มีบทความหนึ่ง ซึ่งมีความน่าสนใจ เกี่ยวกับ “ชนบท” ในกำเนิด “ภูมิรัฐศาสตร์” ของไทย ช่วงปี พ.ศ. 2549-2554
ผลงานการเขียนของนักวิชาการรุ่นใหม่ “อรรคพล สาตุ้ม” นำมาเล่าสู่แฟน SALIKA ครับ
โดยผู้เขียน คือ “อรรคพล” พัฒนาต่อยอดความคิด “ชุมชนจินตกรรม: บทสะท้อนว่าด้วยกำเนิดและการแพร่ขยายของชาตินิยม” จาก “ภูมิรัฐศาสตร์” ของ “ญี่ปุ่น” เปรียบเทียบกับ “ไทย”
ยกตัวอย่าง “สยาม-ปัญหาพื้นที่ในอดีตของเชียงใหม่” ตั้งแต่ยุคเก็บ “ผักใส่ซ้า-เก็บข้าใส่เมือง” รวมทั้งกรุงเทพฯ มองใจมุมชุมชนชนบท ผ่านเป็นเครือญาติ และระบบอุปถัมภ์
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “สนธิสัญญาไมตรีและพาณิชย์” ค.ศ. 1833 หรือเรียกว่า “สนธิสัญญาโรเบิร์ต” ซึ่งเป็น “สนธิสัญญาฉบับแรก” ที่ “สยาม” ลงนามกับ “สหรัฐฯ”
เนื้อหาของหนังสือสนธิสัญญาไมตรี และข้อตกลงด้านการค้า (พาณิชย์) ส่วนใหญ่มีใจความเหมือนกับ “สนธิสัญญาเบอร์นี” (ค.ศ. 1826) ที่ “อังกฤษ” ได้ทำไว้ก่อนหน้านี้
ทว่า ในสนธิสัญญาฉบับดังกล่าว “สหรัฐฯ” กลับได้รับสิทธิพิเศษเหนือกว่า “อังกฤษ” ในตอนนั้น
โดยมีการเปรียบเทียบต่อมา ถึงบริบทการเคลื่อนไหวทางการเมือง ค.ศ. 1848 ผ่าน “แถลงการณ์พรรคคอมมิวนิสต์” ของ Karl Marx และ Friedrich Engels ซึ่งเขียนขึ้นที่ “ลอนดอน”
ที่กล่าวถึง “ชนชั้นนายทุน” หรือ “กระฎุมพี” ที่ทำให้ “ชนบท” ต้องยอม “ขึ้นต่อ” การปกครองของเมือง โดย “ชนชั้นนายทุน” ได้สร้างเมืองอันใหญ่โตขึ้น
ส่งผลให้ประชากรในเมืองเพิ่มมากกว่าพลเมืองในชนบทมากมาย อันเป็นเหตุให้ประชาชนจำนวนมากพ้นจากภาวะโง่เง่ายากลำบากของชีวิตในชนบท
ขณะเดียวกัน ก็ทำให้ “อนารยประเทศ” หรือ “ประเทศด้อยพัฒนา” (ประเทศล้าหลัง) ต้อง “ขึ้นต่อ” และ “พึ่งพา” ประเทศพัฒนาแล้ว
ทำให้ “ชาวนา” ต้องขึ้นต่อ “ชนชั้นนายทุน” และ “ตะวันออก” ต้องขึ้นต่อ “ตะวันตก”
อย่างไรก็ดี “การปฏิวัติ ค.ศ. 1848” กลับไม่เป็นผลสำเร็จ Karl Marx ถึงกับเขียนถึงความผิดหวังต่อ “ชนชั้นกระฎุมพีอังกฤษ” ซึ่งไม่เป็นพันธมิตรร่วมเปลี่ยนแปลงโลกในครั้งนั้น
โดยเปรียบเทียบกับ “พลเรือเอก Matthew Perry” นายทหารเรือระดับสูงของ “รัฐบาลสหรัฐฯ” ผู้ได้รับการแต่งตั้ง และรับภารกิจสำคัญจากประธานาธิบดี Millard Fillmore
ให้นำกองเรือติดอาวุธทันสมัย บังคับให้ “ญี่ปุ่น” เปิดประเทศผ่าน “สนธิสัญญาคะนะงะวะ” ในปี ค.ศ. 1854
ถือเป็นตัวอย่างเปรียบเทียบ “การปฏิรูป” ของ “ญี่ปุ่น” กับ “สยาม” ได้ดีกรณีหนึ่ง

จากห้วงสมัยของ “พระเจ้ามโหตรประเทศ” เป็นเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ 5 ซึ่งทรงครองราชย์ในระหว่างปี พ.ศ. 2390 ถึงปี พ.ศ. 2397 (ต่อมาในรัชสมัย ร.4 มี “สนธิสัญญาเบาริ่ง” พ.ศ. 2398)
และ “ทูตอเมริกัน” คือ Matthew Perry และ Townsend Harris ได้เปิดเผยเบื้องหลังการเข้าเจรจากับ “สยาม” ในตอนนั้น (สมัย ร.4) ว่าน่าพาเรือปืนมาด้วยจะได้ไม่เสียเวลา!
อย่างไรก็ดี การเจรจากับ “ไทย” ในครั้งนั้นกลับจบลงด้วยดี โดย Townsend Harris และ Matthew Perry ได้เดินทางต่อไปยัง “ญี่ปุ่น” โดยรับตำแหน่ง “กงศุลใหญ่สหรัฐฯ ประจำญี่ปุ่น” เป็นคนแรก
ซึ่งทั้งสองคน ได้เขียนบันทึกชื่นชม “ชนบทสยาม” ใน “สนธิสัญญาแฮริส” ค.ศ. 1856 (พ.ศ. 2399) ในแง่ความสัมพันธ์ระหว่าง “สหรัฐฯ” กับ “ไทย” โดยเปรียบเทียบ “สยาม” และ “ญี่ปุ่น”
ต่อมา ได้มีการเปรียบเทียบอิทธิพลของลัทธิจักรวรรดินิยม ระหว่าง “สยาม” กับ “ญี่ปุ่น” กล่าวถึงความมั่นคงในเชิง “ภูมิรัฐศาสตร์” (Geopolitical Security) ของ “ญี่ปุ่น” ที่ยังคงเปราะบาง
ไม่ต่างไปจากก่อนหน้านี้ (ค.ศ. 1868) ที่มีทั้งกองเรืออังกฤษ กองเรือผสมสหรัฐฯ-ฮอลันดา เข้ามาทำลายเมืองต่างๆ สมัยเมจิ
ต่อมาอาณาจักรรีวกิว ก็ถูกรวมเป็นญี่ปุ่น และชนบทของ “ญี่ปุ่น” ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเท่าไรนัก เพราะ “ชนบท” และ “พลังชาวนา” ถูก “แช่เย็น” ไว้เช่นเดียวกับ “สยาม”
เมื่อผู้เขียนได้เขียนมาถึง สมัย ร.5 ที่เป็น “จุดกำเนิดรัฐชาติ” และการรอดพ้นการตกเป็นอาณานิคม พร้อมกับการสร้างความเป็นศูนย์กลางของรัฐชาติ มีพระนครเป็นเมืองหลวง
“การรถไฟ” ใน “ญี่ปุ่น” กับสมัย ร.5 ได้ถือกำเนิดพร้อมกัน แต่โครงการสร้างทางรถไฟก็ได้รับการกระตุ้นให้การเกิดก่อกบฏในส่วนท้องถิ่นเป็นอย่างมาก และอย่างต่อเนื่องในปี พ.ศ. 2445

เช่น ขบถผู้มีบุญ (ภาคอีสาน) ขบถเงี้ยว (แพร่) รวมถึงพระยาแขกเจ็ดหัวเมือง ซึ่งมีที่มาจากผลกระทบของความไม่เป็นความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในทางชาติพันธุ์
และวัฒนธรรมของสมัย ร.5 ต่างจาก “ญี่ปุ่น” สูงมาก รวมทั้งการสร้าง “ภาษาไทย” หรือ “ภาษากลาง” เป็น “ภาษาทางการ” ด้วย
ในความยาวนานของการเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ผ่านช่วงเวลาสำคัญ เช่น พ.ศ. 2475 หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 สงครามโลกครั้งที่ 2 หลังสงคราม
“ชาวญี่ปุ่น” มีการกระจายอำนาจ มีสิทธิออกเสียงเลือกผู้ว่าราชการจังหวัดตามรัฐธรรมนูญตั้งแต่ปี พ.ศ. 2490 เป็นต้น
โดยผู้เขียนยกตัวอย่างเปรียบเทียบต่อมากับยุคสงครามเย็น ซึ่งส่งอิทธิพลมาจาก “อเมริกา” มาถึง 14 ตุลา 16 และ 6 ตุลา 2519
พลังของวาทกรรมผ่านอำนาจของความรู้ ได้พัฒนาแนวคิดจากผลงานของศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร. Benedict Anderson ในหนังสือ “บ้านเมืองของเราลงแดง: แง่มุมทางสังคมและวัฒนธรรมของรัฐประหาร 6 ตุลาคม” ที่เขียนเมื่อปี พ.ศ. 2520 (ค.ศ. 1977) สะท้อนชนบทต่างจากกรุงเทพฯ
จนกระทั่ง การเปลี่ยนแปลงหลังพฤษภา 2535 หลังรัฐประหารรัฐบาลทักษิณ 2549 ในสมัยรัฐบาลทักษิณ
เมื่อชนชั้นกลางไม่เอาประชาธิปไตย จึงเป็นหน่วยวิเคราะห์ของการรัฐประหารจากพื้นฐานคะแนนเสียงจากชนบท ซึ่งชนชั้นกลางในเมืองไม่ห่วงใยชนบท
เมื่อพรรคไทยรักไทย-พรรคพลังประชาชนถูกยุบพรรค ซึ่งผู้เขียนเห็นการนำเสนอในทำนอง ญี่ปุ่นก็มีการเลือกพรรค และผู้สมัคร ส.ส. แบบความสัมพันธ์ส่วนตัว (หนี้บุญคุณ) ที่มีกับหัวคะแนนที่เป็นผู้อุปถัมภ์
เท่ากับเป็นการขายเสียง ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ควรทำ แต่สภาพเช่นนี้หายไปเรื่อยๆ เพราะสังคมญี่ปุ่นเปลี่ยนไป ก็คิดว่าคาดหวังสังคมไทยในอนาคตคงจะเป็นแบบ “ญี่ปุ่น” มากกว่านี้
ต่อมาในปี พ.ศ. 2554 ได้มีการเสนอให้ยกร่าง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการเชียงใหม่มหานครฯ กล่าวถึงการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นของ “ประเทศญี่ปุ่น” เป็นโมเดลใหญ่ในการร่าง พ.ร.บ.เชียงใหม่มหานคร
สำหรับเปรียบเทียบคาดหวังว่า “เมืองไทย” ของเรานี้ในอนาคต การเมืองก็จะต้องเปลี่ยนแปลงไป

ยกตัวอย่างความฝันของลัทธิเหยียดเชื้อชาติ มีต้นตออยู่ในอุดมการณ์ที่เกี่ยวกับชนชั้นมากกว่าอุดมการณ์เกี่ยวกับชาติ ทำให้เกิดม็อบชาตินิยมสองฝ่ายที่ต่างกัน
กล่าวโดยสรุป การเปรียบเทียบกรณี “ชนบทสยาม” จากมุมประวัติศาสตร์ผ่านกำเนิด “ภูมิรัฐศาสตร์” ต่อ “ชนบทไทย”
จากอดีตสู่ชีวประวัติของ “ชาติไทย” ปัญหาของ “ชนบท” ผ่านมรดกคณะราษฎร มรดกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย มรดกสงครามเย็น มรดกพฤษภา 35 มรดกสองนคราประชาธิปไตย: คนชนบทตั้งรัฐบาล ชนชั้นกลางล้มรัฐบาล
จนกระทั่ง มรดกรัฐประหาร และมรดกหลังรัฐประหาร (พ.ศ. 2549-2554) สะท้อนว่า คนชนชั้นกลางต้องเป็นพันธมิตรกับคนชนบท
อย่างไรก็ตาม หากย้อนดูตัวอย่าง “ญี่ปุ่น” เปรียบเทียบกับ “ไทย” หากทุกฝ่ายยอมรับกติกากลาง
คนชนบท เช่น คน EEC จะได้มี “รถไฟความเร็วสูง” เชื่อม “ชนบท” กับ “เมือง” แบบ “ญี่ปุ่น” ได้ในเร็วๆ นี้













