพื้นที่ทะเลน้อย” เป็น “มรดกทางการเกษตรโลก” (Globally Important Agricultural Heritage System หรือ GIAHS) จากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือ FAO โดยพื้นที่ดังกล่าวมีความสำคัญเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงมากจนได้รับการประกาศให้เป็นเขตพื้นที่ชุ่มน้ำโลก หรือ “Ramsar site” และมีความสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ของ FAO ในการเป็นมรดกทางการเกษตร ที่เน้นการอนุรักษ์มรดกทางการเกษตรโลก เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารและพัฒนาเศรษฐกิจ ปกป้องและส่งเสริมการใช้ทางชีวภาพให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมท้องถิ่นและยั่งยืนบริเวณพื้นที่ชุ่มน้ำทะเลน้อย มีวิถีชีวิตที่มีความเชื่อมโยงกับควายน้ำทะเลน้อย โดยสืบทอดการเลี้ยงควายมายาวนานกว่า 250 ปี มีรายได้หลักจากการขายควาย ประกอบกับการทำประมง ปลูกข้าว และแปรรูปผลิตภัณฑ์จากกระจูด ด้านระบบนิเวศ เมื่อถึงฤดูน้ำหลาก น้ำในทะเลน้อยมีปริมาณสูง ควายน้ำจะดำน้ำลงไปกินหญ้าใต้น้ำและพืชน้ำอย่างสายบัว ใบบัว หรือสาหร่าย กระจูด ซึ่งมีความสำคัญต่อระบบนิเวศในการกำจัดวัชพืช และมูลของควายยังเป็นอาหารให้กับพืชและแพลงตอน ซึ่งเป็นอาหารปลา และในส่วนของด้านวัฒนธรรม ควายเป็นศูนย์รวมของความเชื่อ มีพิธีกรรมและประเพณีที่เกี่ยวข้องกับควาย และทางเดินของควายนอกจากจะสร้างภูมิทัศน์ที่สวยงามยังช่วยป้องกันการเกิดไฟป่าอีกด้วย

บลูมเบิร์กฯ ยก “เซี่ยงไฮ้ อิเล็กทริกฯ” ติดท็อป 5 ตลาดกังหันลมในจีนแข่งเดือด

เซี่ยงไฮ้ อิเล็กทริก วินด์ พาวเวอร์ กรุ๊ป (Shanghai Electric Wind Power Group) ได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งใน 5 ผู้ผลิตกังหันลมชั้นนำของจีน นอกจากนี้ บริษัทยังติดตั้งกังหันลมนอกชายฝั่งแซงหน้าผู้เล่นทุกรายในอุตสาหกรรมในปี 2564 จากรายงานการจัดอันดับ 10 ผู้ผลิตกังหันลมชั้นนำของจีนประจำปี 2564 โดยบลูมเบิร์กเอ็นอีเอฟ (BloombergNEF) รายงานนี้จัดอันดับผู้ผลิตกังหันลมในจีนโดยพิจารณาจากการติดตั้งกังหันลมใหม่ตลอดปี 2564 โดยเซี่ยงไฮ้ อิเล็กทริก วินด์ พาวเวอร์ รั้งอันดับ 5 ด้วยการติดตั้งกังหันลมผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 5.18 กิกะวัตต์ ครองส่วนแบ่ง 9% ในตลาดจีน และยังรั้งอันดับ 1 ในส่วนของกังหันลมนอกชายฝั่ง โดยบริษัทติดตั้งกังหันลมผลิตไฟฟ้านอกชายฝั่งเพิ่มขึ้น 4.1 กิกะวัตต์ตลอดปีที่แล้ว “แม้ว่าจะได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 และการแข่งขันอันดุเดือดในตลาดเนื่องจากใกล้หมดนโยบายเงินอุดหนุนพลังงานลมนอกชายฝั่ง แต่ทางเซี่ยงไฮ้ อิเล็กทริก วินด์ พาวเวอร์ ก็สามารถก้าวข้ามความท้าทายนานัปการและทำลายสถิติในอุตสาหกรรมได้อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังได้รับการยอมรับจากพันธมิตรด้วยประสิทธิภาพการติดตั้งที่ดีเยี่ยม รวมถึงคุณภาพของผลิตภัณฑ์และบริการ โดยการยกย่องจากอุตสาหกรรมเป็นแรงผลักดันให้เราเดินหน้าพลิกโฉมอุตสาหกรรมพลังงานลมของจีน เพื่อเร่งบรรลุเป้าหมายลดปล่อยคาร์บอนสูงสุดจนก้าวสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน” เซี่ยงไฮ้ อิเล็กทริก ระบุในแถลงการณ์ จีนมีกำลังการผลิตติดตั้งกังหันลมผลิตไฟฟ้า 55.8 กิกะวัตต์ในปี 2564 ขยับลงเล็กน้อยราว 3% จากปี 2563 แต่ยังคงทะลุหลัก 50 กิกะวัตต์เป็นปีที่สองติดต่อกัน โดยกำลังการผลิตติดตั้งกังหันลมนอกชายฝั่งอยู่ที่ 14.2 กิกะวัตต์ พุ่งขึ้น 351% ส่วนกำลังการผลิตติดตั้งกังหันลมบนบกอยู่ที่ 41.6 กิกะวัตต์ในปี 2564 ลดลง 23% จากระดับสูงสุดในปี 2563 เมื่อปีที่แล้ว