เราได้เห็นอะไร…ในการพัฒนาเศรษฐกิจจากการถูกคว่ำบาตร

การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจของหมู่คณะตะวันตกทำให้เราได้เห็นความจริงมากยิ่งขึ้น ในเรื่องฐานเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ และข้อจำกัดของการพัฒนา ดังต่อไปนี้


1.

ที่ผ่านมา เศรษฐกิจของตะวันตกอยู่บนกลยุทธ์การแบ่งงานระหว่างประเทศ และอาศัยทรัพยากรราคาถูก โดยเป็นผู้กำหนดราคาและการแลกเปลี่ยน โดยการอวดอ้างสินทรัพย์ของตนเองเกินมูลค่าที่เป็นจริง และการสั่งการของรัฐจักรวาลที่ให้ทุกประเทศดำเนินการหากปฎิเสธการใช้สกุลเงิน ด้วยวิธีการลงโทษที่แยบยลและระยะยาว เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจพัฒนาได้อีกต่อไป เช่น ปัญหาเงินเฟ้อ วิกฤตพลังงาน วิกฤตอาหาร และแรงงานอพยพ

2.

การเปลี่ยนสกุลเงินในการแลกเปลี่ยนเป็นประเด็นเริ่มต้นการค้าระหว่างประเทศ ไม่ใช่การเปิดเขตการค้าตามการแบ่งงานโดยอาศัยต้นทุน เพราะไม่สามารถคุ้มครองอธิปไตยทางเศรษฐกิจได้ ในทางกลับกัน เป็นการทำลายฐานอุตสาหกรรมและเกษตรกรรมของประเทศ ฉะนั้นการกำหนดสกุลเงินแลกเปลี่ยนระหว่างกัน นอกจากเป็นการแก้ปัญหาการส่งออก-นำเข้าเงินเฟ้อแล้ว ยังส่งเสริมความสามารถในการซื้อด้วย ตัวอย่างที่มีให้เห็นคือ เมื่อใช้สกุลเงินรูเบิลในการแลกเปลี่ยนการค้าระหว่างประเทศ ทำให้ค่าเงินรูเบิลกลับมาสู่ราคาเมื่อ 5-6 ปีก่อน (ประมาณ 1 ดอลลาร์ต่อ 60 รูเบิล) ทำให้สินค้านำเข้ามีราคาที่ลดลง และราคาสินค้าการผลิตในประเทศก็ลดลงด้วย เป็นต้น เนื่องจากสามารถยับยั้งการนำเข้าเงินเฟ้อได้ รวมถึงเพิ่มความสามารถในการซื้อของประชากร ราคาอาหารก็จะลดลง แตกต่างจากตะวันตก แต่ทั้งนี้ขึ้นกับฐานการผลิตในประเทศด้วย ว่ามีแผนการจัดการสนับสนุนการทดแทนการนำเข้าที่รวดเร็วอย่างไร

3.

ประเทศกำลังพัฒนาอย่างอินเดีย, บราซิล, จีน, ซาอุดีอาระเบีย ไม่ถือว่าการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ นั้นปลอดภัยอีกต่อไป ประเทศต่างๆ ค่อยๆ ย้ายการชำระเงินในด้านการค้าวัตถุดิบและสินค้าอื่นๆ จากดอลลาร์ไปเป็นสกุลเงินประจำชาติ ตัวอย่างเช่น รัสเซียยอมรับการชำระเงินค่าน้ำมันจากประเทศที่ไม่เป็นมิตรด้วยเงินรูเบิลเท่านั้น และซาอุดีอาระเบียกำลังเจรจากับปักกิ่งเพื่อจ่ายค่าน้ำมันเป็นหยวน เกิดการพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง ซึ่งจะช่วยลดการพึ่งพาสหรัฐอเมริกา ฉะนั้นหากแนวโน้มเป็นแบบนี้ คาดว่าในปี 2030 มูลค่าของเงินดอลลาร์จะลดลงร้อยละ 50 อย่างแน่นอน

4.

แนวคิดการสร้างความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิตนั้นยังมีความสำคัญ โดยเฉพาะการผนึกกำลังเป็นคลัสเตอร์อุตสาหกรรม ซึ่งถือว่าเป็นการลงทุนระยะยาว ดังนั้นทุกประเทศยังมีโอกาสในการพัฒนาเศรษฐกิจ หากผู้นำและภาครัฐนั้นมีวิสัยทัศน์มากพอ ปัญหาคือความโปร่งใสและความคืบหน้าของโครงการ (ตัววัด)
ประเทศกำลังพัฒนานั้นสามารถดำเนินการลงทุนได้โดยตนเอง เนื่องจากมีทุนสำรองทองคำของตนเอง สามารถออกพันธบัตรได้อย่างอิสระ และมีความแตกต่างของอัตราเงินเฟ้อจากตะวันตก เนื่องจากเป็นเงินเฟ้อที่มากับราคาสินค้า ซึ่งแก้ไขได้โดยการเพิ่มกำลังการผลิตและการลดต้นทุนการผลิต และมีกลยุทธ์ระยะยาวที่จัดการปัญหาด้านพลังงาน จึงไม่มีปัญหาในเรื่องของจำนวนเงินที่ลงทุน จากบทเรียนของกรณีรัสเซีย ได้พิสูจน์ว่าปัญหาที่สำคัญคือ ตัวโครงการลงทุนนั้นเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่งสามารถแข่งขันได้หรือไม่ และหากแข่งขันไม่ได้จะมีวิธีการรวมประชากรประเทศเพื่อนบ้านที่มีกำลังซื้ออย่างไร นั้นคือการบูรณาการตลาดเดียวกันในภูมิภาค เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตหรือการแบ่งงานกันทำ แข่งขันกับคู่แข่งที่มีต้นทุนที่ได้เปรียบ

5.

ความสามารถในการเล่นหมากรุกโลกหรือภูมิภาค นอกจากจะเป็นการทดสอบความสามารถของผู้นำแล้ว ยังเป็นตัวกำหนดการเพิ่มฐานะความเป็นอยู่ของประชากรในรัฐนั้นโดยตรง ไม่ได้มาจากแลนด์สไลด์อย่างที่กล่าวอ้างกันเหมือนในบ้านเรา ตัวอย่างเช่น กรณีของฮังการี ที่ก้าวขึ้นมาในอุตสาหกรรมยานยนต์ เคมีภัณฑ์ และฮับพลังงาน แทนเยอรมัน และในทางตรงกันข้าม โปแลนด์กำลังนำประเทศไปสู่ความถดถอยครั้งใหญ่จากนโยบายเกลียดชังประเทศเพื่อนบ้าน
การเล่นเกมภูมิรัฐศาสตร์จึงเป็นข้อสอบของผู้นำ ไม่ใช่อ้างว่าไม่ได้เรียนมาหรือไม่รู้ แต่เป็นสิ่งที่ควรมีติดตัวในฐานะภาระหน้าที่ของผู้นำ

 

 

เรื่อง : รศ.ดร.ชินสัคค สุวรรณอัจฉริย