Monday, August 31, 2026

สาลิกาคาบข่าว Vol.133

นายกฯอ้อนนักธุรกิจอเมริกันเข้า EEC ลงทุนเครื่องมือแพทย์ตั้งฐานผลิต EV

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงบรรยากาศการประชุมสุดยอดอาเซียน-สหรัฐฯว่า มีโอกาสพบปะและพูดคุยกับสภาธุรกิจสหรัฐฯ-อาเซียน (USABC) ในหลายโอกาส พร้อมชื่นชมภาคเอกชนสหรัฐฯ ที่สนับสนุน และมีส่วนร่วมที่แข็งขันในการการเติบโตทางเศรษฐกิจของอาเซียน โดยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา นอกจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 แล้ว สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วน จึงทำให้ต้องกลับมาทบทวนเพื่อก้าวเดินไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง โดยไทยให้ความสำคัญกับการสร้าง “พลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่ออนาคต” ผ่านพื้นที่เขตพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ให้เอกชนสหรัฐมาร่วมลงทุน ผ่านการลงทุนขยายฐานการผลิตในภูมิภาค โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมใหม่ๆ ที่อาเซียนมีศักยภาพและทรัพยากรรองรับ โดยสาขาอุตสาหกรรมที่สามารถร่วมมือกันได้ คือ อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์และบริการทางการแพทย์ โลจิสติกส์อัจฉริยะ และอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ซึ่งไทยมีศักยภาพในการเป็นฐานการผลิตของอุตสาหกรรมกลางน้ำและปลายน้ำที่แข็งแกร่ง มีบริษัทเอกชนสหรัฐฯเข้ามาลงทุนแล้วหลายราย จึงขอเชิญชวนให้ภาคเอกชนสหรัฐฯ พิจารณาลงทุนเพิ่มเติมในกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง และมีความสำคัญต่อห่วงโซ่อุปทาน อาทิ ต้นน้ำของเซมิคอนดัคเตอร์ และอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งไทยมีนโยบายมุ่งสู่การเป็นฐานการผลิต EV ระดับโลก โดยการให้สิทธิประโยชน์แก่ผู้ผลิต EV และผู้พัฒนาระบบนิเวศที่เกี่ยวข้อง อาทิ แบตเตอรี่ ชิ้นส่วนสำคัญ และสถานีชาร์จ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านและสร้างการเติบโตให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ของสหรัฐฯ ได้ด้วย

ปตท. ผนึก “ซาอุดี อารัมโก” สร้างห่วงโซ่ธุรกิจ ต่อยอดพลังงานและเคมีภัณฑ์ป้อนตลาดโลก

นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวภายหลังเป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านพลังงาน ระหว่าง ปตท. กับ บริษัท ซาอุดี อารัมโก (Saudi Aramco Oil Company) บริษัทน้ำมันแห่งชาติของซาอุดีอาระเบีย ว่า การลงนามบันทึกข้อตกลงในครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของ ปตท. ในการกระชับความร่วมมือกับ ซาอุดี อารัมโก ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เพื่อมุ่งสู่ความร่วมมือด้านพลังงานแห่งอนาคต ผนึกความร่วมมือด้านพลังงานในหลายมิติ ทั้งธุรกิจต้นน้ำ ปลายน้ำ รวมถึงการสร้างความร่วมมือด้านพลังงานสะอาด และ ธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ ซึ่งจะเป็นโอกาสในการสร้างสมดุลระหว่างการดูแลความมั่นคงด้านพลังงาน และสร้างโอกาสให้กับประเทศสู่การใช้พลังงานสะอาดในภายภาคหน้าอีกด้วย นายดิษทัต ปันยารชุน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปตท. และ ซาอุดี อารัมโก ได้ร่วมมือทางธุรกิจในการซื้อขายน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ต่างๆ มาอย่างยาวนาน ซึ่งความร่วมมือในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการเสริมสร้างศักยภาพของธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ รวมทั้งเป็นจุดเริ่มต้นของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแล้ว ยังเป็นโอกาสในการสร้างความสัมพันธ์และการเติบโตทางธุรกิจร่วมกัน รวมถึงธุรกิจพลังงานสะอาด สอดคล้องวิสัยทัศน์ Powering Life with Future Energy and Beyond ขับเคลื่อนทุกชีวิตด้วยพลังแห่งอนาคต นายอิบราฮิม อัล-บราห์นิน (Ibrahim Al-Buainain) รองประธานกรรมฝ่ายขาย ธุรกิจการค้าและการวางแผนจัดหา บริษัท ซาอุดี อารัมโก กล่าวว่า ความร่วมมือกับ ปตท. ในครั้งนี้ นับเป็นโอกาสในการเพิ่มขีดความสามารถตลอดห่วงโซ่ธุรกิจ พร้อมทั้งสนับสนุนการต่อยอดธุรกิจปลายน้ำในภูมิภาคเอเชีย เพื่อสนองความต้องการใช้พลังงานและเคมีภัณฑ์ทั่วโลก

กรมศุลฯยกเว้นภาษีนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็กอาจได้ประโยชน์จากเอฟทีเอ

ราคาข้าวโพด
นายชัยยุทธ คำคุณ ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบควบคุมทางศุลกากร ในฐานะโฆษกกรมศุลกากร เปิดเผยว่า จากการที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามมติของคณะกรรมการนโยบายอาหาร ผ่อนปรนมาตรการภาษีนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ภายใต้ WTO ในโควตา ระหว่างเดือนพฤษภาคม – กรกฎาคม 2565 (3 เดือน) ในอัตราภาษีร้อยละ 0 ปริมาณข้าวโพดไม่เกิน 6 แสนตัน หรือร้อยละ 50 ของความต้องการใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และวัตถุดิบทดแทน เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาปริมาณวัตถุดิบที่ใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตอาหารสัตว์ไม่เพียงพอ ดังนั้น กระทรวงการคลัง (กรมศุลกากร) จึงได้ออกประกาศกระทรวงการคลัง ยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ภายใต้องค์การการค้าโลก (WTO) ในโควตา ประเภทพิกัด 1005.90.99 รหัสย่อย 71 โดยจะมีผลบังคับใช้นับจากวันถัดจากวันที่ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา จนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2565 นอกจากนี้ ตามที่ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่พระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ 13) พ.ศ. 2565 เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2565 กำหนดให้ผู้โดยสารที่นั่งแถวตอนหน้าและที่นั่งแถวตอนอื่น ต้องรัดร่างกายด้วยเข็มขัดนิรภัยไว้กับที่นั่งตลอดเวลาในขณะโดยสารรถยนต์ และผู้โดยสารที่เป็นเด็กอายุไม่เกิน 6 ปี ต้องจัดให้นั่งในที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็ก หรือนั่งในที่นั่งพิเศษสำหรับเด็กเพื่อป้องกันอันตราย ทำให้ประชาชนให้ความสนใจในภาษีอากรขาเข้าที่อาจส่งผลต่อราคาของสินค้าดังกล่าว สำหรับ ที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็ก (Car Seat) จัดเป็นของในประเภทพิกัด 9401.80.00 โดยมีอัตราอากรขาเข้า อยู่ที่ร้อยละ 20 แต่หากนำเข้าภายใต้ความตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) ที่ประเทศไทยมีอยู่ก็จะสามารถใช้สิทธิพิเศษยกเว้นอากรขาเข้าได้สำหรับทุกความตกลง อย่างไรก็ตาม การลดอัตราอากรขาเข้าเป็นการทั่วไปให้ต่ำกว่าร้อยละ 20 นั้น เป็นเรื่องนโยบายซึ่งกรมศุลกากรอยู่ระหว่างการหารือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อนำเสนอต่อกระทรวงการคลังและคณะรัฐมนตรี ทั้งนี้เพื่อให้อัตราอากรของที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็กอยู่ในระดับที่เหมาะสม เพื่อประโยชน์ต่อผู้บริโภคและไม่กระทบต่อผู้ผลิตในประเทศ

สภานิสิต ม.บูรพา ประกาศยกเลิกใช้คำนำหน้าระบุเพศ ส่งเสริมความเท่าเทียม

สภานิสิต มหาวิทยาลัยบูรพา และ สโมสรนิสิตคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ ม.บูรพา ประกาศยกเลิกใช้คำนำหน้าระบุเพศ เพื่อส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศในองค์กรฯ โดยเมื่อวันที่ 10 พ.ค.ที่ผ่านมา สภานิสิตมหาวิทยาลัยบูรพา โพสต์เฟซบุ๊ก “สภานิสิต มหาวิทยาลัยบูรพา” ประกาศยกเลิกการใช้คำนำหน้าระบุเพศ โดยระบุว่า
สภานิสิตเริ่มแล้ว !
ประกาศสภานิสิต 001/2565 ในการยกเลิกการใช้คำนำหน้าในการระบุเพศ เพื่อเป็นการส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศภายในองค์กรสภานิสิต
ตามที่สภานิสิตมหาวิทยาลัยบูรพา ได้ให้ความสำคัญในเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ ตั้งแต่ริเริ่มในการผลักดันให้นิสิตที่มีความหลากหลายทางเพศสามารถแต่งกายตามเพศวิถีได้ รวมไปถึงการสวมชุดครุยตามเพศวิถี ซึ่งในปีนี้ก็จะมีการผลักดันความเท่าเทียมทางเพศในมิติอื่น ๆ เช่นเดียวกัน
เรื่องของการยกเลิกการใช้คำนำหน้าก็ถือเป็นอีกเรื่องที่มีความสำคัญ เพราะจะเป็นการเคารพสิทธิ เสรีภาพของเพื่อนสมาชิกสภานิสิต
ทั้งนี้ สภานิสิตพร้อมที่จะเป็นหน่วยงานนำร่อง และเป็นต้นแบบให้กับหน่วยงานต่าง ๆ ภายในมหาวิทยาลัย
ต่อมาวันที่ 12 พ.ค. เพจ “สโมสรนิสิตคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา” ได้ประกาศยกเลิกการใช้คำนำหน้าระบุเพศ โดยระบุว่า
ทางสโมสรนิสิตคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศ จึงขอประกาศยกเลิกการใช้คำนำหน้าระบุเพศ ตามประกาศที่ 029/2565 ตั้งเเต่วันนี้เป็นต้นไป

นักวิจัยค้นพบ ‘นอน 7 ชม.’ เหมาะกับกลุ่มวัยกลางคน-สูงอายุ

(แฟ้มภาพซินหัว : กลุ่มผู้สูงอายุที่ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุในเมืองฉางเต๋อ มณฑลหูหนานทางตอนกลางของจีน วันที่ 27 เม.ย. 2022) // www.xinhuathai.com
ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสารเนเจอร์ เอจจิง (Nature Aging) เมื่อไม่นานนี้ เผยการค้นพบว่าระยะเวลานอนประมาณ 7 ชั่วโมงเหมาะสมสำหรับกลุ่มวัยกลางคนและวัยสูงอายุ ทีมวิจัยจีนจากมหาวิทยาลัยฟู่ตั้น ดำเนินการศึกษาผู้เข้าร่วมอายุ 38-73 ปี จำนวนราว 500,000 คน จากยูเค ไบโอแบงก์ (UK Biobank) ฐานข้อมูลชีวการแพทย์และทรัพยากรการวิจัยของสหราชอาณาจักร และพบความสัมพันธ์แบบไม่ใช่เส้นตรงระหว่างระยะเวลานอน การรับรู้ และสุขภาพจิต ผลการวิเคราะห์เพิ่มเติมเผยว่าระยะเวลานอนที่ไม่เพียงพอและระยะเวลานอนที่มากเกินไป สัมพันธ์อย่างยิ่งกับภาวะความรับรู้เสื่อมถอย ขณะระยะเวลานอนคงที่นำไปสู่ความสามารถในการรับรู้และสุขภาพจิตที่ดีขึ้น เฝิงเจี้ยนเฟิง หนึ่งในนักวิจัยของทีม ระบุว่าผลการศึกษาบ่งชี้ว่าการนอน 7 ชั่วโมงเป็นประจำสามารถพัฒนาทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิตของกลุ่มวัยกลางคนและวัยสูงอายุได้ (ที่มา : ซินหัว)