ส่องแนวโน้ม “เงินเฟ้อ” ทั่วโลก “เวเนซุเอลา” นำโด่ง “ไทย” ไม่แย่ อัตราเงินเฟ้อต่ำสุดอันดับ 9 ในกลุ่มประเทศ Upper Middle-Income

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กล่าวว่าคาดว่าแรงกดดันเงินเฟ้อจะมีนัยสำคัญทั่วโลกในปี 2022 ลองมาดูกันว่านอกจากเวเนซุเอลาที่ขึ้นแท่นอันดับ 1 ประเทศที่มีอัตราเงินเฟ้อสูงที่สุดในโลกแล้ว ประเทศไหนบ้างที่กำลังเผชิญปัญหาเศรษฐกิจนี้อย่างหนักหน่วง

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจกับความหมายของ “เงินเฟ้อ” กันก่อนว่าหมายถึง การวัดราคาของสินค้าต่างๆ เช่น อาหาร เครื่องดื่ม เสื้อผ้า ฯลฯ และบริการต่างๆ เช่น ค่าเช่าบ้าน ค่ารักษาพยาบาล ฯลฯ ว่าเพิ่มขึ้นเท่าไรเมื่อเวลาผ่านไป ทั่วไปแล้วจะวัดเงินเฟ้อโดยการเปรียบเทียบราคาของสินค้าและบริการในวันนี้กับราคาเมื่อ 1 ปีก่อนหน้า ซึ่งค่าเฉลี่ยของการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าและบริการต่างๆ เรียกว่า “อัตราเงินเฟ้อ”
ดังนั้น หากอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 4% แปลว่าราคาโดยเฉลี่ยในปัจจุบันสูงกว่าราคาในปีที่แล้ว 4% เช่น ถ้ามะนาวราคากิโลกรัมละ 100 บาทในปีที่แล้ว เพิ่มเป็น 104 บาท ในปีนี้ หมายความว่าราคาเพิ่มขึ้น 4% เป็นต้น

ธนาคารกลางส่วนใหญ่ทั่วโลกมีเป้าหมายรักษาอัตราเงินเฟ้อในระดับต่ำและคงที่ โดยทั่วไปอยู่ระหว่าง 1.5-4 % ต่อปี อย่างไรก็ตาม หลายประเทศก็มิอาจยับยั้งได้ ทำให้มีอัตราเงินเฟ้อที่สูง ซึ่งอาจส่งผลให้กำลังซื้อลดลง เนื่องจากราคาสินค้าและบริการมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นกว่าค่าจ้าง และผู้ที่มีเงินออมหรือมีรายได้ประจำก็มีกำลังซื้อลดลงเช่นกัน
“ภาวะเงินเฟ้อรุนแรง” ซึ่งเป็นตัวอย่างที่รุนแรงที่สุดของปรากฏการณ์นี้สามารถนำไปสู่การล่มสลายทางเศรษฐกิจโดยรวมได้ เนื่องจากสกุลเงินสูญเสียมูลค่าอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นสิ่งไร้ค่า ขณะที่อัตราเงินเฟ้อติดลบหรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “ภาวะเงินฝืด” ก็เป็นปัญหาเช่นกัน เนื่องจากบริษัทและผู้ให้ทุนชะลอการลงทุน

ทั้งนี้ หลังจากปฏิบัติการพิเศษทางทหารของรัสเซียในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา IMF ได้ปรับประมาณการอัตราเงินเฟ้อขึ้น โดยคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 1.8% สำหรับประเทศพัฒนาแล้ว และ 2.8% สำหรับประเทศกำลังพัฒนา นี่แสดงให้เห็นว่า แม้กระทั่งก่อนปฏิบัติการพิเศษทางทหารของรัสเซียในยูเครนซึ่งส่งผลกระทบต่อแหล่งพลังงานและอาหารทั่วโลก การคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อก็ค่อนข้างสูงอยู่แล้ว เนื่องจากห่วงโซ่อุปทานขยายเกินความจำเป็น จากการเติมความต้องการหลังจากสิ้นสุดการล็อกดาวน์ครั้งใหญ่จากโควิด-19 ได้ทำให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้นจนถึงระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน อีกทั้งผลพวงของภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ เนื่องจากประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศกำลังประสบกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วอัตราเงินเฟ้อจะสูงขึ้นโดยเฉลี่ยในกลุ่มประเทศนี้ แต่นี่ไม่ได้หมายความว่าอัตราเงินเฟ้อจะไม่ส่งผลกระทบต่อประเทศที่พัฒนาแล้ว เพราะอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น มักเกิดในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้กำลังประสบปัญหาเช่นกัน
คาดว่าจะเห็นอัตราเงินเฟ้อสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 7.4% ในประเทศที่ประสบปัญหาความขัดแย้ง ความวุ่นวาย หรือปัญหาเศรษฐกิจใหญ่ในปี 2022 รวมถึงเวเนซุเอลา ซูดาน ซิมบับเว ตุรกี เยเมน และอาร์เจนตินา รวมทั้งหมดเกือบ 80 ประเทศ ซึ่งมีทั้งประเทศที่พัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา คาดว่าจะมีอัตราเงินเฟ้อสูงกว่า 5% แต่ต่ำกว่า 10% และมีมากกว่าประมาณ 60 ประเทศ ที่คาดว่าจะรักษาอัตราเงินเฟ้อให้ต่ำกว่า 5% ได้
คลื่นลูกที่สี่ของการระบาดใหญ่ของโควิด-19 มาพร้อมกับระดับเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้นในสหรัฐอเมริกา โดยอัตราเงินเฟ้อพุ่งขึ้นจาก 1.4% ในเดือนมกราคม 2021 เป็น 7.5% ในปี 2022 ด้วยราคาสินค้าพื้นฐานที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ครัวเรือนจำนวนมากกังวลเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่จะใช้รายได้ที่มีเท่าเดิมให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายรายเดือนที่มากขึ้น
ขณะที่ราคาน้ำมันดิบยังแตะระดับที่น่าหวั่นวิตก สาเหตุหลักมาจากการระบาดของ และปฏิบัติการพิเศษทางทหารของรัสเซียในยูเครนที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2022  ซึ่งราคาเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นอาจทำให้บรรดาผู้ผลิตต้องแบกรับต้นทุนอันหนักอึ้ง
สำหรับประเทศไทย จากการคาดการณ์ของ IMF พบว่ามีอัตราเงินเฟ้อสูงเป็นอันดับที่ 141 ของโลก จาก 185 ประเทศ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งมีอัตราเงินเฟ้อต่ำเป็นอันดับที่ 45 ของโลก และหากพิจารณาเฉพาะในกลุ่มประเทศที่มีรายได้ปานกลางในระดับสูง (Upper Middle-Income) ตามเกณฑ์ของธนาคารโลก พบว่า ไทยรั้งอันดับ 9 ของประเทศที่มีอัตราเงินเฟ้อต่ำที่สุด
ด้านธนาคารแห่งประเทศไทยวิเคราะห์ว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2022 และ 2023 คาดว่าจะอยู่ที่ 4.9% (มากกว่าที่ IMF คาดการณ์ไว้อยู่ที่ 3.99%) และ 1.7% ตามลำดับ โดยอัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้นกว่า 5% ในไตรมาสที่ 2 และ 3 ของปี 2022 นี้ จากราคาพลังงานและการส่งผ่านต้นทุนในหมวดอาหารเป็นหลัก ก่อนที่จะปรับลดลงเข้าสู่กรอบเป้าหมายในปี 2023 โดยมีสาเหตุส่วนหนึ่งจากราคาพลังงานที่คาดว่าจะไม่ปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง กระนั้นอัตราเงินเฟ้อยังมีความเสี่ยงจากราคาน้ำมันที่มีโอกาสสูงกว่าที่ประเมินไว้ และการส่งผ่านต้นทุนของผู้ประกอบการที่อาจมากกว่าที่ประเมินไว้

ที่มา: