การสมัครงานในโลกการทำงานที่เราต่างคุ้นชิน ต้องมีการพิจารณาถึงคุณสมบัติตามแต่ละวิชาชีพที่สมัคร และนอกเหนือจากนั้นก็เป็นการพิจารณาว่าผู้สมัครมีทักษะจำเป็นทั้ง Hard skill และ Soft skill ที่ต้องใช้กับการทำงานหรือไม่ ทว่า ในยุคดิจิทัลนี้ ยังมีอีกหนึ่งโปรไฟล์ของผู้สมัครงานที่หลายบริษัทต่างให้ความสำคัญเพิ่มขึ้นมา นั่นคือการสร้าง Digital Footprint หรือ รอยเท้าบนโลกดิจิทัล ซึ่งสามารถนำไปวิเคราะห์ได้ว่าผู้สมัครมีความเหมาะสมกับตำแหน่งที่เปิดรับรวมไปถึงมีดีเอ็นเอที่ตรงกับที่องค์กรต้องการหรือไม่

และเพื่อเตรียมตัวสร้างโปรไฟล์ รอยเท้าบนโลกดิจิทัล เพื่อให้เป็นที่ต้องการขององค์กรยุคใหม่ วันนี้เรามีเรื่องราวเจาะลึกและเทคนิคการปั้น Digital Footprint ที่ถูกทางมาบอกกัน
รู้กันก่อน Digital Footprint คืออะไร มีกี่แบบ?
ถ้าแปลแบบตรงตัวคือ รอยเท้าหรือร่องรอยที่อยู่ในโลกดิจิทัล หมายถึง ข้อมูลและการกระทำต่างๆ ของเราที่ปรากฎอยู่บนโลกออนไลน์ เช่น ข้อความที่โพสต์ รูปภาพที่แชร์ เว็บไซต์ที่เข้าใช้บ่อย เพจที่กดไลค์ โพสต์ที่กดเซฟ กระทู้ที่กดเข้าไปอ่าน เกมที่ชอบเล่น ฯลฯ ไม่ว่าจะด้วยความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ ไม่ว่าจะใช้งานบนแพลตฟอร์มไหน บนเครื่องมืออะไร ข้อมูลเหล่านี้จะได้รับการบันทึก และสามารถสืบค้นได้ภายหลังไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่ก็ตาม ซึ่ง HR หัวหน้า และผู้ประกอบการสามารถใช้ข้อมูลเหล่านี้ไปประกอบการประเมินเพื่อคัดเลือกบุคลากรเข้าสู่องค์กรได้

โดยร่องรอยที่อยู่ในโลกดิจิทัล แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ ดังนี้
Active Digital Footprint คือ ข้อมูลหรือประวัติที่เราตั้งใจเปิดเผย หรือเป็นข้อมูลที่เราตั้งใจพิมพ์ลงไปบนโลกอินเทอร์เน็ต เช่น ข้อความต่าง ๆ บนโซเชียลมีเดีย การอัปโหลดรูปภาพ การเขียนบล็อก การส่งอีเมล การแชทกับเพื่อน การเซิร์สหาข้อมูล ธุรกรรมออนไลน์ต่าง ๆ เป็นต้น
Passive Digital Footprint คือ ข้อมูลหรือประวัติที่เราไม่ได้ตั้งใจจะเปิดเผย เป็นข้อมูลที่ไม่มีเจตนาจะบันทึก หรือเกิดจากความไม่ตั้งใจต่าง ๆ แต่ข้อมูลส่วนนี้ได้รับการบันทึกและจัดเก็บแบบออนไลน์ไว้ เช่น IP address ประวัติการเข้าชมเว็บไซต์ ประวัติการใช้งาน สถิติการใช้เว็บ การเปิดระบบ GPS เป็นต้น
ทั้งนี้ ร่องรอยที่อยู่ในโลกดิจิทัลของเราจะมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้งานบนโลกอินเทอร์เน็ตนั่นเอง หากมีการเล่นโซเชียลบ่อย ใช้งานเว็บไซต์หลากหลาย มีการค้นหา Google รวมไปถึงเช็คอินตามสถานที่ต่าง ๆ ร่องรอยที่อยู่ในโลกดิจิทัลของเราก็จะยิ่งเยอะตามไปด้วยนั่นเอง
สมัครงานกับองค์กรยุคใหม่ ทำไมต้องดู “รอยเท้าดิจิทัล”
อย่างที่กล่าวไปว่าร่องรอยที่อยู่ในโลกดิจิทัล คือ รอยเท้าที่ปรากฎบนโลกอินเทอร์เน็ต ดังนั้น การคัดเลือกคนเข้าทำงาน HR และเจ้าของกิจการจึงควรตรวจสอบร่องรอยเหล่านี้เสียก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ร่องรอยที่อยู่ในสื่อโซเชียล เพราะข้อมูลที่ได้เหล่านี้จะเป็นส่วนช่วยในการพิจารณาว่าผู้สมัครงานเหมาะสมกับตำแหน่ง และเข้ากับองค์กรได้มากน้อยเพียงใด

จากข้อมูลของ สมาคมการจัดการงานบุคคลแห่งประเทศไทย ในบทความ “รอยเท้าดิจิทัล : ฝ่ายบุคคลเตือน ตัวตนและความคิดเห็นในโลกออนไลน์มีผลต่อการสมัครงาน” กล่าวว่า กว่า 41.19% ขององค์กรที่สำรวจ เริ่มมีการใช้ข้อมูลจากสื่อโซเชียลมีเดียในการประกอบการพิจารณารับบุคคลเข้าทำงานมากขึ้น
โดยเน้นตรวจสอบไปที่สื่อโซเชียลหลักอย่าง Facebook Instagram และ Twitter เนื่องจากสื่อเหล่านี้สามารถเก็บข้อมูลบุคคลได้ทั้งหมด อาทิ ผู้สมัครมีทัศนคติและความคิดเห็นต่อเรื่องราวหรือข่าวสารต่างๆอย่างไร มีความเป็นมืออาชีพหรือไม่ มีทักษะการสื่อสารดีระดับไหน มีประวัติเชื่อมโยงกับคดีอาชญากรรมหรือไม่ มีบุคลิกอย่างไร มีการเหยียดเพศ เชื้อชาติ ศาสนา โพสต์ภาพดื่มสุรา หรือมีพฤติกรรมรุนแรงใด ๆ หรือไม่ มีการนินทาบริษัทหรือเปิดเผยความลับบริษัทเดิมไหม เป็นต้น ทำให้ฝ่ายบุคคลวิเคราะห์ผู้สมัครงานง่ายขึ้น และได้ผลมากกว่าการนั่งสัมภาษณ์และการทดสอบความสามารถแบบเดิมๆ
มาถึงตอนนี้ หลายคนอาจมีคำถามว่าแล้วการตรวจสอบร่องรอยที่อยู่ในโลกดิจิทัล เป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลหรือไม่
ในบทความเดียวกันจาก สมาคมการจัดการงานบุคคลแห่งประเทศไทย ระบุชัดเจนว่าการตรวจสอบร่องรอยในโลกออนไลน์ ไม่ได้เป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล โดยนายกสมาคมการจัดการงานบุคคลฯ อธิบายไว้ว่า เหตุที่ไม่ได้เป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล เพราะเป็นการดูข้อมูลเฉพาะที่มีการตั้งค่าเป็นสาธารณะเท่านั้น ส่วนข้อมูลที่มีการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวไว้ บุคคลอื่นนอกเหนือจากที่กำหนดไม่สามารถเข้าไปดูได้ เนื่องจากจะเป็นการละเมิดกฎหมายว่าด้วยสิทธิส่วนบุคคลนั่นเอง
9 เทคนิคสร้างโปรไฟล์ Digital Footprint ให้ทุกองค์กรสนใจ

รู้จักตนเอง
ก่อนจะปั้นร่องรอยของเราให้เป็นไปดั่งใจ เราต้องรู้ก่อนว่าเราได้ทิ้งร่องรอยอะไรไว้ในโลกอินเทอร์เน็ตบ้าง ซึ่งสามารถสืบค้นได้ด้วยตัวเองจาก Active Digital Footprint ที่เราอัปข้อมูลไป ไม่ว่าจะเป็นรูปโปรไฟล์ทั้งหมดในทุกสื่อโซเชียลของเรา ความคิดเห็นที่เคยโพสต์ไว้ ข่าวที่เคยแชร์ กลุ่มเปิดที่เคยสมัครไว้ คลิปวิดีโอ ที่เคยอัป เป็นต้น ทั้งหมดนี้เพื่อให้เราเข้าใจตัวเองเบื้องต้นก่อนว่าเคยคิด เคยพูด และเคยแสดงพฤติกรรมใดไว้บ้าง และส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับอะไร
ลองค้นชื่อของตัวเองใน Search Engine ต่าง ๆ
การใส่ชื่อตัวเอง รวมไปถึง เบอร์โทรศัพท์ อีเมล และนามแฝงที่สามารถระบุมาถึงตัวเราได้ใน Search Engine ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Google หรือ Facebook ก็เป็นอีกสิ่งที่จะทำให้เข้าถึงทุกข้อมูลที่เกี่ยวกับเราได้ง่ายและไวที่สุด เมื่อค้นเจอข้อมูลของเราแล้ว หากเป็นข้อมูลที่เราไม่ต้องการ ไม่เหมาะสม และคิดว่าอาจส่งผลเสียในอนาคตให้ทำการลบออกทันที หรือหากไม่อยากลบควรตั้งค่าความเป็นส่วนตัวไว้ เพราะหากเราหาเจอได้ง่ายๆ จากการค้นใน Search Engine ฝ่าย HR ก็สามารถค้นเจอข้อมูลนี้ได้เช่นกัน
ตั้งค่าความเป็นส่วนตัวเสมอ
ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ต่างๆ สื่อโซเชียล รวมไปถึงแอปพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต เราควรตั้งค่าไว้เลยว่าจะแชร์ข้อมูลส่วนนี้ให้ใครเข้าถึงได้บ้าง โดยข้อมูลที่มีความเป็นส่วนตัวมากควรตั้งให้เฉพาะคนใกล้ชิดเท่านั้นที่จะทราบ ในกรณีที่เป็นแอปพลิเคชั่น ให้เลือก “Ask App Not to Track” ทุกครั้งจะเป็นการดี เพื่อป้องกันไม่ให้แอปเข้าถึงข้อมูลของเรามากเกินไป การตั้งค่าความเป็นส่วนตัวนี้นอกจากจะส่งผลดีต่อการสมัครงานแล้ว ยังส่งผลดีต่อความปลอดภัยในชีวิตของเราในด้านอื่นๆ อีกด้วย
ปิดบัญชีต่างๆ ที่ไม่ใช้แล้ว
การปิดบัญชีหรือ account ที่เราไม่ใช้แล้วตามเว็บไซต์ต่างๆ รวมไปถึงอีเมลที่เราเลิกใช้ เป็นอีกวิธีหนึ่งที่นอกจากจะช่วยลบข้อมูลที่ไม่จำเป็นออกไปได้แล้ว ยังป้องกันไม่ให้เกิดกรณีบัญชีถูกแฮกแล้วนำไปใช้ในทางที่ไม่ดีหรือผิดกฎหมายได้อีกด้วย

เตือนตัวเองเสมอว่าควรอัปอะไรบ้าง
อย่าลืมว่าทุกสิ่งที่อัปสู่โลกออนไลน์จะมีการบันทึกไว้เสมอ ดังนั้น ก่อนการกดอัปข้อมูลหรือเรื่องราวใด ๆ ต้องคิดให้ดีว่าควรอัปหรือไม่ ไม่ควรใช้สื่อโซเชียลมีเดียเป็นที่ระบายอารมณ์ เพราะข้อความเหล่านั้นอาจย้อนกลับมาทำร้ายตัวเราเองในภายหลังได้ หรือหากต้องการพื้นที่ระบายจริงๆ จะตั้งค่าความเป็นส่วนตัวไว้อ่านคนเดียว เมื่ออารมณ์เย็นลงค่อยกลับมาลบออกภายหลังก็สามารถทำได้
สร้างตัวตนที่ดูน่าเชื่อถือ
เมื่อเราสะสางข้อมูลที่ไม่ต้องการออกไปหมดแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการสร้างตัวตนที่น่าเชื่อถือ หรือเหมาะสมกับตำแหน่งงานที่อยากสมัคร ข้อพึงระวังคือในขั้นตอนนี้ไม่ใช่การพยายามเป็นสิ่งที่ไม่ใช่ตัวเราหรือทำสิ่งที่ไม่ชอบ แต่เป็นการแสดงตัวตนที่ดูเป็นมืออาชีพ มีทักษะ มีความรู้ มีความสนใจ และเหมาะสมกับตำแหน่งงานที่เราต้องการ เพื่อให้ฝ่าย HR เห็นว่าเราเป็นหนึ่งในผู้สมัครที่เหมาะสมนั่นเอง เช่น แชร์บทความความรู้ต่างๆ แชร์ข่าวที่เราสนใจ อัปภาพหนังสือที่ชอบอ่าน เป็นต้น

สร้างแพลตฟอร์มอื่นที่ดูเป็นมืออาชีพ
หากเราไม่ต้องการให้ Facebook หรือสื่อโซเชียลของเราดูจริงจังมากเกินไป และต้องคอยระวังทุกอย่างที่ต้องโพสต์ เราสามารถสร้างแพลทฟอร์มที่ดูเป็นมืออาชีพเพื่อให้ฝ่าย HR เข้าไปพิจารณาข้อมูลและคุณสมบัติการทำงานของเราได้ เช่น LinkedIn หรือเว็บหางานอื่นๆ เมื่อเราสร้างแพลตฟอร์มแยกกัน HR ที่เข้ามาเก็บข้อมูล ก็จะพิจารณาคุณสมบัติและตัวตนของเราได้ง่ายและชัดเจนขึ้น
เปลี่ยนจากชื่อเล่นเป็นชื่อจริง
สำหรับข้อมูลที่เราต้องการนำเสนอเพื่อเสริมภาพลักษณ์ของเราให้ดูดีและน่าเชื่อถือขึ้น ควรใช้ชื่อ-นามสกุลจริง ไม่ว่าจะเป็นภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษในการตั้งโปรไฟล์ เพื่อเวลาที่มีคนมาค้นหาจากชื่อ-นามสกุลของเรา ข้อมูลเหล่านั้นจะได้ปรากฎขึ้นมาทันที
ไม่ใส่ข้อมูลส่วนตัวเยอะเกินความจำเป็น
ไม่ว่าจะเป็นบนเว็บไซต์ สื่อโซเชียลมีเดีย หรือแอปพลิเคชันใดๆ การใส่ข้อมูลส่วนตัวเยอะเกินไปจะทำให้แพลตฟอร์มนั้นๆ มีข้อมูลของเราเยอะเกินความจำเป็น ดังนั้น แนะนำให้ใส่เฉพาะข้อมูลจำเป็น หรือในช่องที่กำหนดไว้ว่าควรใส่ก็เพียงพอ
ที่มา : บทความเรื่อง “Digital Footprint กับการคัดเลือกพนักงานเข้าทำงาน” จากเว็บไซต์ Jobsdb
อัปเดตเทรนด์การสมัครงานในองค์กรยุคใหม่
6 อาชีพเกิดใหม่ พร้อมชี้เป้าสกิลทำเงิน รับการมาของยุค Metaverse
เตรียมตัวอย่างไรให้ได้งาน? รู้ทันคำตอบที่เปลี่ยนไปถ้าจะหางานกับ องค์กรยุคใหม่ ปี 2022
![blueprint-[Recovered]2](https://www.salika.co/wp-content/uploads/2022/05/blueprint-Recovered2-1068x561-optimized.jpg)










