ผ่ายุทธศาสตร์การท่องเที่ยว “ซาอุดีอาระเบีย” จากประเทศที่ไร้ชื่อด้าน Tourism ระดับโลก จะโกยเม็ดเงินจากอุตสาหกรรมนี้ได้อย่างไร

การลงทุนในภาคการท่องเที่ยวเป็นหนึ่งในเสาหลักของวิสัยทัศน์ซาอุดีอาระเบียปี 2030 (Saudi Vision 2030) และเป็นข้อพิสูจน์ถึงความพากเพียรที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศมหาเศรษฐีแห่งตะวันออกให้ก้าวเดินไปข้างหน้าเพื่อไม่ให้หวังพึ่ง “น้ำมัน” เป็นฟันเฟืองหลักเพียงอย่างเดียว แต่จะทำอย่างไรในเมื่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวของราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย ไม่ได้มีชื่อเสียงระดับโลก เหมือนอย่างประเทศไทย ที่ติด Top 10 ประเทศที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติมาเยือนมากที่สุดในโลก ประจำปี 2020


การลงทุนในภาคส่วนนี้มีส่วนช่วยในการสร้างโอกาสการลงทุนที่สร้างผลกำไรให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ แต่ซาอุดีอาระเบียไม่ได้ถือว่าภาคการท่องเที่ยวเป็นเพียงตัวขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ยังเป็นสะพานเชื่อมวัฒนธรรมกับโลกด้วย โดยคาดว่าจะสามารถยกระดับความเข้าใจและความเคารพร่วมกันได้
ทั้งนี้ การท่องเที่ยวเป็นหนึ่งในภาคส่วนที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก ในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา ภาคการท่องเที่ยวขยายตัวโดยเฉลี่ยเกินค่าเฉลี่ยของภาคอุตสาหกรรมทั่วโลก และตามสถิติของ World Travel and Tourism Council ภาคส่วนนี้มีส่วนทำให้เกิดผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) โดยเฉลี่ยประมาณ 10% ทั่วโลก
ในปีที่แล้ว อัตราการเติบโตของนักท่องเที่ยวอยู่ที่ 3.9% ในขณะที่เศรษฐกิจโลกเติบโต 3.2% และคาดว่าภาคการท่องเที่ยวจะเติบโต 3.7% ภายในปี 2029 ซึ่งจะมีส่วนสนับสนุนเศรษฐกิจโลกมากกว่า 13 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือคิดเป็นสัดส่วน 11.5% ของจีดีพีโลก
สำหรับภาคการท่องเที่ยวสนับสนุนงาน 319 ล้านตำแหน่งทั่วโลก และในระดับนานาชาติ ภาคการท่องเที่ยวถือเป็นภาคส่วนที่ครอบคลุมมากที่สุดในแง่ของการมีร่วมของเยาวชนและสตรีในสัดส่วนที่มากที่สุดเมื่อเทียบกับจำนวนแรงงานทั้งหมด
จึงไม่แปลกใจที่ซาอุดิอาระเบียจะปักหมุดเพื่อขับเคลื่อนภาคส่วนนี้อย่างจริงจัง ให้เป็นอีกขาหลักของเศรษฐกิจในอนาคต และเพื่อลดการพึ่งพาการส่งออกน้ำมัน
ขณะที่สถิตินักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังซาอุดีอาระเบียในปี 2019 อยู่ที่ 19.849 ล้านคน เพิ่มขึ้น 16.93% จากปี 2018

มุ่งพัฒนาภาคการท่องเที่ยวและมอบประสบการณ์การท่องเที่ยวที่โดดเด่นให้แก่นักท่องเที่ยว

ขณะนี้ซาอุดีอาระเบียอยู่ระหว่างการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและบริการหลักในราชอาณาจักรโดยมีเป้าหมายเพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นในลักษณะที่สอดคล้องกับกลยุทธ์การท่องเที่ยวในราชอาณาจักร โดยจะมีการสร้างห้องพักในโรงแรมทั้งหมด 150,000 ห้อง ในอีก 3 ปีข้างหน้า ซึ่ง 70% ของโรงแรมเหล่านี้จะดำเนินการโดยภาคเอกชน
ไม่เพียงเท่านี้ซาอุดีอาระเบียยังร่วมมือกับนักลงทุนในและต่างประเทศ รวมถึงกองทุนเพื่อการลงทุนในท้องถิ่น และกองทุนพัฒนาการท่องเที่ยว ในการพยายามสร้างห้องพักในโรงแรม 500,000 ห้อง ทั่วราชอาณาจักรภายในปี 2030
นอกจากนี้ ยังมีการลงนามบันทึกความเข้าใจหลายฉบับซึ่งมีมูลค่ารวมกว่า 115 พันล้านริยาล (ราว 1,058 พันล้านบาท) เพื่อปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานและเพิ่มจำนวนห้องพักในโรงแรมที่มีอยู่ ขณะเดียวกันก็พยายามที่จะเพิ่มความสามารถในการรองรับของสนามบินของราชอาณาจักรให้สามารถรองรับผู้โดยสารได้มากกว่า 100 ล้านคนต่อปี

ผลกระทบของโควิด-19 ต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของซาอุดีอาระเบีย

ภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่เกิดจากการระบาดใหญ่ส่งผลกระทบอย่างมากต่อภาคการท่องเที่ยว โดยเฉพาะภาคการบินและการโรงแรม ที่มีผู้โดยสารลดลง 26 ล้านคน และมีงานกว่า 200,000 ตำแหน่ง ที่ได้รับผลกระทบ
ราชอาณาจักรได้เสนอความคิดริเริ่มเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมนี้ด้วยเงินจำนวน 120 พันล้านริยาล (ราว 1,104 พันล้านบาท)
ขณะที่ชาวซาอุดิอาระเบียในภาคส่วนนี้ได้รับประโยชน์จากโครงการริเริ่มเพื่อสนับสนุนเงินเดือนของธุรกิจภาคเอกชนคิดเป็นมูลค่ารวม 9 พันล้านริยาล (ราว 82.8 พันล้านบาท) ซึ่งการสนับสนุนนี้ยังมุ่งเป้าไปที่ภาคการท่องเที่ยวด้วย รวมถึงเก็บค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวและเทศบาลลดลง
นอกจากนี้ บรรดาโรงแรมต่างๆ ในซาอุดีอาระเบียได้ต้อนรับพลเมืองมากกว่า 50,000 คน ที่เดินทางกลับมายังราชอาณาจักร โดยมีห้องพักของโรงแรมมากกว่า 13,000 ห้อง เข้าร่วมโครงการ เพื่อเปิดให้พลเมืองที่คืนถิ่นในช่วงโควิด-19 ได้พำนักเป็นระยะเวลาระหว่าง 1-2 สัปดาห์
ด้วยจุดประสงค์เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวในท้องถิ่น ราชอาณาจักรจึงได้เปิดตัวฤดูร้อนของซาอุดีอาระเบีย หรือ Jeddah Season 2022 เทศกาลศิลปะวัฒนธรรมและความบันเทิงของเมืองซาอุดีอาระเบียที่ครอบคลุม 10 สถานที่ท่องเที่ยวที่มีคุณภาพของราชอาณาจักร โดยจัดขึ้นเป็นเวลานานถึง 2 เดือน เริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายนนี้ มีกำหนดการจัดงาน 2,800 งาน ซึ่งสะท้อนถึงวัฒนธรรมและมรดกอันรุ่มรวยของเจดดาห์ ตลอดจนเน้นย้ำถึงการเติบโตของเมืองนี้ในฐานะสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของภูมิภาคตะวันออกกลาง

ยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวในราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย

รัฐบาลซาอุดีอาระเบียได้รับรองยุทธศาสตร์ชาติด้านการท่องเที่ยว ซึ่งเน้นที่สอดคล้องกับเป้าหมายวิสัยทัศน์ของซาอุดิอาระเบีย 2030 โดยตั้งเป้าที่จะเพิ่มการมีสัดส่วนของภาคการท่องเที่ยวในจีดีพี จากอัตราปัจจุบันที่ 3%เป็นมากกว่า 10% ภายในปี 2030
ไม่เพียงเท่านี้ ภาคการท่องเที่ยวของซาอุดีอาระเบียยังตั้งเป้าสร้างงานเพิ่มอีก 1 ล้านตำแหน่ง เพื่อให้มีงานถึง 1.6 ล้านตำแหน่ง ในภาคการท่องเที่ยวภายในปี 2030 เช่นกัน
ขณะเดียวกัน ราชอาณาจักรได้เปิดตัววีซ่า On Arrival (วีซ่าที่ผู้ถือหนังสือเดินทางสามารถขอได้ ณ ช่องทางอนุญาตของด่านตรวจคนเข้าเมืองในประเทศ เพื่อการท่องเที่ยว โดยที่ไม่ต้องทำวีซ่าล่วงหน้า) ซึ่งพลเมืองของ 49 ประเทศ สามารถรับวีซ่านักท่องเที่ยวทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ ในขณะที่ผู้ถือวีซ่าสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และเชงเก้นสามารถรับวีซ่าเมื่อเดินทางมาถึง ส่วนประเทศอื่นๆ สามารถยื่นขอวีซ่าผ่านตัวแทนของอาณาจักรในประเทศของตนได้
โดย 49 ประเทศนี้ คิดเป็นสัดส่วน 80% ของค่าใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวทั่วโลก และคิดเป็นสัดส่วนของผู้เดินทางท่องเที่ยวแบบหรูหราราว 75% ของทั่วโลก

อีกหนึ่งยุทธศาสตร์เพื่อส่งเสริมภาคการท่องเที่ยวที่สำคัญของซาอุดีอาระเบีย คือ การจัดตั้งกองทุนเพื่อการลงทุนด้านการท่องเที่ยว (Tourist Investment Fund) ที่มีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นการลงทุนของนักท่องเที่ยวในราชอาณาจักร ขยายแหล่งรายได้ เพิ่มสัดส่วนของภาคการท่องเที่ยวในจีดีพี และสร้างงานให้กับพลเมืองทั้งชายและหญิงซาอุดิอาระเบียในภาคการท่องเที่ยวมากขึ้น รวมถึงเพื่อเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวให้บรรลุเป้าหมายด้วย
ทั้งนี้ กองทุน Tourist Investment Fund จัดตั้งขึ้นด้วยทุนจดทะเบียน 15 พันล้านริยาล (ราว 137.7 พันล้านบาท) กองทุนนี้ยังได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจกับธนาคารในท้องถิ่นเพื่อสนับสนุนโครงการด้านการท่องเที่ยวด้วยเงินอย่างน้อย 150 พันล้านริยาล (ราว 1,376.37 พันล้านบาท) อีกด้วย
จากการที่เป้าหมายที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งของกองทุนนี้คือการสนับสนุนและส่งเสริมการลงทุนของนักท่องเที่ยวในราชอาณาจักร ทำให้กองทุนนี้เปิดรับความร่วมมือกับนักลงทุนโดยตรง เพื่อสนับสนุนโครงการท่องเที่ยวต่างๆ ที่อาจนำไปสู่การพัฒนาภาคการท่องเที่ยวในพื้นที่ต่างๆ ของราชอาณาจักร รวมทั้งการสนับสนุนธุรกิจต่างๆ ในอุตสาหกรรมนี้ เช่น โรงแรม ร้านอาหาร การพัฒนาสถานที่ท่องเที่ยว การต้อนรับโดยทั่วไป และผู้จัดทริป (บริษัททัวร์) ขณะเดียวกันกองทุนนี้ยังพยายามที่จะทำให้สภาพแวดล้อมการลงทุนน่าสนใจยิ่งขึ้นสำหรับภาคเอกชนและให้การสนับสนุนเพื่อรับผลกำไรมากขึ้นซึ่งจะสร้างโอกาสการลงทุนที่ใหญ่ขึ้นในราชอาณาจักรผ่านการปรับปรุงสถานที่ท่องเที่ยวให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติเพื่อการท่องเที่ยว

ซาอุดีอาระเบียสามารถเป็นผู้นำการท่องเที่ยว รายต่อไปในตะวันออกกลางได้หรือไม่?

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ซาอุดีอาระเบียได้ใช้ความพยายามอย่างมากในการกระจายเศรษฐกิจของตนจากน้ำมัน ก่อนหน้านี้ เฉพาะผู้ที่มีวีซ่าธุรกิจ ผู้แสวงบุญทางศาสนา และแรงงานต่างด้าวเท่านั้นที่สามารถเดินทางเข้าอาณาเขตของซาอุดิอาระเบียได้ การตัดสินใจของราชอาณาจักรในปี 2019 ในการออกวีซ่านักท่องเที่ยว และการตัดสินใจในปี 2020 เพื่ออนุญาตให้นักท่องเที่ยวที่มีวีซ่าสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และเชงเก้นอยู่แล้ว คาดว่าจะส่งผลกระทบเชิงบวกในระยะยาวต่อตลาดการท่องเที่ยว กอรปกับวิสัยทัศน์ระยะยาวโดยมุ่งเน้นที่การเติบโตด้านการท่องเที่ยวและได้ลงทุนครั้งใหญ่ในโครงการนี้ดังที่กล่าวมา จึงเห็นได้ชัดเจนว่าเส้นทางในอนาคตของซาอุดีอาระเบียในตลาดท่องเที่ยวโลกนั้นสดใสยิ่งนัก
จากข้อมูลของสภาการเดินทางและการท่องเที่ยวโลก (WTTC) คาดว่าซาอุดีอาระเบียจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติถึง 22.1 ล้านคนภายในปี 2025 ซึ่งมากกว่านักท่องเที่ยวปัจจุบันของดูไบเกือบ 40%
ศักยภาพของซาอุดิอาระเบียในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวยังถือว่าพัฒนาได้อีกมาก เพราะไม่ได้หวังพึ่งพาแต่เพียงแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมหรือสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่มีอยู่เดิมเท่านั้น แต่ยังเดินหน้าลงทุนกิกะโปรเจกต์ต่างๆ อีกมากมาย อาทิ การสร้างภูมิทัศน์การบริการรูปแบบใหม่
ในกรณีนี้ โครงการสันทนาการขนาดใหญ่หลายแห่งกำลังเกิดขึ้นบนชายฝั่งตะวันตก ซึ่งดูเหมือนว่าจะได้รับเลือกจากรัฐบาลให้กลายเป็นพื้นที่พักผ่อนแห่งใหม่ของประเทศด้วยความหลากหลายทางชีวภาพที่โดดเด่น

หนึ่งในโครงการเหล่านี้คือ Amaala หรือที่เรียกว่า “Middle East Riviera” หรือ “ริเวียร่าตะวันออกกลาง” (ริเวียร่า คือ แนวชายฝั่งทะเลเมดิเตอเรเนียนเริ่มจากเมืองลาสเปเซียของอิตาลียาวเรื่อยไปถึงเมืองมาร์แซย์ของฝรั่งเศส มีความยาวของฝั่งเชื่อมรวมกันแล้วประมาณ 500 กม. คาดว่าจะสร้างห้องพักโรงแรมหรูเพียง 2,500 ห้องและงานมากกว่า 22,000 ตำแหน่งภายในปี 2028 ซึ่งโครงการทั้งหมดเหล่านี้มุ่งหวังที่จะรักษานักท่องเที่ยวซาอุดิอาระเบียให้ท่องเที่ยวภายในราชอาณาจักร แทนที่จะเดินทางไปเที่ยวที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์รวมทั้งเพื่อดึงดูดการท่องเที่ยวระหว่างประเทศด้วย
ส่วนโครงการขนาดยักษ์อื่นๆ ได้แก่ การลงทุนมูลค่า 5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ใน “นีออม” เมืองแห่งอนาคตที่ออกแบบมาให้มีความยั่งยืน การลงทุน 10 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในโครงการบันเทิงที่เรียกว่าโครงการ Qiddiyah และโครงการทะเลแดงซึ่งจะมีเกาะ 90 เกาะ ให้ผู้คนได้เยี่ยมชม รวมถึงการลงทุนในโครงการต่างๆ ที่ส่งเสริมมรดกของซาอุดิอาระเบีย เช่น การลงทุนพัฒนาเมืองอัลอูลา ซึ่งเป็นอุทยานประวัติศาสตร์ แหล่งอารยธรรมกว่า 3,000 ปีก่อนคริสตกาล ซึ่งรัฐบาลซาอุดีอาระเบียกำลังพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ โดยการประกาศ Al-Ula Vision ซึ่งสอดคล้องกับ Saudi Vision 2030 เพื่อพัฒนาพื้นที่สร้างรีสอร์ทหรูและเขตอนุรักษ์ธรรมชาติ เป็นต้น

ความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากการท่องเที่ยวเชิงศาสนา

ควบคู่ไปกับการพัฒนาเพื่อการพักผ่อน โครงการ Saudia Vision 2030 มีเป้าหมายที่จะเพิ่มนักท่องเที่ยวทางศาสนาระหว่างประเทศสำหรับการทำอุมเราะห์ (การจาริกแสวงบุญ ณ ศาสนสถานสำคัญ 2 แห่งของชาวมุสลิม สามารถทำได้ตลอดทั้งปี ตรงข้ามกับพิธีฮัจญ์ที่จะทำได้เพียงแค่ปีละครั้ง ตามกำหนดวันที่ยึดตามปฏิทินจันทรคติของศาสนาอิสลาม) เป็น 30 ล้านคนภายในปี 2030 ซึ่งอาจหมายถึงการเพิ่มจำนวนวีซ่าทางศาสนาและความต้องการที่เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า
ด้วยการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว เจดดาห์ เมืองเปลี่ยนผ่านสำหรับการแสวงบุญไปยังเมืองศักดิ์สิทธิ์ของอิสลามอย่างเมกกะและเมดินา คาดว่าจะมีห้องพักเพิ่มขึ้นอีกมาก จากการเปิดให้บริการของโรงแรมหรูแห่งใหม่ เช่น เจดดาห์ แมริออท และแชงกรี-ลา เจดดาห์
นอกจากนี้ ในอนาคตวีซ่าทางศาสนาจะเปลี่ยนเป็นวีซ่านักท่องเที่ยวต่างชาติที่ไม่ใช่ศาสนา เพื่อส่งเสริมให้ผู้คนมาเยี่ยมชมโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยวแห่งใหม่ของราชอาณาจักร

ส่งเสริมท่องเที่ยวฮาลาล

จำนวนนักท่องเที่ยวชาวมุสลิมคาดว่าจะเพิ่มจาก 25 ล้านคนในปี 2000 เป็น 250 ล้านคนในปี 2026 การเดินทางที่เพิ่มขึ้นนี้ เน้นให้เห็นถึงความจำเป็นของความอ่อนไหวทางวัฒนธรรมต่อประชากรกลุ่มนี้ในอุตสาหกรรมการบริการและการท่องเที่ยว ดังนั้นเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเติบโตของนักเดินทางมุสลิมที่เพิ่มขึ้นและความอ่อนไหวทางวัฒนธรรม (หลักปฏิบัติที่เคร่งครัดและข้อห้ามทางศาสนา ทำให้ไม่สามารถเดินทางไปในสถานที่ท่องเที่ยวบางแห่งได้โดยสะดวก หรือไม่ได้เลย) รายงาน Halal Travel Frontier 2019 ได้นำเสนอแนวโน้มการท่องเที่ยวที่สามารถใช้เป็นแนวทางได้ โดยแนวโน้มเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยี เช่น ปัญญาประดิษฐ์และความเป็นจริงเสริม จะเป็นส่วนสำคัญของการท่องเที่ยวฮาลาล  
นอกจากนี้ โรงแรมต่างๆ กำลังเรียนรู้ที่จะปรับตัวโดยเชื่อมโยงแขกผู้เข้าพักเข้ากับบริการในเดือนรอมฎอน การจัดหาอาหารฮาลาล ตลอดจนอำนวยความสะดวกให้กับค่านิยมของนักเดินทางชาวมุสลิม ซึ่งปัจจุบันกระบวนการสำหรับชาวมุสลิมในการขอวีซ่าไปนครเมกกะนั้นง่ายขึ้นกว่าเดิมมาก

ผลกระทบต่อ UAE เพื่อนบ้านและผู้นำการท่องเที่ยวของตะวันออกกลาง

ต้องขอบคุณโครงการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ รวมถึงการตัดสินใจออกวีซ่าประเภทไม่นำเที่ยว ทำให้การท่องเที่ยวซาอุดีอาระเบียอาจจะกลายเป็นผู้เล่นสำคัญในตลาดตะวันออกกลาง และด้วยเหตุนี้จึงจะเป็นภัยคุกคามต่อเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของประเทศเพื่อนบ้านอย่างสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งเป็นผู้นำในตลาดท่องเที่ยวของภูมิภาคนี้
เนื่องจากนักลงทุนจำนวนมากเริ่มมองว่าสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งดูไบ เป็นตลาดที่อิ่มตัวในแง่ของโรงแรม ด้วยเหตุนี้จึงเห็นนักลงทุนต่างชาติและชาวต่างชาติที่เป็นเอ็กซ์แพทเดินทางไปซาอุดีอาระเบียเพื่อโอกาสและเงินเดือนที่ดีขึ้นกว่าเดิม
นอกจากนี้ กลยุทธ์ใหม่ของซาอุดีอาระเบียในการรักษานักท่องเที่ยวซาอุดิอาระเบียในราชอาณาจักรและดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติยังหมายถึงการแข่งขันที่ดุเดือดและการกระจายส่วนแบ่งการตลาดในระยะยาวในภูมิภาคนี้ในที่สุด

แนวโน้มและโอกาสในการทำงาน

ซาอุดีอาระเบียมีการเติบโตที่สำคัญในด้านการบริการและการท่องเที่ยวในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งทำให้เกิดความก้าวหน้าที่สำคัญก่อน Saudi Vision 2030 โดยมีเชนโรงแรมชั้นนำระดับโลก ได้เปิดตัวโรงแรมมากกว่า 20 แห่งแล้ว
อีกทั้งราชอาณาจักรแห่งนี้ก็มีมาตรฐานที่น่าทึ่งอยู่แล้ว โดยในปี 2019 เจดดาห์มีรายได้จากการท่องเที่ยวเฉลี่ยต่อวันสูงสุดทั่วโลก ในครึ่งปีแรกของปี 2019 อัตราการเข้าพักโรงแรมเพิ่มขึ้นอย่างมาก ใน 3 เมือง คือ เมกกะ ริยาดห์ และดัมมัม สถิติเหล่านี้ให้มุมมองเชิงบวกต่อการท่องเที่ยวและโอกาสในอุตสาหกรรมนี้ของซาอุดิอาระเบียในอนาคต
จากการลงทุนครั้งใหญ่ของซาอุดิอาระเบียในด้านการท่องเที่ยวและเชนโรงแรมและบริการชั้นนำต่างๆ ที่กำลังพัฒนาโรงแรมและสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ จะสร้างโอกาสในการทำงานมากมายในด้านการบริการและการท่องเที่ยว นี่คือการเติบโตที่น่าตื่นเต้นที่จะเพิ่มโอกาสในการทำงานให้กับแรงงานที่อยู่ในอุตสาหกรรมนี้ทั่วโลก และกระจายโอกาสในการทำงานให้กับชาวซาอุดิอาระเบียด้วย โดยหนุ่มสาวชาวซาอุดิอาระเบียหลายคนเชื่อว่าการท่องเที่ยวจะเป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจ และเป็นโอกาสในการทำงานที่ดีมีรายได้สูงในอนาคต 

ความท้าทายที่ต้องเผชิญ

อย่างไรก็ตาม แม้ซาอุดีอาระเบียดูเหมือนว่าจะมีความพร้อมที่จะเป็นแม่เหล็กการท่องเที่ยวใหม่ในตะวันออกกลาง แต่ราชอาณาจักรก็ยังเผชิญกับความท้าทายอีกมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่ของเสถียรภาพทางการเมือง เนื่องจากยังไม่ได้รับความไว้วางใจจากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีศักยภาพและเปลี่ยนการรับรู้ของนักท่องเที่ยวในเรื่องความปลอดภัย สิทธิมนุษยชน และการปฏิบัติที่เท่าเทียมกัน หรือแม้แต่ระบบกฎหมายที่เข้มงวด
นอกจากนี้ จุดแข็งต่างๆ ของราชอาณาจักร เช่น มรดกทางประวัติศาสตร์และความหลากหลายทางชีวภาพของทะเลแดง มักไม่ค่อยเป็นที่รู้จักในต่างประเทศ แม้จะมีการลงทุนครั้งใหญ่จากรัฐบาลเพื่อส่งเสริมราชอาณาจักร แต่ก็ต้องใช้เวลาสำหรับผู้คนในการเปลี่ยนทัศนคติเชิงลบและการสร้างการรับรู้ในวงกว้าง
ขณะที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ก็ต้องการคงสถานะการเป็นผู้นำด้านการท่องเที่ยวในภูมิภาคนี้ จึงเสนอกรรมสิทธิ์อันน่าตื่นตาอื่นใจให้นักลงทุนต่างชาติสามารถครอบครองสิทธิ์ได้ 100% ใน 122 ภาคธุรกิจ เพื่อสกัดกั้นไม่ให้ซาอุดีอาระเบียนดึงดูดนักลงทุนต่างชาติไป
ความท้าทายที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือผลกระทบของการระบาดใหญ่ของโควิด-19 ซึ่งส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวทั่วโลก ความท้าทายนี้เกิดขึ้นในช่วง Saudi Vision 2030 ซึ่งอาจขัดขวางการดำเนินการต่างๆ เพื่อบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ เนื่องจากโรคอุบัติใหม่นี้ทำให้ซาอุดีอาระเบียต้องออกมาตรการล็อกดาวน์ หยุดเที่ยวบิน และปิดพรมแดน ซึ่งล้วนส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการท่องเที่ยว
กระนั้น จากที่กล่าวมาทั้งหมด แม้จะมีความท้าทายที่ต้องเผชิญ แต่จะเห็นว่ายุทธศาสตร์การส่งเสริมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวให้กลายเป็นอีกขาหลักของเศรษฐกิจซาอุดีอาระเบีย มีโอกาสที่จะทำให้สถานะบนเวทีการท่องเที่ยวโลกของราชอาณาจักรแห่งนี้ จะไม่ได้เป็นที่รู้จักเพียงแค่หมุดหมายของการเป็นสถานที่ประกอบพิธีฮัจญ์ในนครเมกกะเท่านั้น

ที่มา :