มาตรการซีโร่โควิด จะปิดกั้นอนาคต ทุเรียนไทยไปจีน จริงหรือ?

ดังที่ทุกคนทราบว่า ในตอนนี้ สาธารณรัฐประชาชนจีน ประกาศชัดเจนว่าได้ใช้มาตรการ Zero Covid “โควิดเป็นศูนย์” หรือการปิดประเทศและล็อคดาวน์เพื่อทำให้ตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19 เป็นศูนย์ ซึ่งมาตรการนี้นอกจากจะส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชาวจีนทั่วประเทศรวมถึงสภาพเศรษฐกิจในประเทศจีนที่ต้องหยุดชะงักลงชั่วคราวแล้ว ยังส่งผลต่อการส่งออกสินค้าไปยังประเทศจีนของไทยด้วย โดยเฉพาะในฤดูกาลนี้ของทุกปี ที่เป็นช่วงเวลาที่ประเทศไทยทำเงินจากการส่งออก ทุเรียนไทยไปจีน ได้อย่างมหาศาล

โดยล่าสุดมีการรายงานข่าวว่า ทางการจีนได้ตรวจพบเชื้อโควิด-19 ปนเปื้อนไปกับ ทุเรียนไทย ที่ส่งออกไปยังประเทศจีน ต่อข่าวนี้ ซึ่ง อลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวในประเด็นท้าทายนี้ว่า
อลงกรณ์ พลบุตร
อลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

“มาตรการ Zero Covid เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโควิดระลอกใหม่ เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการส่งออกผลไม้ไทยที่ประมาทไม่ได้ ซึ่งเวลานี้ทำให้เกิดปัญหาการส่งออกผลไม้ไปจีนทางบกติดขัดอย่างมากเกือบทุกด่านบริเวณพรมแดนจีน-ลาว และจีน-เวียดนาม เช่น ด่านโมฮ่าน ด่านเหอโขว่ ด่านตงชิง ด่านผิงเสียง และด่านโหยวอี้กวน ทำให้ตู้คอนเทนเนอร์หมุนเวียนกลับมาไม่ทัน”

“คณะทำงานแก้ไขปัญหาผลไม้ล่วงหน้าในคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Board) เผย ( 29 เม.ย.) ว่า มีข่าวดีสำหรับชาวสวนทุเรียนและผลไม้ไทยโดยจีนเปิดด่านนำเข้าครบทุกด่านแล้ว ล่าสุดสำนักงานที่ปรึกษาฝ่ายเกษตร กว่างโจวรายงานว่า จีนได้เปิดด่านนำเข้าทุเรียนและผลไม้ไทยในวันนี้อีกด่านหนึ่งคือด่านรถไฟผิงเสียงบริเวณพรมแดน “จีน-เวียดนาม”ซึ่งจะช่วยกระจายการส่งออกทุเรียนและผลไม้ไทยไปตลาดจีนได้มากขึ้น”
“ขณะที่เวลานี้จีนได้เปิดด่านทางบกที่เป็นด่านหลักครบทุกด่านสำหรับการนำเข้าทุเรียนและผลไม้ไทย ได้แก่ ด่านโหย่วอี้กวน ด่านตงซิง ด่านโม่ฮานและด่านรถไฟผิงเสียง นับเป็นข่าวดีสำหรับชาวสวนทุเรียนและผลไม้ของไทย อย่างไรก็ดีขอให้ทุกฝ่ายช่วยกันดูแลอย่าให้มีการปนเปื้อนโควิดและทุเรียนอ่อนโดยเด็ดขาดเพราะจะส่งผลกระทบกับการส่งออกผลไม้ไทยไปจีนได้”

นั่นคือการอัปเดตจากทาง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งดูเหมือนเป็นข่าวที่น่ายินดี ทว่า ในช่วงเวลานี้ ดูเหมือนว่า ปัญหาทุเรียนที่ตรวจพบการปนเปื้อนของเชื้อวิด ถ้าไม่ได้รับการแก้ปัญหานี้อย่างเด็ดขาด ดูท่าว่าการส่งออกทุเรียนไทยไปจีนในปีนี้คงจะไม่สวยงาม ดังนั้น หลายฝ่ายจึงมีการระดมสมอง เพื่อหาทางออกที่สุดที่ช่วยหยุดปัญหานี้ให้ได้ในเร็ววัน

เปิดประเด็นปัญหา “การปนเปื้อนเชื้อโควิด” ของ ทุเรียนไปไทยไปจีน 

เพราะถ้าอ้างอิงตามการรรายงานข่าวของสำนักข่าวซินหัวของจีนล่าสุด ก็ยังคงยืนยันว่า ปี 65 นี้ทุเรียนไทยเข้าสู่ตลาดจีนช้ากว่าปกติและมีราคาสูงขึ้น แต่ผู้บริโภคชาวจีนยังคงเฝ้ารออย่างใจจดใจจ่อ และยังระบุอีกว่า ร้านผลิตภัณฑ์เกษตรและอาหารในเครือเจริญโภคภัณฑ์ ที่เมืองกว่างซี ได้รับทุเรียน 100 กล่อง ถูกกระจายสู่ร้านสะดวกซื้อ ขายให้ลูกค้าขาจร ทั้ง 100 กล่องหมดอย่างรวดเร็ว แม้ราคาจะสูงขึ้นกว่าปีก่อนก็ตาม
ทั้งนี้ ทุเรียนจึงยังคงเป็นผลไม้ยอดนิยมในกลุ่มผู้บริโภคชาวจีน ครองตำแหน่งผลไม้นำเข้าดาวเด่น ปริมาณการบริโภคเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วงหลายปีนี้ การนำเข้าทุเรียนสดในปี 2564 สูงกว่าเมื่อปี 2560 ถึง 4 เท่า ส่วนใหญ่นำเข้าจากไทย พื้นที่นำเข้าหลักคือ กวางตุ้ง กว่างซี และฉงชิ่ง
แต่ต้องยอมรับว่าในปี 2565 นี้ เส้นทางการส่งออกของทุเรียนไทยไปจีนก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ปีนี้กำลังเผชิญความท้าทายจากมาตรการซีโร่ โควิด (Zero Covid) หรือโควิดเป็นศูนย์ของจีน เป็นอุปสรรคสำคัญจากทางการจีนจะตรวจรถทุกคันและสินค้าทุเรียนทุกตู้ที่ส่งผ่านด่านจีน ทำให้การขนส่งติดขัดที่ด่านนำเข้าอย่างหนักในหลายด่านในช่วงที่ผ่านมา ต้องใช้เวลาหลายวัน ทำให้สินค้าเสียหาย
ภาณุศักดิ์ สายพานิช นายกสมาคมทุเรียนไทย ให้มุมมองต่อการป้องกันการปนเปื้อนของเชื้อวิดในทุเรียนไทยไปจีนว่า
ภาณุศักดิ์ สายพานิช
ภาณุศักดิ์ สายพานิช นายกสมาคมทุเรียนไทย

“การป้องกันเชื้อโควิดปนเปื้อนเพื่อส่งทุเรียนและผลไม้ไทยไปจีน ทุกฝ่ายต้องช่วยกันเพิ่มความเข้มงวดในการป้องกันตั้งแต่ระดับสวน ล้ง และในระหว่างการส่งออก ทั้ง GAP Plus และ GMP plus รวมถึงการฆ่าเชื้อก่อนปิดตู้โดยใช้น้ำยาที่ทางการจีนยอมรับ และไม่ให้มีซากของเชื้อเหลืออยู่ ทั้งนี้เพื่อป้องกันปัญหาการถูกระงับนำเข้า ซึ่งหากด่านถูกปิดแค่เพียง 2 สัปดาห์ ก็จะเกิดปัญหากับทุเรียนไทยโดยเฉพาะทุเรียนภาคตะวันออก ที่จะออกสู่ตลาดพีคสุดในเดือน พ.ค.นี้ จะทำให้ล้นตลาดและราคาตกได้”


GAP Plus อีกหนึ่งความพยายามของชาวสวนทุเรียนในภาคตะวันออก สร้างมาตรฐานให้ ทุเรียนไทยไปจีน ปลอดเชื้อโควิด

ต้องยอมรับว่าข่าวการตรวจพบการปนเปื้อนของเชื้อโควิดในทุเรียนไทย เป็นข่าวใหญ่ในภาคการส่งออก ที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต่างพยายามระดมสมองหาทางแก้ไขและปิดช่องว่างนี้ลงให้ได้ เพื่อให้การส่งออก ทุเรียนไทยไปจีน ในปี 2565 เป็นไปได้ตามแผนที่วางไว้
โดยหนึ่งในความพยายามเกิดขึ้นในสวนทุเรียนภาคตะวันออก แหล่งปลูกทุเรียนสำคัญของไทย โดยในการจัดงาน “เปิดฤดูกาลหมอนทองภาคตะวันออก ดีเลิศที่คุณภาพ ดีเยี่ยมเพื่อส่งออก : Eastern Monthong Best Quality” ได้ประกาศให้ทราบถึงวันเริ่มต้นตัดทุเรียนพันธุ์หมอนทองของภาคตะวันออก ประจำปี 2565 ที่ทำให้ภาพลักษณ์ทุเรียนไทยในสายตาผู้บริโภคชาวจีนเริ่มฟื้นคืนกลับมา ด้วยมาตรการ GAP Plus…Good Agricultural Practices+Zero Covid หรือการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีบวกด้วยมาตรการป้องกันการระบาดของโรคติดเชื้อโควิด
โดยมาตรฐาน GAP Plus นี้ไม่ได้แก้เฉพาะปัญหาการปนเปื้อนของเชื้อโควิดในทุเรียนเท่านั้น แต่ยังแก้ปัญหา “การตัดทุเรียนอ่อน” หรือทุเรียนที่ยังไม่ได้มาตรฐานส่งขาย ซึ่งเป็นปัญหาคลาสสิคในวงการค้าขายทุเรียนไทยมานานด้วย
เข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง
เข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร
เข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร อธิบายว่า

“ทุเรียนบ้านเราที่ส่งไปประเทศจีนมักจะมีปัญหาเรื่องทุเรียนอ่อน ที่คนจีนเรียกว่าทุเรียนเนื้อขาว เพราะยังสุกแก่ไม่เต็มที่ คนจีนเลยได้กินแต่ทุเรียนไม่มีคุณภาพ แถมไม่ได้กินทุเรียนแท้ๆแบบคนไทยเลย เราเลยถูกร้องเรียนกัน”

“ที่ผ่านมาเราพยายามหาวิธีการแก้ปัญหามาโดยตลอด ใช้ทั้งไม้นวม ไม้แข็ง ใช้กฎหมายดำเนินคดี แต่ยังไม่ได้ผลเต็มที่ ปีที่แล้วเลยมีการกำหนดมาตรการใหม่นั่นคือ กำหนดวันตัดทุเรียนแต่ละพันธุ์ สวนไหนจะตัดทุเรียนก่อนวันกำหนดต้องมีการตรวจสอบเสียก่อนว่าทุเรียนได้อายุที่จะตัดขายแล้วหรือยัง ถึงจะได้ใบอนุญาตตัดทุเรียนไปขายได้ พร้อมกับมีมาตรการ GAP สวนทุเรียนที่จะส่งออกไปยังประเทศจีนจะต้องได้มาตรฐาน GAP”

“จนมาในปีนี้ทางการจีนออกมาตรการใหม่ Zero Covid ทุเรียนที่จะเข้าประเทศจีนได้ต้องไม่มีเชื้อโควิดติดไปกับทุเรียนโดยเด็ดขาด ฉะนั้น กระบวนการเก็บเกี่ยวในทุกขั้นตอนตั้งแต่ในสวน ล้ง การขนส่ง จะต้องปลอดเชื้อโควิด”
“สำหรับมาตรการระดับสวนซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของกรมส่งเสริมการเกษตร ได้วางข้อกำหนดให้แต่ละสวนต้องมีจุดตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายอย่างน้อย 1 จุด…มีจุดล้างมือพร้อมน้ำยาล้างมือหรือเจลแอลกอฮอล์อย่างน้อย 1 จุด มีแนวกั้นบริเวณอาณาเขตของสวน และมีจุดเข้าออกทางเดียว”

“การเข้าออกของแรงงานและคนในสวน ห้ามไม่ให้แรงงานออกจากสวน หรือถ้ามีการออกจากสวนต้องผ่านการตรวจวัดอุณหภูมิ หรือมีมาตรการดำเนินการอื่นๆห้ามบุคคลภายนอกเข้าออกสวนโดยไม่มีความจำเป็น และถ้ามีการเข้าออกต้องผ่านการคัดกรอง และมีการจดบันทึกทั้งคนและรถที่ผ่านเข้าออก”
“แรงงานและผู้เกี่ยวข้องในสวนต้องได้รับการฉีดวัคซีนอย่างน้อย 2 เข็ม มีการสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาและทุกคน…มีการตรวจ ATK ทุก 7 วัน ทั้งเจ้าของสวน แรงงาน และคนเข้าออกสวนต้องมีใบ รับรองผลตรวจ ATK…มีการสวมถุงมือที่สะอาดในขณะที่มีการปฏิบัติงานในสวน ต้องมีการเว้นระยะห่างของบุคคลอย่างน้อย 1 เมตร และมีการจดบันทึกทุกขั้นตอนในแต่ละวัน ได้แก่ การเข้าออกสวน ผลตรวจ ATK การวัดอุณหภูมิ การฉีดวัคซีน เป็นต้น”

“มาตรการที่เรากำหนดขึ้นมานี้ เพื่อป้องกันเชื้อโควิดจากคนไม่ให้มีโอกาสหลุดรอดติดไปกับทุเรียน โดยเฉพาะในช่วงที่มีการตัดทุเรียนขาย เพราะเป็นระยะที่คนมีโอกาสสัมผัสทุเรียนมากที่สุด แม้จะดูเป็นมาตรการที่เข้มงวดเกินไปสักหน่อย แต่เราจำเป็นต้องทำ เพราะทุเรียนของไทยมีตลาดหลักอยู่ที่จีนมากถึง 70% ถ้าเราไม่ทำตามมาตรการที่เขากำหนดมา เพราะถ้าเราไม่ทำ ทุเรียนส่งไปจีนไม่ได้ เกษตรกรจะเสียหายมาก”
อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรบอกอีกว่า จากความสำเร็จที่ทำให้กลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่ทุเรียนในภาคตะวันออกร่วมแรงร่วมใจช่วยกันปฏิบัติตามมาตรการ GAP Plus เป็นอย่างดี จนทำให้ทุเรียนภาคตะวันออกได้รับการตอบรับจากชาวจีนเป็นอย่างดี ทั้งในเรื่องทุเรียนและปลอดโควิด ขั้นต่อไปจะนำมาตรการนี้ ไปใช้กับสวนทุเรียนภาคใต้ที่ใกล้จะถึงฤดูเก็บเกี่ยวในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า เพื่อเกษตรกรจะได้ไม่มีปัญหาเรื่องส่งออกไม่ได้อีกต่อไป

ถ้าทุเรียนไทยพร้อม ปลอดโควิด จีนก็พร้อมเปิดทุกด่าน ทางบก ทางราง ทางอากาศ รับการมาของราชาผลไม้ไทย

ดังที่เกริ่นข้างต้นว่า ด้วยความก้าวหน้าของการพัฒนาการขนส่งทุกด้านที่มีจุดหมายปลายทางที่ประเทศจีน ทำให้ด่านต่างๆ ทั้งทางอากาศ ทางบก ทางราง ต่างอ้าแขนรับ “ทุเรียนไทยปลอดโควิด” กันแแบบพร้อมเรียง
อย่างล่าสุด เมื่อ รถไฟ ลาว-จีน เปิดใช้งาน ก็เป็นการเปิดโอกาสให้กับผลิตผลทางการเกษตรของไทย ด้วยระยะเวลาที่รวดเร็วในการขนส่งและต้นทุนที่ถูกลง เพราะการขนส่งทางรถไฟจึงเป็นหนึ่งในทางเลือกที่ดีในการขนส่งสินค้าจำนวนมากและราคาไม่สูงจนเกินไป โดยล่าสุด ไทยส่งทุเรียน 425 ตัน มูลค่า 75 ล้าน ไปจีนแล้ว
ทั้งนี้เส้นทางการส่งออกทุเรียนไทยไปจีนทางรางนี้ เริ่มจาก การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) จัดรถไฟขบวนพิเศษ จากมาบตาพุด จังหวัดระยอง ถึงจังหวัดหนองคาย และขนส่งต่อไปยังสถานีท่านาแล้ง ใน สปป.ลาว จากนั้นเปลี่ยนการขนส่งไปบนเส้นทางรถไฟจีน-ลาว จากสถานีเวียงจันทร์ใต้ ไปยังปลายทางประเทศจีน ในโครงการขนส่งผลไม้ (ทุเรียน) ส่งออกทางรถไฟไปจีน
การส่งออกทุเรียนล็อตล่าสุดนี้ เกิดขึ้นเมื่อ 25 เม.ย. 65 โดยการรถไฟฯ ให้การสนับสนุน บริษัท เก้าเจริญ เทรน ทรานสปอร์ต จำกัด ในการขนส่งทุเรียนส่งออกทางรถไฟ จำนวน 25 ตู้ จำนวน 425 ตัน มูลค่า 75 ล้านบาท ไปสู่ประเทศจีน โดยใช้ตู้คอนเทนเนอร์ควบคุมอุณหภูมิพร้อมติดตั้งเครื่องทำความเย็นในตัว
การนำส่งผลไม้ในครั้งนี้ เป็นผลไม้มาจากแหล่งผลิตในพื้นที่ ภาคตะวันออกจังหวัดระยอง จันทบุรี และตราด ตรงสู่ประเทศจีนได้อย่างรวดเร็ว ช่วยให้เกษตรกรชาวสวนไม่ได้รับผลกระทบจากปัญหาผลไม้ล้นตลาด และที่สำคัญยังสามารถลดระยะเวลาการเดินทาง ลดการสัมผัสเชื้อโรค ประหยัดต้นทุนการขนส่ง และรักษาสภาพสินค้าส่งออกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อลงกรณ์ พลบุตร ในฐานะประธานคณะทำงานของคณะกรรมการบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Board) กล่าวเพิ่มเติมว่า

“การส่งทุเรียนครั้งนี้ เป็นการขนส่งระบบผสมผสาน “ราง-รถ” โดยรถบรรทุกคอนเทนเนอร์รุ่นใหม่บรรทุกทุเรียนที่ผ่านการตรวจสอบโรคพืชไม่มีทุเรียนอ่อนและปลอดการปนเปื้อนโควิด เดินทางจากภาคตะวันออกถึงจังหวัดหนองคายข้ามแม่น้ำโขงที่สะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่1 ไปถ่ายตู้ที่ท่าบกท่านาแล้ง ก่อนลำเลียงไปขึ้นแคร่รถไฟที่สถานีเวียงจันทน์ใต้แล้วเดินทางไปยังสถานีรถไฟนาเตยในแขวงหลวงน้ำทา ก่อนยกขึ้นรถบรรทุกคอนเทนเนอร์เดินทางต่อไปด่านบ่อเต็นข้ามพรมแดน “ลาว-จีน” ไปตรวจโรคพืชและโควิดที่ด่านโมฮ่านในมณฑลยูนนาน”
ส่วนการขนส่งทางอากาศ รายงานข่าวล่าสุดจากทาง ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน ณ นครหนานหนิง ระบุว่า
“ล่าสุด อาคารคลังสินค้าท่าอากาศยานอู๋ซวีนครหนานหนิง ได้มีประกาศแจ้งกับผู้ประกอบการทราบเกี่ยวกับการเปิดดำเนินการของ “ด่านนำเข้าผลไม้” ประจำท่าอากาศยานหนานหนิงอย่างเป็นทางการ โดยข้อความส่วนหนึ่งในประกาศแจ้งว่าคุณสมบัติของการเป็นด่านนำเข้าผลไม้ของท่าอากาศยานอู๋ซวีนครหนานหนิงได้ผ่านการอนุมัติจาก GACC แล้ว และมีความพร้อมสำหรับการดำเนินการนำเข้าผลไม้แล้ว โดยจะเริ่มให้บริการอย่างเป็นทางการในวันที่ 13 พฤษภาคม 2565 เวลา 13.00 น. เป็นต้นไป”
“โดย ท่าอากาศนานาชาติอู๋ซวีนครหนานหนิง” (Nanning Wuxu International Airport/南宁吴圩国际机场) เป็นอีกหนึ่ง ‘ทางเลือก’ สำหรับผู้ส่งออกไทยไปยังประเทศจีน เนื่องจากท่าอากาศยานแห่งนี้มีข้อได้เปรียบด้านทำเลที่ตั้งใกล้ไทย ใช้เวลาทำการบินเพียงประมาณ 2 ชั่วโมง เป็นตลาดใหม่ที่ยังมีคู่แข่งไม่มาก โดยผู้ส่งออกไทยสามารถใช้โครงข่ายคมนาคมขนส่งที่มีความสมบูรณ์ทันสมัยของ “นครหนานหนิง” ในการกระจายสินค้าไปจำหน่ายยังพื้นที่อี่นทั่วประเทศจีนได้”

“และที่สำคัญ ท่าอากาศยานหนานหนิงเป็นอีกช่องทางที่จะช่วยหลีกเลี่ยงปัญหารถบรรทุกแออัดบริเวณด่านพรมแดนกว่างซี-เวียดนามได้อีกด้วย”
“นอกจากผลไม้ที่ได้รับความนิยมในหมู่ผู้บริโภคชาวจีนอย่างทุเรียน มังคุดแล้ว ท่าอากาศยานหนานหนิงจะช่วยสร้าง “โอกาส” ให้กับผลไม้ไทยที่มีศักยภาพชนิดอื่นๆ ที่ผู้บริโภคชาวจีนยังไม่รู้จักมากนัก รวมถึงผลไม้เกรดพรีเมียม และผลไม้ที่มีเงื่อนไขด้านเวลาและการขนส่ง (บอบช้ำง่าย เน่าเสียง่าย) อาทิ ลองกอง ขนุน ชมพู่ มะม่วงน้ำดอกไม้”
ไม่เพียงเท่านั้น สำหรับ เมืองสำคัญ อย่าง เมืองเซินเจิ้นที่เป็นเมืองท่าและได้ชื่อว่ามีการนำเข้าทุเรียนมากที่สุดในจีนยังพร้อมเปิด 3 ด่าน ได้แก่ ท่าเรืออ่าวเซินเจิ้น (Shenzhen Bay Port) เป็นด่านทางบกที่ติดกับเขตบริหารพิเศษฮ่องกง ท่าเรือเสอโข่ว (Port of Shekou) เป็นท่าเรือที่มีเส้นทางเดินเรือระหว่างท่าเรือแหลมฉบังกับท่าเรือเสอโข่วเฉลี่ยวันละ 1–4 เที่ยว ใช้ระยะเวลาขนส่ง 6–11 วันและท่าอากาศยานนานาชาติเซินเจิ้น เป่าอัน (Shenzhen Bao’an International Airport) เป็นท่าอากาศยานที่มีเที่ยวบินขนส่งสินค้าระหว่างท่าอากาศยานสุวรรณภูมิกับท่าอากาศยานนานาชาติเซินเจิ้น เป่าอัน ซึ่งมีบริษัท S.F. เป็นบริษัทขนส่งสินค้า ซึ่งรองรับน้ำหนักบรรทุกประมาณ 25 ตัน/เที่ยว และมีการขนส่งสัปดาห์ละ 6 เที่ยว (ยกเว้นวันเสาร์) เพื่อนำเข้าทุเรียนและผลไม้ไทยไปจีนด้วย

อ้างอิง :


มีอีกหลายมิติที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของ ทุเรียนไทย

“อีเอฟซี” วิถีใหม่ขายทุเรียนตลอดทั้งปี

ถอดบทเรียนการส่งเสริม ทุเรียนไทย ที่ต้องทำครบทุกมิติ แล้ว ตลาดผลไม้ไทย จะไปได้ไกลกว่าเดิม

เรียนรู้จาก ‘ทุเรียน ราชาผลไม้ไทย’ ตัวแทนสินค้าเกษตรไทย ฝ่าวิกฤตโรคระบาดได้ ด้วยยอดส่งออกสูงต่อเนื่อง

Previous articleเป้าหมายการ Reskill-Upskill แรงงานไทย ทำอย่างไรให้รอบด้านและทั่วถึง
Next articleสาลิกาคาบข่าว Vol.134
mm
เริ่มต้นขีดเขียนในฐานะ สื่อมวลชน กับงานผู้สื่อข่าวประจำกองประชาสัมพันธ์ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ในปี 2546 ก่อนไปหาประสบการณ์ชีวิตที่เมลเบิร์น ออสเตรเลียมา 1 ปี และกลับมายึดอาชีพ “นักเขียน” จริงจัง กับการเป็น กองบรรณาธิการนิตยสารชีวจิต 3 ปี หลังจากนั้นคิดว่าน่าจะเปลี่ยนสายไปทำงานในบริษัท PR agancy ได้ 6 เดือน เมื่อรู้ว่าไม่ถูกจริต เลยออกมาเป็นนักเขียนฟรีแลนซ์ประจำกองบรรณาธิการนิตยสารฟีลกู้ดอย่าง Happy+ อยู่ 1 ปี สัมภาษณ์ทั้งดาราและคนบันดาลใจ ก่อนเข้าสู่ระบบงานประจำอีกครั้งกับนิตยสาร MBA กับการเป็นนักเขียนที่รับผิดชอบในเซคชั่นหลักสูตร MBA ของสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ สั่งสมประสบการณ์อยู่ 3 ปี ก็ได้เวลา Upskill สู่งาน Online content writer ที่ใช้ความชอบและความหลงใหลในการถ่ายทอดเรื่องราวดีๆ ความรู้ใหม่ๆ ในยุค Education 4.0 อุตสาหกรรมทางการแพทย์ ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ และการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์